
เรื่องที่คนไทยไม่ควรลืม
เรื่องที่คนไทยไม่ควรลืม: ต่อปากต่อคำ โดย ดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ [email protected]
ถึงปีใหม่ไทยจะเพิ่งผ่านพ้นไป หลายคนบอกให้ลืมอดีตลืมความหลัง ซึ่งในทางปฏบัติถือว่าเป็นสิ่งดีงาม หากคนไทยกลุ่มหนึ่งที่เป็นคู่ขัดแย้งทางสังคมจะสามารถก้าวข้ามผ่านปัญหาเดิมๆ วิธีคิดเดิมๆ ที่หลายคนบอกว่าถ้าไม่เปลี่ยนวิธีคิดพฤติกรรมส่วนตัวความขัดแย้งหรือความแตกแยกก็น่าจะยากเยียวยาแก้ไขได้ ถึงกระนั้นเพื่อเป็นการทบทวนและย้ำให้คนไทยด้วยกันไม่ลืมหลายเรื่องราวที่จำเป็นต้องทบทวนหรือช่วยกันคิดอ่านแก้ไขเพราะหากหลงลืม อาจทำให้สังคมเห็นผิดเป็นชอบได้
เรื่องคาราคาซังมาหลายยุครัฐบาลกับปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนใต้เป็นประเด็นหนึ่งที่คนไทยไม่ควรลืม พอควันจากคาร์บอมบ์ที่หาดใหญ่จางลง คนจำนวนมากก็เริ่มลืมไปว่า “ผู้ก่อการร้ายไม่ได้หยุดนิ่ง” ยังคงเฝ้าคอยจังหวะเวลาที่จะทำลายขวัญกำลังใจของคนในพื้นที่และผู้ปฏิบัติงานอย่างใจจดใจจ่อ เหลือเพียงโอกาสและความพลั้งเผลอของเจ้าหน้าที่ซึ่งพอเรื่องซาๆ ลง ความหย่อนยานหละหลวมก็ปรากฏให้เห็นมาโดยตลอด
ทุกวันนี้ในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพมหานคร ผมเคยปรารภกับผู้รับผิดชอบในเรื่องความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยของสังคมในหลายที่ว่า ทำไมเจ้าหน้าที่จึงปล่อยให้รถไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนขับฉวัดเฉวียนไปมาได้อย่างไม่สะทกสะท้านกฎหมายบ้านเมือง รถบางคันไม่ทราบว่าเจ้าของมีอภิสิทธิ์ขนาดไหนรถวิ่งในประเทศไทยแต่ยังเอาป้ายทะเบียนสันนิษฐานว่ามีมาตั้งแต่สมัยเรียนหนังสืออยู่เมืองนอกเมืองนาติดโชว์ให้ดูโก้เก๋ แต่อีกด้านหนึ่งมันคือความหละหลวมและไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังกับคนบางกลุ่มบางพวกในสังคม นี่คือช่องโอกาสที่เป็นช่องโหว่อย่างเห็นได้ชัดซึ่งเปิดพื้นที่ให้ผู้ไม่ประสงค์ดีคิดการร้ายสามารถฉกฉวยจังหวะโอกาสกับการดำเนินการที่เขามีความประสงค์ได้ตลอดเวลา
เรื่องถัดมา ผมเชื่อว่าหลายคนยังค้างคาใจกับการรณรงค์ลดอุบัติเหตุทางถนนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในทุกปีที่ผ่านมาว่า เหตุใดจำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตแทบไม่ลดลงเลย จะว่าปล่อยปละละเลยก็ไม่ใช่ เพราะทุกจังหวัดหลายหน่วยงานพากันรณรงค์หาทางแก้ปัญหาด้วยการโฆษณาประชาสัมพันธ์ในทุกช่องทางเพื่อบรรเทาปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเต็มที่ แต่สิ่งที่จะเจตนามองข้าม หรือจงใจจะลืมข้อเท็จจริงสำคัญประการหนึ่งไปก็คือ ความจริงที่ว่า รถจักรยานยนต์ เป็นต้นเหตุของการเสียชีวิตและบาดเจ็บของผู้คนในสังคมอยู่ในขั้นต้นๆ แต่การรณรงค์หรือความพยายามในการยุติปัญหาดังกล่าวก็ไม่ปรากฏมรรคผล มีคนนินทาว่าร้ายขนาดว่า “บริษัทผู้ผลิตรถจักรยานยนต์อาจกลัวยอดขายหดหาย เพราะพากันแข่งขันโฆษณาเรียกร้องความสนใจทั้งผ่อนดาวน์ไม่เสียดอกเบี้ย หรือเอารถไปใช้ก่อนผ่อนทีหลัง” เอาใจวัยรุ่นวัยโจ๋ ซึ่งคนเหล่านี้คือบรรดาผู้คนที่เพิ่มยอดบาดเจ็บและตายในแต่ละปี
ผมเห็นว่าความไม่ตั้งใจที่จะแก้ปัญหาในระยะยาวของภาครัฐ และความเห็นแก่ตัวของคนบางกลุ่มในสังคมเป็นต้นเหตุของปัญหาต่างๆ มากมาย อีกไม่นานก็ปี อีกไม่นานก็สงกรานต์รอบใหม่ เรื่องเดิมๆ ที่คนจำนวนมากมองข้ามไม่ควรให้เป็นเรื่องเก่าย้อนรอยมาสร้างปัญหาเดิมๆ วนเวียนซ้ำแล้วซ้ำเล่าเช่นนี้อีก ยังไม่นับรวมปัญหาของบ้านเมือง”ที่หลายคนอยากลืมกลับจำ อยากจำกลับลืม” ทำให้รอยร้าวรอยแยกทางสังคมไม่สามารถสมานได้สนิทสักที



