
'ปู'ชี้แพ้ลต.ปทุมฯเหตุคนใช้สิทธิแค่30%
'ยิ่งลักษณ์' ระบุแพ้เลือกตั้งปทุมฯ เพราะมีคนใช้สิทธิแค่ 30% เผยพบพล.อ.เปรมเพราะอยากรับพรผู้ใหญ่ 'ยุทธศักดิ์' ระบุ เป็นหน้าที่ กก.บห.'เพื่อไทย'ยื่นมือดูแลหลังแพ้เลือกตั้งปทุมฯ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อ 11.50 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ประชุมหัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวงที่ กระทรวงแรงงาน โดยมีวาระหลักอยู่ที่การปรับขึ้นค่าแรง 300 บาท การแก้ไขปัญหาแรงงาน ต่างด้าว และการเตรียมควาทมพร้อมแรงงานสูประชาคมอาเซียน โดยใช้เวลาในการประชุมประมาณ 2 ชั่วโมง
ภายหลังจากการประชุม น.ส. ยิ่งลักษณ์ กล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยการแพ้การเลือกตั้งที่ จ. ปทุมธานี ว่าในส่วนของ ส.ส. เป็นเพียงเสียงส่วนน้อยเพราะมีผู้มาใช้สิทธิแค่ 30% และ สนามเล็กกับสนามใหญ่ก็มีความต่างกัน
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวด้วยว่า ส่วนหนึ่งเชื่อว่าพี่น้องประชาชนอาจมีความเบื่อหน่ายเพราะต้องลงคะแนนทั้งที่ยังไม่ถึงปี ทั้งนี้การเลือกตั้งซ่อมกับเลือกตั้งใหญ่นั้นมองต่างกัน การเลือกตั้งใหญ่มองในเรื่องของภาพรวมว่าใครจะมาเป็นรัฐบาล ส่วนการเลือกตั้งซ่อมก็จะมีบ้างที่ต้องดูในส่วนประกอบเรื่องของรายละเอียดพื้นที่ ทั้งนี้ทางพรรคก็จะน้อมรับในเรื่องของผลการเลือกตั้ง และก็จะนำข้อมูลต่างๆมาปรับปรุงให้เกิดประโยชน์ที่สุด
ทั้งนี้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวในประเด็นคำถามที่ว่าการพ่ายแพ้เลือกตั้งให้กับพรรคประชาธิปัตย์ครั้งนี้จะเป็นผลการชี้วัดอะไรหรือไม่
เผยพบพล.อ.เปรมเพราะอยากรับพรผู้ใหญ่
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังกล่าวถึงการจะเข้าพบพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษว่า ไปในส่วนของรองนายกรัฐมนตรี ไม่ได้ไปทั้งคณะรัฐมนตรี ซึ่งหลังจากที่ได้ร่วมงานเดินหน้าประเทศไทยก็ยังไม่ได้เข้าพบพลเอกเปรม ก็เลยถือโอกาสในช่วงวันสงกรานต์เข้าไปขอบคุณและขอรับพรถือว่าเป็นผู้ใหญ่ของบ้านเมือง
ผู้สื่อข่าวถามว่าจะทำให้จุดยืนทางการเมืองของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยเปลี่ยนไปหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ตั้งแต่ช่วงหาเสียงเลือกตั้งก็ย้ำมาตลอดว่าอยากเห็นประเทศชาติมีความปรองดองและพร้อมรับฟังความเห็นของทุกภาคส่วนด้วยความยินดี
เมื่อถามว่าจะใช้โอกาสนี้ขอคำแนะนำจากพลเอกเปรมหรือไม่ นายกฯตอบว่า ก็ยินดีน้อมรับคำแนะนำจากทุกส่วนอยู่แล้ว แต่ไม่ได้จะขอคำแนะนำเป็นพิเศษแต่อย่างใดเพราะตั้งใจไปเคารพขอพรมากกว่า นี่คือสิ่งที่รัฐบาลอยากเห็นโดยเฉพาะการทำอย่างไรให้บ้านเมืองก้าวไปข้างหน้า ชาวต่างชาติเองก็มองว่าประเทศไทยนั้นเริ่มกลับมาสู่ความปรองดอง
ผู้สื่อข่าวถามว่าจะเป็นเรื่องของการส่งสัญญาณว่าถ้าพลเอกเปรมไม่ยอมการปรองดองก็จะไม่เดินหน้าหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า พลเอกเปรมเองก็ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับทางการเมือง รัฐบาลก็ทำหน้าที่ทางการเมืองก็เป็นหน้าที่ของทางสภา กระบวนการต่างๆก็เป็นหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ รัฐสภา ฝ่ายรัฐบาลเองก็มีหน้าที่แก้ไขปัญหาบ้านเมืองและดูแลปัญหาของประชาชน
รองนายกฯ ระบุเป็นหน้าที่ กก.บห. "เพื่อไทย" ยื่นมือดูแลหลังแพ้เลือกตั้งปทุม ฯ
พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ที่ปทุมธานี ว่า เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องนำมาหารือถึงข้อบกพร่องว่าควรการแก้ไขอย่างไร ซึ่งส่วนนี้ถือเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการบริหารของพรรคเพื่อไทยที่จะต้องยื่นมือเข้าดูแลในเรื่องดังกล่าว
,ทั้งนี้ พล.อ.ยุทธศักดิ์ กล่าวถึงกรณีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะนำทีมครม.เข้าไปรดน้ำดำหัวเพื่อของพร พล.อ.เปรมถือเป็นการส่งสัญญาณทางบวกในประเด็นการปรองดองหรือไม่ว่า พล.อ.เปรม ท่านเป็นผู้ใหญ่ที่น่าเคารพนับถือ การเข้าไปขอพรถือเป็นศิริมงคล อย่ามองเป็นประเด็นการเมือง คิดว่าคงไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีด้วยซ้ำในการที่จะสร้างความปรองดองให้แก่ประเทศชาติ ส่วนครม.ต้องไปทุกคนหรือไม่และจะมีการขอคำปรึกษาหารือใดเป็นพิเศษ รองนายกฯ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับครม.แต่ละท่านด้วยว่า ติดภารกิจกับทางราชการหรือไม่ เท่าที่ทราบ พล.อเปรม ได้อนุญาตให้เข้าพบอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามคงต้องรอคำชี้แจงอย่างเป็นทางการในการประชุม ครม. ในวันพรุ่งนี้ ซึ่งนายกฯ และรองนายกฯ จะชี้แจ้งให้ทราบในที่ประชุมอีกครั้ง
"พร้อมพงศ์"ยันแพ้เลือกตั้ง “นายกฯอบจ-สส.ปทุมฯ” ไม่กระทบพรรค
นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีการเลือกตั้งซ่อม สส.เขต 5 จ.ปทุมธานี และเลือกตั้ง นายกฯอบจ.ปทุมธานี ที่ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทยแพ้การเลือกตั้ง ว่า การเลือกตั้ง สส.ยอมรับว่า มีหลายปัจจัยแต่ไม่ใช่คะแนนิยมเพื่อไทยตกต่ำ หรือรัฐบาลความนิยมลดลง อย่างที่ฝ่ายค้านระบุ ซึ่งการเลือกตั้ง สส.ที่แพ้ 3 พันคะแนนนั้น มีผู้มาเลือกตั้ง 30 เปอร์เซ็นต์ แต่เชื่อว่าถ้ามีผู้มาเลือกตั้งถึง 50 เปอร์เซ็นต์ พรรคเพื่อไทยชนะ และการเลือกตั้งเป็นวันเสาร์ ซึ่งฐานเสียงเพื่อไทยส่วนใหญ่ที่เป็นผู้ใช้แรงงาน เป็นคนทำงานบริษัทเอกชน ซึ่งทำงานวันจันทร์ถึงวันเสาร์ ซึ่งมาใช้สิทธิ์มากไม่ได้ ทั้งนี้จากการที่ตนไปเก็บข้อมูลประชาชนยังมีอารมณ์ค้าง จากที่น้ำท่วมร่วม 2 เดือนกว่า โดยเฉพาะเขต 5 เป็นเขตที่ได้รับผลกระทบ ตนเชื่อว่า 10 รัฐบาลเพื่อไทย 10 รัฐบาลประชาธิปัตย์ หรือ 10 รัฐบาลไหนๆ เลือกตั้งภาวะอารมณ์แบบนี้ พรรครัฐบาลก็แพ้ทุกพรรค
นอกจากนี้ ประชานก็ต้องการแสดงออกว่ารู้สึกคับข้องใจ ซึ่งเป็นหน้าที่เราต้องทำความเข้าใจ ทำงานหนักให้มากยิ่งขึ้น และประชาชนอาจมองว่า สส.อยู่มา 8 เดือนก็ลาออก ทำไมต้องทำให้เป็นภาระประชาชน เราเข้าใจความรู้สึก และประชาชนอาจมองว่าไม่สำคัญ เพราะพรรคเพื่อไทย มี สส.พอแล้ว ไม่ไปก็ไม่เป็นไร ตนได้นำเสนอแกนนำไปแล้ว พรรคต้องมาทบทวน และมากำหนดยุทธศาสตร์ในการแก้ไขต่อไป ต้องขยายการลงพื้นที่ ทั้งที่น้ำท่วมและไม่ท่วม เพราะประชาชนจะโทษรัฐบาล ไม่ใช่ฝ่ายค้าน
ส่วนกรณีการเลือกตั้งนายกฯอบจ.นั้น เป็นคนละเรื่อง เป็นเรื่องของท้องถิ่น ตนเคยไปทำงานกับนายชาญ พวงเพ็ชร ท่านดูแลทุกอำเภอ ทุกตำบล ทุกหมู่บ้าน และลงพื้นที่ต่อเนื่อง ช่วยเหลือประชาชน ทำงานจริงๆ จึงเป็นคนละเรื่อง ซึ่งการเลือกตั้งนายกอบจ.มีตัวอย่างในหลายจังหวัดที่พรรคการเมืองหนึ่ง มี สส.ยกจังหวัด แต่เลือก นายกฯอบจ.ก็แพ้ ตนเชื่อว่าประชาชนเลือกตั้งท้องถิ่น ดูที่ตัวบุคคล บางครั้งก็เพื่อค้านอำนาจ ซึ่งถือว่าเป็นความสามารถเฉพาะตัว ของแต่ละบุคคล ตนยินดีกับนายชาญ เพราะมีความสามารถเฉพาะตัว และนายชาญก็ไม่สังกัดพรรค วันนี้ประชาชนเลือกสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ถ้าท่านไม่ทิ้งประชาชน ประชาชนก็ไม่ทิ้งท่าน มันต่างกับเลือกตั้งระดับชาติ เพราะประชาชนมองผลงานพรรค และผลงานในอดีตและการขับเคลื่อนนโยบาย ยืนยันว่าการเลือกตั้งทั้ง 2 ไม่ส่งผลต่อพรรคเพื่อไทย
เมื่อถามว่า ถ้ารู้แบบนี้ ทำไมไม่มีการยับยั้ง นายสุเมธ ฤทธิ์ธาคนี นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า แกนนำและผู้บริหาร ได้ยับยั้งแล้ว แต่ สส.ก็แสดงเจตนารมแบบนั้น จึงเป็นสิทธิ์ของท่าน ท่านมองว่า เหมาะสมที่จะลงในพื้นที่ ท้องถิ่น ตั้งใจดี ก็เป็นเหตุผลแต่ละคน และเป็นการสะท้อนให้เห็นว่าพรรคเพื่อไทย เป็นพรรคที่ยึดมั่นระบบประชาธิปไตย ถ้าเป็นพรรคเถ้าแก่ สั่งก็ไม่ลาออก และการวิเคราะห์คงเป็นข้อผิดพลาดที่ ประชาชนยังมีอารมณ์ค้างอยู่ แต่ก็ส่งผลระยะสั้น ระยะยาวไม่น่ามีปัญหาอะไร และฝ่ายค้านนำไปขยายผลเท่านั้น ซึ่งถ้าไม่เชื่อหลังจากนี้ ถ้ามีการเลือกตั้งในพื้นที่ไม่ประสบอุทกภัย คะแนนจะต่างกัน และการเลือกตั้งต้องเป็นวันอาทิตย์ ซึ่งต้องมีการเสนอไปยัง กกต.
เมื่อถามว่า ที่แพ้เพราะผู้สมัครไม่ลงพื้นที่หรือไม่ นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า นายสุเมธ ตนก็รู้จัก แต่จ.ปทุมมี 7 อำเภอ ประชากร 7 แสนคน นายชาญ มีอำนาจ มีงบประมาณ ส่วน สส.มีข้อจำกัดเรื่องรัฐธรรมนูญ ถ้าช่วยเหลือจึงมีกรอบฎหมายกำหนด และ สส.ถูกเพ่งเล็ง จึงน่าจะแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 265 , 266 เพื่อให้ สส.ได้ใกล้ชิดประชาชน เพราะรัฐธรรมนูญปี 50 กลัวนักการเมืองใกล้ชิดประชาชน
เมื่อถามว่า การเลือกตั้งครั้งหน้า นายสุเมธ จะกลับมาเป็นผู้ลงสมัครเลือกตั้งของได้หรือไม่ นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า การคัดบุคคล แต่ละภาค จะประธานภาค เป็นผู้เสนอมายังพรรค ตนจึงพูดตอนนี้ไม่ได้ เป็นเรื่องของอนาคต และในเรื่องนี้ไม่มีเพื่อน สส.สมน้ำหน้า นายสุเมธ มีแต่เห็นใจ วันนี้ไม่ได้ ก็ฟิตใหม่ คือลงพื้นให้มากให้ประชานเห็นคุณค่า



