ข่าว

รู้จักใช้ (ชีวิต) อย่าง ‘เด็กสมัยนี้’

รู้จักใช้ (ชีวิต) อย่าง ‘เด็กสมัยนี้’

22 เม.ย. 2555

วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : รู้จักใช้ (ชีวิต) อย่าง ‘เด็กสมัยนี้’ โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]

                ช่วงนี้มีน้องๆ ที่เพิ่งเริ่มทำงานใหม่ๆ มาขอคำปรึกษา ทั้งเรื่องของการออมและการลงทุนอยู่บ่อยๆ ซึ่งแม้ว่า เด็กๆ กลุ่มนี้จะเป็นเพียงกลุ่มเล็กๆ แต่ก็ถือเป็นเรื่องที่ดีที่อย่างน้อยก็มีคนวัยเริ่มทำงานให้ความสนใจเรื่องของการออมและการลงทุนมากขึ้น อาจจะเป็นเพราะโลกเปลี่ยนแปลงไป ทำให้พฤติกรรมของผู้คนก็เปลี่ยนแปลงไป

                 ถ้าเป็นคนวัยเดียวกันกับดิฉันที่ทำงานมาจนจะครบ 20 ปีอยู่รอมร่อ เราจะชินอยู่กับความคิดที่ว่า เด็กรุ่นใหม่ใน “สมัยก่อน” ที่เพิ่งเรียนจบ มักจะไม่สนใจเรื่องของการเก็บเงิน บริหารเงินหรือนำเงินไปลงทุน เพราะเงินเดือนในเดือนแรกๆ จะถูกตอบสนองความต้องการของตัวเอง ทั้งเสื้อผ้า กระเป๋า หรือการเดินทางท่องเที่ยว ทำนองกิน เที่ยว เล่น เป็นสำคัญ และส่วนใหญ่เกือบ 100% มักจะยังต้องขอเงินจากพ่อแม่ แม้ว่าตัวเองจะทำงานแล้วก็ตาม

                 แต่กลายเป็นว่า “เด็กสมัยนี้” เมื่อทำงานมีเงินเป็นของตัวเอง ส่วนใหญ่จะแยกเงินเป็นส่วนๆ รู้จักใช้จ่ายตอบสนองความต้องการของตัวเอง รู้จักเก็บออมมากขึ้น และรู้จักที่จะทำให้เงินที่เก็บออมอยู่งอกเงย

                 ใครว่า “เด็กสมัยนี้” ไม่ได้เรื่องได้ราว ไม่เป็นโล้เป็นพาย ดิฉันขอเถียง ซึ่งรูปแบบที่เปลี่ยนไป อาจเป็นเพราะความรู้ความเข้าใจที่มากขึ้น (ซึ่งเรื่องนี้ต้องขอบคุณผู้ใหญ่) รวมทั้งการเข้าถึงข้อมูลที่ง่ายขึ้น หรือบางทีกลายเป็น “ข้อมูล” หรือ “แหล่งลงทุน” นั่นแหละที่วิ่งเข้ามาหาพวกเขา

                 ตัวอย่างล่าสุด ก็คือ มีน้องๆ กลุ่มหนึ่งวัย 24-27 ปี จะเข้าสู่ระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งเป็นการออมภาคสมัครใจ ที่มนุษย์เงินเดือนจะถูกหักเงินเดือนในอัตราเท่าๆ กันทุกเดือน จากนั้นบริษัทที่เป็นนายจ้างก็จะจ่ายสมทบให้ในอัตราที่เท่าๆ กัน ก่อนที่จะว่าจ้างผู้จัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมาทำหน้าที่บริหารเงินออมเหล่านี้

                 เด็กๆ ตื่นตัวและตื่นเต้นกันมากว่าจะเลือกแผนลงทุนแบบไหนดี จะเลือกแบบเสี่ยงมากหรือเสี่ยงน้อย ซึ่งเมื่อการลงทุนเป็นเรื่องที่มาถึงตัว ก็ทำให้พวกเขาพยายามศึกษาเพิ่มเติมให้มากขึ้นว่า ตราสารหนี้คืออะไร หุ้นคืออะไร จะลงทุนทองคำด้วยดีหรือไม่ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความมั่นคงในชีวิตเมื่อลาออกจากงานไป

                 ถึงแม้จะเป็นเงินไม่มากไม่มาย แต่ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ซึ่งเรื่องนี้ก็ต้องชื่นชม “นายจ้าง” ด้วย ที่ยอมแบกรับค่าใช้จ่ายเงินสมทบให้แก่พนักงาน แต่ก็เชื่อว่า เป็นค่าใช้จ่ายที่คุ้มค่าเมื่อแลกกับความทุ่มเทที่มากขึ้นของพนักงาน 

                 ไม่ใช่เพียงแค่การเก็บออม การบริหารเงินและการลงทุน แต่ “เด็กสมัยนี้” ยัง “รู้หา” ด้วยการขวนขวายหารายได้เพิ่ม มีน้องที่ดิฉันรู้จักหลายคนที่ทำงานประจำในวันจันทร์ถึงศุกร์ แล้วใช้เวลาเสาร์-อาทิตย์ในการรับสอนพิเศษตามความถนัด ทั้งสอนพิเศษคณิตศาสตร์แบบมีเด็กมาเรียนที่บ้าน และสอนบัลเลต์แบบที่ต้องไปสอนที่สถาบัน ไม่นับรวมบางคนที่ขายเสื้อผ้าบนเว็บไซต์ หรือออกแบบลายการ์ตูนเสื้อยืดแล้วลงมือสกรีนเอง ก่อนไปหาที่ขายตามตลาดนัดของวัยรุ่นในวันหยุด

                 อย่าได้ไปพูดกับเขาว่า “เหนื่อยเกินไปหรือเปล่า” เพราะเขาจะตอบว่า “มันเป็นความสุข” ซึ่งนั่นก็ยิ่งใหญ่กว่าอะไรทั้งหมดแล้ว

                 ในเมื่อเขา “รู้หา” แล้ว รวมทั้ง “รู้ใช้” และ “รู้เก็บ” ก็อย่าแปลกใจที่เขาจะ “รู้ขยายดอกผล”

                 ส่วนรูปแบบการลงทุนเพื่อขยายดอกผล ซึ่งก็คือ การนำเงินไปลงทุนนั้น ต้องบอกว่า เด็กๆ กลุ่มเพิ่งเริ่มต้นทำงานมีทางเลือกมากมาย เพราะทั้งระยะเวลาที่ยาวนานและการรับความเสี่ยงได้มากกว่า เพียงแต่ต้องทำตามกฎของการเรียนรู้ว่า ไม่ว่าจะเลือกลงทุนแบบไหน จะต้องรู้จักและเข้าใจสิ่งที่เข้าไปลงทุน

                 ข้อควรระวังอยู่ที่การก่อหนี้ เพราะแม้เด็กสมัยนี้อาจจะไม่ได้ตอบสนองความต้องการด้วยของใช้ฟุ่มเฟือย แต่หลายๆ คนก็ต้องการความสะดวกสบายในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการซื้อรถยนต์ส่วนตัวหรือซื้อคอนโดมิเนียมสำหรับการใช้ชีวิตในเมือง ซึ่งภาระหนี้ในการผ่อนชำระในแต่ละเดือนไม่ควรเกินกว่า 35% ของรายได้ หากภาระที่ต้องผ่อนชำระมากกว่านั้น ก็จำเป็นที่จะต้องหารายได้ให้มากขึ้น เพื่อลดสัดส่วนหนี้ต่อเดือนให้ลดลง

                  ในขณะที่ผู้ใหญ่อย่างเรากำลังมอง “เด็กสมัยนี้” อย่างไม่เข้าใจ ลองดูข้อมูลตรงนี้สักนิด ข้อมูลที่เป็นการเปิดเผยผลการศึกษาสถานการณ์ครอบครัวไทยปี 2555 สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว เป็นข้อมูลสดๆ ร้อนๆ หลังสงกรานต์ที่ผ่านมานี่เอง

                 ดร.วิมลทิพย์ มุสิกพันธ์ รองผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว เป็นผู้เปิดเผยผลการศึกษา ซึ่งพบว่า คนไทยอายุ 50 ปีขึ้นไป ยังไม่มีการเตรียมพร้อมเพื่อใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพหลังวัยเกษียณ หรือไม่พร้อมก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยไม่มีการเตรียมความพร้อมทั้งด้านความเป็นอยู่ ที่อยู่อาศัย และค่าใช้จ่าย ที่น่าตกใจ คือ กลุ่มที่ยังไม่พร้อมนั้นมีมากกว่า 50%

                 “เมื่อผู้ที่อายุย่าง 50 ปี แต่ยังไม่มีการเตรียมตัวดังกล่าว เมื่อถึงอายุ 60 ปี จะทำอะไรไม่ได้มาก เมื่อไม่มีงานทำ ภาระก็จะตกไปอยู่กับภาครัฐและสังคม”

                 ดร.วิมลทิพย์ยังได้ยกตัวอย่างหนึ่งในผู้ตอบแบบสอบถามซึ่งเป็นข้าราชการชายวัย 59 ปี มีรายได้เดือนละ 20,000 บาท แต่มีบัตรเครดิตถึง 4 ใบ ซึ่งล้วนมีหนี้สินในบัตรเครดิตทุกใบ ซึ่งสะท้อนว่า คุณภาพชีวิตไม่ได้เกิดจากปัญหาความไม่มั่นคงในครอบครัวและความไม่มั่นคงในหน้าที่การงาน แต่สะท้อนให้เห็นว่าค่านิยมเรื่องบริโภคนิยมอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้คนไทยไม่ พร้อมเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุได้ จึงแนะนำให้หลายฝ่ายช่วยกันรณรงค์ทั้งเรื่องพฤติกรรมการบริโภคนิยม 

                 "เจ้าของธุรกิจภาคเอกชน คนในสังคม ควรช่วยกันรณรงค์ให้เกิดการเตือนกันเอง ก่อนที่คนรอบตัวจะกลายเป็นผู้สูงอายุแล้วไม่มีคุณภาพ ทั้งเรื่องการออม เรื่องการเตรียมที่อยู่อาศัย" ดร.วิมลทิพย์แนะนำในตอนท้าย

                 ผลศึกษานี้คงยืนยันได้ว่า 1.ผู้ใหญ่บางคนก็ไม่สามารถเป็นตัวอย่างให้เด็กได้ และ 2.อย่าดูถูกและประมาทเด็กสมัยนี้ เพราะเขารู้จัก “ใช้ชีวิตทางการเงิน” มากกว่าที่เราคิด


.......................................
(วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : รู้จักใช้ (ชีวิต) อย่าง ‘เด็กสมัยนี้’ โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected])