ข่าว

'3เดือนหลังน้ำท่วม'อุตฯฟื้นตัวช้า

'3เดือนหลังน้ำท่วม'อุตฯฟื้นตัวช้า

23 เม.ย. 2555

3เดือนหลังน้ำท่วม อุตฯฟื้นตัวช้า 'ค่าแรง-ศก.โลก' จ่อซ้ำดันต้นทุนพุ่ง : รายงานพิเศษ : โดย ... วัชร ปุษยะนาวิน

          อุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ได้สร้างความหายนะทางเศรษฐกิจไทยอย่างร้ายแรง ผู้ประกอบการทั้งธุรกิจขนาดเล็ก กลางและใหญ่ ไปจนถึงธุรกิจข้ามชาติ ต่างได้รับผลกระทบทั้งหมด ลุกลามไปสู่ห่วงโซ่การผลิตระดับโลก มาจนถึงปัจจุบันผ่านไปกว่า 3 เดือนแล้ว รอยแผลของความเสียหายที่เกิดขึ้น ยังมีให้เห็นอย่างเด่นชัด ผู้ประกอบการบางกลุ่มธุรกิจสามารถฟื้นตัวรอดได้ในระดับหนึ่ง แต่บางส่วนยังต้องอาศัยเวลาในการฟื้นฟู โดยกลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด คือกลุ่มเอสเอ็มอี อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และรถยนต์ ที่แม้ว่าบางส่วนจะกลับมาผลิตได้อีกครั้ง แต่ก็ต้องเผชิญปัญหาใหญ่ทั้งในเรื่องค่าแรงที่เพิ่มขึ้น และเศรษฐกิจโลกซบเซา  

 

คาดเอสเอ็มอีฟื้นตัวกลางปี

 

          นายภักดิ์ ทองส้ม รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า ยอดความเสียหายจากอุทกภัยในช่วงปลายปีที่ผ่านมา มีมูลค่าความเสียหายทั้งทางตรงและทางอ้อม เดือนละ 6.9 หมื่นล้านบาท เมื่อรวมช่วงน้ำท่วมทั้งหมดประมาณ 3 เดือนมีความเสียหายกว่า 1 แสนล้านบาท กระทบผู้ประกอบการประมาณ 5.4 แสนราย ส่งผลต่อการจ้างงานประมาณ 2.2 ล้านคน

          ในขณะนี้ผ่านมา 1 ไตรมาส ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ได้เริ่มฟื้นตัวขึ้นมากแล้ว เห็นได้จากดัชนีการบริโภคในช่วงที่ผ่านมาเติบโตขึ้นมากเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2554 ซึ่งภาคธุรกิจที่ฟื้นตัวได้เร็วจะอยู่ในกลุ่มค้าส่ง ค้าปลีก และบริการ เนื่องจากเป็นความเสียหายในเรื่องของอาคาร และสินค้า ทำให้ฟื้นตัวได้ง่าย ส่วนอุตสาหกรรมการผลิตยังคงต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งในการสั่งซื้อเครื่องจักรใหม่ แต่ก็คาดว่าจะมีจำนวนไม่มาก เพราะธุรกิจเอสเอ็มอีเป็นธุรกิจขนาดเล็ก และไม่ได้ใช้เครื่องจักรที่มีเทคโนโลยีสูงมากทำให้ฟื้นตัวได้เร็ว 

          อย่างไรก็ตาม สสว.กำลังประเมินตัวเลขของการฟื้นตัวอย่างละเอียดอีกครั้ง เพราะธุรกิจเอสเอ็มอีมีสัดส่วนกว่า 98% ของธุรกิจทั้งหมด มีผู้ประกอบการเกือบ 3 ล้านราย ทำให้ต้องใช้เวลาในการรวบรวมข้อมูล แต่จากการประเมินเบื้องต้นนั้นคาดว่ากลุ่มเอสเอ็มอีจะฟื้นตัวได้ครบทั้งหมดในช่วงกลางปีนี้ 

          ส่วนที่หลายฝ่ายกังวลว่าโรงงานผลิตรายใหญ่ที่หันไปซื้อชิ้นส่วนสินค้าจากต่างประเทศในช่วงน้ำท่วมแล้วจะไม่กลับมาซื้อสินค้าจากเอสเอ็มอีไทยนั้น ก็ยอมรับว่าเอสเอ็มอีไทยกว่า 40% ผลิตชิ้นส่วนสินค้าอุตสาหกรรมให้แก่ผู้ผลิตรายใหญ่ แต่มั่นใจว่าการหันไปซื้อสินค้าจากต่างประเทศมาทดแทนจะเป็นเพียงระยะสั้น เพราะว่าการซื้อสินค้าประเภทนี้มีข้อตกลงระยะยาว ทั้งในเรื่องของคุณภาพ มาตรฐาน การส่งมอบที่ตรงเวลา และผู้ประกอบการเหล่านี้มีการค้ากันมายาวนาน มีความไว้วางใจสูง ซึ่งหากเอสเอ็มอีเหล่านี้กลับมาผลิตสินค้าได้ตามปกติแล้ว การซื้อขายสินค้าก็จะกลับมาเหมือนเดิม เช่น การผลิตนอตสักตัว จะต้องได้ตามมาตรฐานที่กำนหนดไว้ หากไม่ได้คุณภาพ ก็จะทำให้สินค้าทั้งชิ้นเสียหายไปด้วย

 

ค่าแรง300ทำต้นทุนเพิ่ม5%

 

          สำหรับผลกระทบจากการปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาทนั้น คาดว่าจะกระทบต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกว่า 50% ของทั้งประเทศ แม้ว่าในปีนี้จะมีผลบังคับใช้แค่ 7 จังหวัด แต่ทั้ง 7 จังหวัดดังกล่าวมีธุรกิจเอสเอ็มอีอยู่หนาแน่น โดยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจะได้รับผลกระทบมากกว่าธุรกิจขนาดใหญ่เพราะต้องพึ่งพาแรงงานเป็นหลัก ใช้เครื่องจักรไม่มาก ทำให้มีต้นทุนค่าแรงเฉลี่ยแล้วอยู่ที่ 16.8% ซึ่งการปรับขึ้นค่าแรง 300 บาท จะทำให้ต้นทุนโดยรวมเพิ่มขึ้น 4-5% แต่หากแยกเป็นกลุ่มธุรกิจการค้าและบริการก็จะมีต้นทุนแรงงานสูงกว่านี้ เช่น ธุรกิจให้บริการทำความสะอาดจะมีต้นทุนแรงงานสูงถึง 70-80%

          ดังนั้น ทางออกของธุรกิจเอสเอ็มอี จะต้องเพิ่มประสิทธิภาพแรงงาน ปรับปรุงกระบวนการผลิตให้ได้สินค้าจำนวนเพิ่มขึ้น หรือลดเวลาในการผลิตสินค้าต่อชิ้นลง เพื่อให้มีกำไรมากขึ้น ซึ่งจากผลการวิจัยพบว่าการเพิ่มประสิทธิภาพแรงงานจะก่อให้เกิดกำไรมากกว่าการลงทุนด้านอื่น โดยการเพิ่มประสิทธิภาพแรงงาน 1% จะเพิ่มมูลค่าให้แก่ธุรกิจ 1.66% สูงกว่าการเพิ่มเงินทุน 1% จะเพิ่มมูลค่าการผลิตได้เพียง 0.34% ถ้าผู้ผลิตสินค้าตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำมุ่งที่จะเพิ่มประสิทธิภาพแรงงานและกระบวนการผลิต ก็จะทำให้ศักยภาพการแข่งขันของไทยเพิ่มขึ้นมาก 

          ส่วนการแก้ไขปัญหาด้วยการเพิ่มราคาสินค้าเพียงอย่างเดียว จะไม่ช่วยแก้ปัญหาในระยะยาว เพราะจะกระทบต่อวงจรเศรษฐกิจไปเป็นลูกโซ่ ทำให้เศรษฐกิจภาพรวมมีปัญหาในเรื่องเงินเฟ้อ จากราคาสินค้าต่างๆ เพิ่มขึ้น  

          อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจบางแห่งระบุว่าการขึ้นค่าจ้าง 300 บาท จะทำให้ธุรกิจปิดตัวลงนับแสนราย แต่ สสว.ไม่เชื่อเช่นนั้น เพราะทุกธุรกิจจะต้องพยายามปรับตัวเพื่อความอยู่รอด และโดยภาวะปกติในทุกๆ ปีจะมีเอสเอ็มอีปิดตัวประมาณ 1 หมื่นราย และเกิดใหม่กว่า 5 หมื่นรายอยู่แล้ว ส่วนผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก แม้ว่าในปีนี้จะมีความรุนแรงทั้งจากปัจจัยเศรษฐกิจสหรัฐ ยุโรป และราคาน้ำมัน แต่เชื่อว่าการเติบโตของเอสเอ็มอียังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี เพราะส่วนใหญ่จะส่งออกสินค้าไปที่อาเซียน และจีน ที่ยังมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงอยู่ 

          ดังนั้น ได้คาดอัตราการเติบโตของเอสเอ็มอีปีนี้ว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 3.8-4.2% โดยเฉพาะภาคการส่งออก คาดว่าจะเติบโต 24.5-26.1%

 

ไตรมาส1อิเล็กทรอนิกส์ฟื้น50%

 

          ด้านภาคธุรกิจ พบการฟื้นตัวหลังจากน้ำท่วมยังแตกต่างกัน โดยนายสมบูรณ์ หอตระกูล ผู้อำนายการสถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ กล่าวว่า ในช่วงน้ำท่วมที่ผ่านมา อุตสาหกรรมกลุ่มนี้ได้รับความเสียหายมากจนถึงขณะนี้ผ่านไป 3 เดือน ในภาพรวมผู้ประกอบการฟื้นตัวเพียง 50% และยังไม่ได้กลับมาผลิตเต็มที่ 100% คาดว่าจะกลับมาเดินเครื่องผลิตได้เกือบ 100% ราวในไตรมาส 3 ซึ่งการฟื้นตัวช้า เป็นเพราะผู้ประกอบการบางส่วนอยู่ระหว่างการรอเครื่องจักร และอยู่ในขั้นตอนการประกันภัย แต่มั่นใจว่าหลังจากกลับมาผลิตใหม่ทุกอย่างจะฟื้นตัวเร็ว เพราะยอดคำสั่งซื้อสินค้ายังมีอยู่ ลูกค้ายังคงสั่งซื้อเหมือนเดิม 

          อย่างไรก็ตาม มองว่าปัญหาที่น่าห่วงไม่ได้อยู่ที่การฟื้นตัวของโรงงานเพียงอย่างเดียว ยังต้องจับตาเศรษฐกิจโลกด้วย เพราะว่าเศรษฐกิจของสหภาพยุโรปยังไม่ตกไปอยู่จุดต่ำสุด และสหรัฐยังไม่ฟื้นตัว ขณะที่จีนที่เป็นตลาดสำคัญ ภาวะเศรษฐกิจก็เข้าสู่ภาวะชะลอตัว เพราะสินค้าไทยพึ่งพาตลาดเหล่านี้มาก มีเพียงตลาดอาเซียนที่ยังมีแนวโน้มสดใส ทั้งการเติบโต และการเปิดเสรีที่จะมีมากขึ้น

          สำหรับผลกระทบจากการขึ้นค่าแรง 300 บาท แม้ว่าจะประกาศใช้เพียง 7 จังหวัด แต่ผู้ประกอบการทั้งหมดก็จะต้องขึ้นค่าแรงเพื่อรักษาแรงงานไม่ให้ไหลออกไปโรงงานอื่น ซึ่งแม้ว่าจะเพิ่มต้นทุนให้แก่โรงงานแต่ละแห่งไม่มาก แต่ในสินค้าสำเร็จรูปแต่ละชิ้นจะต้องพึ่งพาชิ้นส่วนจากผู้ผลิตรายย่อยหลายสิบราย ทำให้ยอดรวมสินค้าท้ายสุดมีต้นทุนเพิ่มขึ้นพอสมควร ซึ่งจะต้องวิเคราะห์ถึงผลกระทบอย่างละเอียดอีกครั้ง 

          “ผลกระทบที่กล่าวมานี้ อาจเป็นตัวฉุดให้ยอดการส่งออกของกลุ่มไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ในปีนี้ลดลง 5% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ถ้าอุตสาหกรรมที่ถูกน้ำท่วมฟื้นตัวได้ในไตรมาส 3 จะช่วยเร่งกำลังการผลิตจนอาจทำให้ยอดส่งออกเสมอตัวเท่ากับปีที่แล้ว มีมูลค่า 5.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ" นายสมบูรณ์กล่าว

 

อุตฯรถยนต์ฟื้นตัวกว่า90%

 

          ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมรถยนต์ ที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมอย่างมากนั้น นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า จากการสำรวจตัวเลขเมื่อสิ้นเดือนมีนาคม พบว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ฟื้นตัวแล้วกว่า 90% เหลือเพียงผู้ผลิตชิ้นส่วนบางโรงงานที่ยังรอเครื่องจักรใหม่ แต่ผู้ประกอบรถยนต์ก็ได้นำเข้าจากต่างประเทศมาทดแทน โดยได้เร่งกำลังการผลิตเต็มที่วันละ 2 กะ เพื่อผลิตรถยนต์ให้แก่ผู้ที่จองไว้ และส่งออกต่างประเทศ 

          โดยในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ มียอดผลิต 3.08 แสนคัน ต่ำกว่าเป้าที่ 3.2 แสนคันเล็กน้อย เดือนมีนาคมจะผลิตได้ 1.8 แสนคัน ส่วนเดือนเมษายนตัวเลขจะต่ำกว่าเป้าหมาย เพราะมีวันหยุดหลายวัน แต่คาดว่าตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงสิ้นปีนี้จะผลิตได้เต็มที่ 1.8 แสนคันต่อเดือน และทั้งปีจะผลิตได้ 2.1 ล้านคันตามเป้าหมาย 

          ส่วนผลกระทบจากเศรษฐโลกจะกระทบต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ไทยไม่มาก เพราะตลาดส่วนใหญ่จะอยู่ในอาเซียนและเอเชีย ส่วนตะวันออกกลาง และออสเตรเลีย แม้อัตราเติบโตจะลดลงแต่ก็มียอดเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นยอดส่งออกรถกระบะ และอีโคคาร์มากขึ้น โดยเฉพาะอีโคคาร์ ทำให้ยอดส่งออกรถยนต์นั่งเพิ่มขึ้นจากเดิมที่มีสัดส่วน 20% เป็น 25%

 

 

----------

(หมายเหตุ : 3เดือนหลังน้ำท่วม อุตฯฟื้นตัวช้า 'ค่าแรง-ศก.โลก' จ่อซ้ำดันต้นทุนพุ่ง : รายงานพิเศษ : โดย ... วัชร ปุษยะนาวิน)

----------