
รายงาน-สมานฉันท์"ร้าวฉาน"
ท่าจะสมานฉันท์ยากซะแล้ว กับแนวทางการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ขึ้นมา 2 ชุดเพื่อแก้ปัญหาและวิกฤติของประเทศในยามนี้
ผ่าน "คณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ" กับ "คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเหตุการณ์การเมืองระหว่างวันที่ 18-15 เมษายน 2552" ที่ประกอบด้วย 80 อรหันต์จากตัวแทนพรรคการเมืองต่างๆ วุฒิสภา และผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ถูกเทียบเชิญจากซีกของฝ่ายการเมือง
เพียงแค่ประชุมนัดแรกก็ทำท่าจะซัดกันให้ตายไปข้าง เพราะต่างฝ่ายต่างงัดข้อมูลมาฉะกันกลางห้องประชุม
เริ่มจากช่วงเช้าเป็นการประชุมคณะกรรมการสมานฉันท์
แทนที่จะเป็นการระดมปัญหาและร่วมหาทางออก กลับกลายเป็นเวทีในการต่อรอง-ฮั้วกันทางการเมือง เพื่อประโยชน์ของนักการเมือง
งานนี้จึงได้เห็น "เสนาะ เทียนทอง" หัวหน้าพรรคประชาราช ออกโรงชงเองกินเอง !
นับตั้งแต่ดอดเข้าร่วมประชุมวิป 3 ฝ่าย ทั้งๆ ที่ไม่ได้รับเชิญ
แถมยังออกมาเสนอเงื่อนไขให้มีการแก้กฎหมาย "นิรโทษกรรม" อดีตนักการเมืองที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง
นี่ยังดีที่ "เสนาะ" ไม่ได้ถูกรับเลือกให้เป็นประธานคณะกรรมการสมานฉันท์
เพราะหากได้นั่งหัวโต๊ะ มีหวังงานนี้ทุกฝ่ายต้องม้วนเสื่อกลับบ้านตั้งแต่ไก่โห่แน่
นั่นเพราะ "เสนาะ" เล่นบทอ้างตัวเป็นผู้เฒ่าการเมือง เสนอเงื่อนไงต่างๆ นานา เปลี่ยนแปลงแบบรายวัน
จนทำให้การทำงานภายในคณะกรรมการต้องอึดอัดและลำบากใจ
จนกุนซือการเมือง อย่าง บัญญัติ บรรทัดฐาน ส.ส.สัดส่วนและกรรมการสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ต้องออกมาเบรกหัวทิ่ม จนเกิดวิวาทะกันนอกสภาหลายครั้ง
นี่จึงเป็นเหตุผลทำให้ "เสนาะ" ออกมาฟาดงวงฟาดงา โจมตีพรรคประชาธิปัตย์อย่างต่อเนื่อง
โดยเฉพาะประเด็นความไม่จริงใจ เล่นบทตีสองหน้า และกลัวพรรคการเมืองอื่นหากมีการแก้กฎหมายนิรโทษกรรม
ก่อนที่จะเสนอให้พรรคประชาธิปัตย์ ผสมพันธุ์กับพรรคเพื่อไทย ตั้งรัฐบาลแห่งชาติ พร้อมทั้งชู อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีสองพรรค
จนเกิดการปะทะคารมกันอย่างดุเดือดกับ ชำนิ ศักดิเศรษฐ์ ส.ส.สัดส่วน และประธานวอร์รูมพรรคประชาธิปัตย์
เมื่อ "ชำนิ" บอกปัดข้อเสนอเสียงดังฟังชัดกลางห้องประชุมทำนองว่าเป็นวิธี "ฮั้วกันทางการเมือง"
นี่จึงเป็นเพียงการประลองกำลังกันยกแรกเท่านั้น เพราะประชาธิปัตย์รู้ดีว่า การที่ "เสนาะ" ออกมาเป็นโต้โผในการเสนอเงื่อนไขและแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้นั้น
ว่ากันว่าเป็นการรับจ็อบมาจาก "ทักษิณ ชินวัตร" และพรรคเพื่อไทย
ทำให้ประชาธิปัตย์ไม่ยอมหลงกลกับลูกไม้ตื้นๆ ของผู้เฒ่าไดโนเสาร์อย่าง "เสนาะ"
เพราะเงื่อนไขที่ว่านี้คนที่ได้รับประโยชน์ไปแบบเต็มๆ คงหนีไม่พ้น "ทักษิณ" และพรรคเพื่อไทย
และที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ พรรคประชาธิปัตย์ ปฏิเสธเงื่อนไขการตั้งรัฐบาลแห่งชาติมาโดยตลอด
ดังนั้นเมื่อต่างฝ่าย อยู่ในอาการไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่ งานนี้แค่ยกแรก ก็ร้าวขึ้นซะแล้ว
จากนั้นไล่หลังเพียงไม่กี่ชั่วโมงในช่วงบ่ายเป็นการประชุม "คณะกรรมการตรวจสอบการสลายม็อบเสื้อแดง" ก็เกิดวิวาทะกลางห้องประชุมกันขึ้น
เมื่อกรรมการทั้งซีกฝ่ายค้านและรัฐบาล ต่างนั่งเผชิญหน้าและเอาข้อมูลมาซัดกลางที่ประชุม จนทำให้บรรยากาศเป็นไปอย่างเคร่งเครียด
โดยเฉพาะในช่วงที่ สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ออกมาแฉกลางห้อง พร้อมกับยื่นเงื่อนไข...
...หากต้องการให้เกิดความสมานฉันท์ รัฐบาลต้องหยุดการใช้ กอ.รมน.ลงพื้นที่ทั่วประเทศ และหยุดแจกซีดีเหตุการณ์การชุมนุมของคนเสื้อแดงจนนำไปสู่การก่อจลาจลกลางกรุงเทพฯ จำนวน 1 ล้านแผ่นทั่วประเทศ เพื่อไม่ให้ประชาชนเข้าใจกลุ่มคนเสื้อแดงผิด...
ก่อนจะถูก "ศิริโชค โสภา" ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาอัดว่าอยากให้พรรคเพื่อไทยได้หยุดพฤติกรรมการกล่าวหา และการใช้ข้อมูลเท็จ
โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวเปิดสถานีโทรทัศน์ดีสเตชั่น รวมถึงการออกมาเคลื่อนไหวของแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ไม่ว่าจะเป็น จตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน วีระ มุสิกพงศ์ เพราะจะเป็นการซ้ำเติมปัญหาของประเทศ
จนทำให้เกิดการโต้เถียงกันทั้งสองฝ่ายก่อนที่ "สุรพงษ์" จะเกิดอาการฟิวส์ขาดเดินวอล์กเอาท์ออกจากห้องประชุมทันที
ทำให้ สมศักดิ์ บุญทอง ประธานคณะกรรมการต้องออกมาขอร้องให้ทุกคนถอดหมวกจากการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองข้างใดข้างหนึ่ง เพื่อทำให้การตรวจสอบเกิดความเป็นธรรมมากที่สุด
แต่ในที่สุดการประชุมคณะกรรมการชุดนี้ ก็ร้าวตั้งแต่ยกแรก เช่นเดียวกัน
จะว่าไปแล้วแนวทางการตั้งคณะกรรมการทั้งสองชุดขึ้นมามานี้เป็นเพียง "เกมการเมือง" ที่รัฐบาลต้องการลดแรงบีบจากพรรคร่วมและพรรคฝ่ายค้านอย่างพรรคเพื่อไทย ที่รุมเร้ารัฐบาลท่ามกลางวิกฤติรอบด้าน
เพื่อซื้อเวลา "ต่ออายุ" การทำงานของรัฐบาลให้ยาวออกไปอีกในการเดินเกมเก็บแต้มตุนคะแนน เพื่อสร้างความเชื่อมั่น
ปูทางก่อนถึงเวลา "ยุบสภา" คืนอำนาจให้ประชาชน และกลับเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งอีกครั้ง
เกมนี้พรรคฝ่ายค้านอย่างเพื่อไทยต่างก็รู้ดีเช่นเดียวกัน จึงไม่ยอมเพลี่ยงพล้ำเดินตามหมากที่รัฐบาลวางไว้ในการดึงเกมเข้าสู่สภา เพื่อวัดใจมวลชน
เมื่อทั้งสองฝ่ายต่างตั้งแง่ เล่นเกมกันเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบ โอกาสที่จะสร้างความสมานฉันท์จึงแทบเหลือศูนย์ !!!
บัญชา แข็งขัน



