ข่าว

คาดศก.ไทยครึ่งปีหลังโต5.8-6.5%

คาดศก.ไทยครึ่งปีหลังโต5.8-6.5%

20 เม.ย. 2555

"เศรษฐศาสตร์ ม.รังสิต" คาดศก.ไทย ครึ่งปีหลังโต 5.8-6.5% เอกชนยังเป็นแกนหลักขับเคลื่อนศก. หวั่นการเมืองเป็นปัจจัยเสี่ยงหากแผนปรองดองไม่สำเร็จ หนุนปรับค่าแรงขั้นต่ำจูงใจแรงงานเข้ามาในระบบ เตือนในอนาคตแรงงานพม่า 2 ล้านคนอาจกลับ เหตุเพราะเริ่มเปิดเสรีทางเ

          วันที่ 20 เม.ย.55  ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต แถลงคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2555 ซึ่งจัดทำโดยศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูป โดยยืนยันอัตราการเติบโตไว้ที่ร้อยละ 5.8-6.5 ตามคาดการณ์ที่ทำไว้ตั้งแต่เดือนธันวาคม ปี 2554 ทั้งนี้  ประมาณการราคาน้ำมันดิบดูไบใหม่ คาดว่าจะเพิ่มจากเดือนธันวาคม 2554 เฉลี่ยอยู่ที่ 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็นราคาเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 148 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็นอย่างน้อย ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยพอควรขณะที่นโยบายอัตราดอกเบี้ยเดิมมองว่า น่าจะลดลงได้อีก แต่เศรษฐกิจจะต้องเผชิญแรงกดดันเงินเฟ้อ จึงเชื่อว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะไม่ปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายลดลงมาก โดยช่วงครึ่งปีหลังอาจไม่ปรับก็ได้ แต่คาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายหากจะปรับลดลงอีกจะลงได้มากที่สุดร้อยละ 0.25 จากร้อยละ 3 เหลือร้อยละ 2.75
 
          สำหรับอัตราการเติบโตเศรษฐกิจไทยรายไตรมาสนั้น  ดร.อนุสรณ์  กล่าวว่า  เศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 2 จะเติบโตร้อยละ 5.8 ไตรมาสที่ 3 เติบโตร้อยละ 6.5 และไตรมาส 4 เติบโตร้อยละ 13 แต่เศรษฐกิจจริงจะไม่ดีอย่างตัวเลข เพราะฐานไตรมาส 4 ปี 2554 ติดลบค่อนข้างมาก ค่าเงินบาทมองค่าเฉลี่ย 30-31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ประเมินว่าเงินบาทจะแข็งค่าช่วงไตรมาสแรก จากนั้นจะอ่อนค่าลงจากการนำเข้าเครื่องจักร เพื่อลงทุนหลังประสบภาวะอุทกภัย ทำให้การเกินดุลของไทยลดลงมาอยู่ที่ระดับ 5,000 ล้านดอลลาร์ ลดลงจากปีที่ผ่านมาค่อนข้างมาก  แต่การลงทุนเป็นการช่วยขับเคลื่อนและการบริโภค  น่าจะขยายตัวดีจากนโยบายปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท ด้านอัตราเงินเฟ้อ คาดว่าอาจจะสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ในช่วงปลายปี 2554 โดยน่าจะอยู่ในช่วงร้อยละ 3.5-4.5 ต่อปี จากเดิมคาดว่าเงินเฟ้อจะอยู่ที่ร้อยละ 3-4 ต่อปี”
 
          "ประเมินว่าฝ่ายการเมืองมีสิทธิ์ส่งสัญญาณ ให้เศรษฐกิจเติบโตมากขึ้นช่วงใกล้เลือกตั้ง ขณะที่วิกฤตการณ์ประเทศอิหร่านจะส่งผลกระทบทำให้ราคาน้ำมันปรับสูงขึ้นหรือไม่ หากเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้น ทำให้ไอเอ็มเอฟอาจจำเป็นต้องปรับประมาณการเศรษฐกิจโลกใหม่อีก" นายอนุสรณ์ กล่าว
           
          ส่วนปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในประเทศ คือ การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ จากการศึกษาวิจัยหลายหน่วยงานที่สอดคล้องไม่มีผลกระทบเป็นนัยสำคัญทางสถิติต่อการจ้างงาน เพราะประเทศไทยยังมีปัญหาขาดแคลนแรงงานในหลายอุตสาหกรรม หากไม่ปรับขึ้นค่าแรงอาจไม่มีแรงจูงใจเข้ามาทำงาน โดยเฉพาะแรงงานต่างด้าวที่อยู่ในไทย เช่น แรงงานชาวพม่าที่มียอดรวมประมาณ 2 ล้านคน เมื่อประเทศเปิดมีความเป็นประชาธิปไตย อาจคิดกลับประเทศของตน
           
          สำหรับกิจการที่นายจ้างมีอำนาจต่อรองมากกว่าลูกจ้างอาจเลิกจ้างหรือใช้เทคโนโลยีมากขึ้น และผลการปรับค่าแรงยังจะทำให้เกิดสภาวะลูกจ้างมีทักษะต่ำ นอกจากถูกปลดออกจากงานแล้ว อาจต้องทำงานต่ำกว่าคุณวุฒิของตัวเอง  หรือถูกระบบการจ้างงานที่ไม่เป็นทางการจากรายเดือนเป็นลูกจ้างเหมาช่วงเป็นลูกจ้างรายวัน
 
          ขณะที่ผลการปรับค่าแรงขั้นต่ำส่งผลกระทบทำให้ต้นทุนเอสเอ็มอีเฉลี่ยมีต้นทุนค่าจ้างเพิ่มขึ้นร้อยละ 16-17 การปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาทใน 7 จังหวัดนำร่อง และปรับเพิ่มร้อยละ 40 ทั่วประเทศ ส่งผลให้เอสเอ็มอีมีต้นทุนเพิ่มเฉลี่ยร้อยละ 6.4 เป็นภาระหนักของอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น แต่ช่วยสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ