ข่าว

พม่าเนื้อหอมจริงหรือ ?

พม่าเนื้อหอมจริงหรือ ?

23 เม.ย. 2555

พม่าเนื้อหอมจริงหรือ ?: หน้าต่างอาเซียน โดยทนง ขันทอง

               ในอาเซียนตอนนี้ไม่มีประเทศใดจะเนื้อหอมไปกว่าพม่า ว่าจะเป็นดาวเด่นทางด้านการค้าการลงทุนแห่งใหม่ ด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์มหาศาล มีข่าวที่ตื่นตาตื่นใจเกิดขึ้นเกือบจะทุกวันเกี่ยวกับพม่า หลังจากที่ทางการพม่าจะประกาศเปิดประเทศ
   
               ล่าสุดนางออง ซาน ซูจี ผู้นำฝ่ายค้าน ได้รับอนุญาตให้ออกเดินทางออกนอกประเทศเป็นครั้งแรกในรอบ 24 ปีเพื่อไปเยือนยุโรป พม่าเพิ่งจะมีการเลือกตั้งซ่อม มีผลทำให้ฝ่ายค้านมีที่นั่งประมาณ 7% ในรัฐสภา และประเทศตะวันตกทั้งหลาย รวมทั้งออสเตรเลียเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว เริ่มผ่อนคลายการแซงชั่นการค้า และความสัมพันธ์กับพม่า
   
               แต่ถ้าดูตามเนื้อผ้าแล้ว พม่ายังห่างไกลมากจากการที่จะเป็นแหล่งลงทุนของนักลงทุนประเภทสถาบัน เพราะว่าระบบเศรษฐกิจที่ยังมีขนาดเล็กและด้อยพัฒนานั่นเอง
   
               ขนาดประชากรพม่าอาจจะใหญ่พอที่จะส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศ แต่คงต้องใช้เวลานานพอสมควรที่จะทำให้ตลาดภายในประเทศมีการเติบโตที่สูง เนื่องจากพม่าไม่มีฐานของผู้ประกอบการธุรกิจรายย่อย ไม่มีพม่าโพ้นทะเลเหมือนจีนและเวียดนาม ที่อาศัยอยู่ในประเทศตะวันตกและมีส่วนช่วยเอาเงินทุนกลับบ้านพร้อมความสามารถในการประกอบการธุรกิจ แรงงานพม่าประมาณ 4 ล้านคนที่ทำงานอยู่ในเมืองไทย ส่วนมากจะทำงานที่ใช้แรงงานด้อยฝีมือเป็นหลัก และสินค้าหลักส่งออกของพม่าที่ช่วยให้ประเทศมีรายได้รูปเงินตราต่างประเทศคือก๊าซปิโตรเลียมเท่านั้น
   
               บทวิเคราะห์ของเครดิต ซูอิส เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ระบุว่าเศรษฐกิจของพม่ายังมีขนาดเล็กมาก ประมาณ 45,000 ล้านดอลลาร์ (1.3 ล้านล้านบาท) เทียบเท่าประมาณ 14% ของเศรษฐกิจประเทศไทยที่มีขนาด 319,000 ล้านดอลลาร์ (9.57 ล้านล้านบาท) และเล็กมากกว่าเท่าตัวเมื่อเทียบกับเวียดนาม ที่มีขนาดเศรษฐกิจ 104,000 ล้านดอลลาร์ (3.12 ล้านล้านบาท) และพม่าซื้อสินค้าเพียง 1% ของสินค้าที่ส่งออกทั้งหมดของไทย แสดงว่ากำลังซื้อของพม่ายังต่ำมาก
   
               พม่าอาจมีโอกาสเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูง แต่คงจะไม่มีอัตราเร่งเหมือนจีน เวียดนาม หรือไทยที่ไปไกลกว่าหลายขั้นแล้ว
   
               ถ้าจะต้องเดินหน้าต่อไป พม่าจะต้องผ่านการปฏิรูปและเผชิญกับความท้าทายหลายๆ ประการ เพราะว่าศักยภาพของประชาชนยังด้อย ค่าเงินจ๊าดยังไม่มีเสถียรภาพ กองทัพใช้เงินสองในสามของงบประมาณของประเทศ เงินที่จะมาพัฒนาโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐาน หรือปรับปรุงคุณภาพการศึกษายังมีน้อยมาก เงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงว่ากองทัพพม่าที่กุมอำนาจมาตลอดระยะเวลาหลายสิบปีอาจไม่ต้องการให้มีการปฏิรูปทางการเมืองอย่างแท้จริง และไม่ต้องการส่วนร่วมทางการเมืองของชนกลุ่มน้อย
   
               หลายคนมองว่าถ้าทางการพม่าปล่อยให้มีการเลือกตั้งอย่างเสรีที่แท้จริงในปี2558 รัฐบาลทหารพม่าจะแพ้การเลือกตั้งให้แก่พรรคฝ่ายค้านของนางออง ซาน ซูจี อย่างแน่นอน เรื่องนี้รัฐบาลทหารพม่าคงไม่ยอมเสียอำนาจกันง่ายๆ เพราะฉะนั้นการเมืองพม่ายังเป็นเรื่องที่ไม่แน่นอนอยู่มาก
   
               กล่าวโดยรวม พม่าอาจต้องใช้เวลาอีก 10-20 ปีกว่าที่จะพัฒนาประเทศให้ได้ระดับที่พอจะเข้ากับประชาคมอาเซียนหรือประชาคมโลกได้ พม่าตามหลังเวียดนามอยู่ 10 ปี ส่วนเวียดนามก็ตามหลังฟิลิปินส์ 10 ปีอีกต่อ
   
               ก็ต้องรอดูต่อไปว่าพม่าจะเดินหน้า ถอยหลัง หรืออยู่กับที่