
'เท่' ต้องชอบธรรม สัญญาณใหม่ 'แม้ว'
น่าจับสัญญาณอย่างยิ่ง หลังมหกรรมสงกรานต์บันลือโลก รดน้ำดำหัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่กัมพูชา ของเหล่า ส.ส. แกนนำพรรคเพื่อไทย และกลุ่มคนเสื้อแดง
น่าจับสัญญาณอย่างยิ่ง หลังมหกรรมสงกรานต์บันลือโลก รดน้ำดำหัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่กัมพูชา ของเหล่า ส.ส. แกนนำพรรคเพื่อไทย และกลุ่มคนเสื้อแดง
ที่มีการพูดถึงกันมากเรื่องความต้องการกลับบ้านของ 'ทักษิณ' เชื่อมโยงกับการออก พ.ร.บ.ปรองดองโดยรัฐสภา
เริ่มจาก พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ ส.ส.เพื่อไทย ในฐานะโฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงตอบโต้เกมของพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวันที่ 16 เมษายน ตอนหนึ่งว่า เงื่อนไขสำคัญที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะกลับบ้านได้ คือ ประเทศต้องมีความปรองดองเกิดขึ้นจริงๆ ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย เพื่อไม่ให้ถูกนำไปจุดกระแสโจมตีได้ ซึ่งเครื่องมือที่จะใช้สร้างความปรองดองคือ
การออก พ.ร.บ.ปรองดองผ่านกระบวนการนิติบัญญัติ เพื่อให้การปรองดองเป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่าย แต่จะให้ใครเป็นคนเสนอนั้น ต้องหารือกันก่อน ซึ่งกฎหมายปรองดองอาจจะเกิดขึ้นปีนี้หรือปีหน้าก็ได้
สอดรับกับความเห็นของ นพดล ปัทมะ ในฐานะที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวเมื่อวันที่ 17 เมษายน ว่าส่วนตัวเชื่อว่ารัฐบาลจะไม่ออก พ.ร.ก.ปรองดองล้างผิดให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ตามที่พรรคประชาธิปัตย์ ระบุ หากจะมีการออกกฎหมายจริง ต้องเป็นรูปแบบของ พ.ร.บ. และไม่ใช่การผลักดันของรัฐบาล เพราะจะถูกข้อครหาว่าน้องช่วยพี่
อาจจะเสนอโดย ส.ส.พรรคเล็กพรรคน้อย หรือภาคประชาชนก็ได้ ระหว่างนั้นก็อาจมีการแลกเปลี่ยนความเห็นต่างๆ ควบคู่ไปกับการทำกฎหมาย หรือที่เรียกว่า สุนทรียสนทนา รับฟังความเห็นซึ่งกันและกัน คนที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับอนาคตประเทศทั้งหมด น่าจะมาคุยกัน ไม่ว่าจะเป็น กองทัพ นักวิชาการ นักธุรกิจ
สำหรับการออก พ.ร.บ.ดังกล่าว เป็นการล้างผลพวงจากการรัฐประหาร ไม่ได้เป็นการล้างผิดให้ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่หากจะได้ประโยชน์จากการเยียวยาผลพวงแห่งการยึดอำนาจก็เป็นเรื่องที่สมควร
"ช่วงนี้ถือเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อระหว่างการหาทางออกด้วยการปรองดอง หรือจมปลักอยู่กับความขัดแย้ง อยู่ที่ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะยอมตกขบวนจมอยู่กับความขัดแย้งหรือไม่ เราจะรออยู่ แต่คงรอได้ไม่นาน ยืนยันว่าจะไม่มีการกำหนดเส้นตายของความปรองดอง และการที่ พ.ต.ท.ทักษิณระบุว่า จะกลับบ้านภายใน 3-4 เดือนนั้น ก็ไม่เกี่ยวข้องกับกระบวนการปรองดอง
ทั้งหมดทั้งปวงขึ้นอยู่กับกลไกของสภาฯ ฉะนั้นจึงไม่มีอะไรเร่งรีบ บีบรัดรัฐบาลทั้งสิ้น การออกกฎหมายนั้นไม่ใช่หน้าที่ของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณจะกลับบ้านเมื่อไหร่ ก็ขึ้นอยู่กับเวลาที่เหมาะสม หรือมีการออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องเรียบร้อยแล้ว"
แล้วที่ชัดเจนไปกว่านั้น ก็คือ ยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี คน 'วงใน' ของ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวถึงท่าทีปรองดอง และการกลับบ้าน ที่เป็นสัญญาณจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ในทำนองเดียวกัน
"ปรองดองในระยะยาวเป็นผลดีของประเทศ แต่ถ้าใครคิดว่านี่เป็นความเน่าเสีย คนนั้นเห็นแก่ตัว แต่การปรองดองไม่ได้หมายความว่า คนที่ทำผิดจะไม่ต้องถูกลงโทษขอขีดเส้นใต้คำนี้ไว้ได้เลยว่าคนที่ทำผิดต้องถูกลงโทษ หากสังคมเห็นว่าคนที่ถูกกล่าวโทษและถูกลงโทษแล้วจะมีการให้อภัยก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ซึ่งการปรองดองจะเกิดได้ต้องประกอบทั้งข้อกฎหมายและดูว่าอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อการพูดคุย ให้อภัยและส่งเสริมความสมานฉันท์และต้องเกิดจากการมีกลไกพูดคุยเจรจา"
ชัดเจนว่าเป็นการส่งสัญญาณให้มีสองแนวทางควบคู่กันไป กล่าวคือการเจรจา พูดคุย ต่อรองในทุกระดับ และการมีกฎหมายออกมารองรับนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนพรรคเพื่อไทย จับสัญญาณทางการเมืองได้แล้วว่า หากมีการเร่งรีบ และรวบรัดออกกฎหมายบังคับใช้เพื่อการปรองดอง ทั้งที่บรรยากาศของการพูดคุยในทุกระดับยังไม่เกิดขึ้น หรือยังไม่ตกผลึกทางความคิดร่วมกันของผู้คนในสังคม ว่าต้องการเห็นการปรองดองอย่างไร สิ่งที่เกิดขึ้นก็อาจเป็นแค่ 'ปรองดองของผู้ชนะ'
อย่างที่ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการ สถาบันพระปกเกล้า เจ้าของงานวิจัยที่ กมธ.ปรองดอง หยิบเอาบางส่วนมาอ้างอิง ในรายงานของตัวเอง ซึ่งสภาฯ เห็นชอบ และส่งรัฐบาลแล้ว
แน่นอน, ถ้าเป็นเช่นนั้น ไม่เพียงความขัดแย้งของ 'สองขั้ว' ทางสังคมเก่า ก็ยังคงอยู่ หากแต่ความขัดแย้งรอบใหม่ ก็อาจเกิดขึ้นจากการออก พ.ร.บ.ปรองดอง อย่างรวบรัดรีบเร่งนี้ด้วย แม้จะทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับประเทศได้อย่างไม่มีความผิด ทว่า ไม่เพียง ไม่ 'เท่' เท่านั้น หากแต่ยังอาจไม่ปลอดภัยในชีวิต ซึ่งที่ผ่านมาเชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณ คิดหนักเรื่องนี้อยู่พอสมควร
ดังนั้น ประเด็นที่น่าสนใจ จึงอยู่ที่ว่าการเสนอ พ.ร.บ.ปรองดอง จะเป็นการเสนอของพรรคเล็ก พรรคน้อยร่วมกันเป็นสำคัญ ไม่ใช่เริ่มต้นจากพรรคเพื่อไทย และรัฐบาล เพื่อป้องกันข้อครหา อย่างที่ 'นพดล' มีความเห็น และขณะเดียวกัน ยังไม่รีบเร่งรวบรัดอีกด้วย เพื่อสู้กับเกมการเมืองของพรรคฝ่ายค้าน อย่างประชาธิปัตย์
ซึ่งจ้องอยู่แล้วที่จะขยายผล 'โจมตี' ว่ารีบเร่งการออกกฎหมายเพื่อช่วย พ.ต.ท.ทักษิณ โดยมีคำว่า 'สุนทรียสนทนา' มาสร้างบรรยากาศ ก่อนที่จะนำไปสู่การออก พ.ร.บ.ปรองดอง
ส่วนที่ทำควบคู่กันไป ก็คือ การสร้างกลไกเจรจา อย่างที่ 'ยงยุทธ ติยะไพรัช' มีความเห็น และเชื่อว่า การเจรจานั้น 'ลุล่วง' ไปแล้วหลายระดับ
สรุปว่า เวลานี้สถานการณ์ทุกอย่างเข้าทาง 'ทักษิณ' เหลือก็แต่ 'ความชอบธรรม' ในสายตาของทุกภาคส่วนในสังคมที่ต้องใฝ่หา และการ 'ยอมรับ' ในเหตุและผลที่จะนำไปสู่การปรองดอง ที่ผลพลอยได้ย่อมตกอยู่กับ 'ทักษิณ' ด้วยเท่านั้น



