
พิบัติภัยใกล้ตัว
พิบัติภัยใกล้ตัว : วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ กับ ประภัสสร เสวิกุล
ก่อนปลายเดือนธันวาคม พ.ศ.2547 ผมเชื่อว่ามีคนไทยจำนวนไม่มากนักที่รู้จักคำว่าสึนามิ และก็คิดว่ามีคนไทยจำนวนหนึ่งที่เชื่อว่าสึนามิเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ส่วนใหญ่เกิดขึ้นที่ญี่ปุ่น และการเกิดสึนามิแต่ละครั้งก็ห่างกันประมาณ 30-50 ปี นอกจากนี้คนไทยส่วนใหญ่ก็มีความมั่นใจว่าประเทศไทยเป็นดินแดนที่โชคดีเพราะปลอดจากมหันตภัยธรรมชาติ แต่หลังจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในมหาสมุทรอินเดียที่ก่อให้เกิดสึนามิครั้งใหญ่ในภูมิภาคนี้และต่อเนื่องไปถึงทวีปแอฟริกาทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 1.6 แสนคน เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547 ก็ทำให้คนไทยได้รู้จักกับความรุนแรงของสึนามิเป็นครั้งแรกและเริ่มตระหนักถึงอันตรายจากภัยธรรมชาติและความไม่ปลอดภัยของประเทศไทยซึ่งอยู่ในอาณาบริเวณที่ได้รับผลกระทบจากภูเขาไฟระเบิด แผ่นดินไหว หรือการเลื่อนตัวของผิวโลกจากประเทศเพื่อนบ้าน อันเป็นสาเหตุของคลื่นยักษ์สึนามิ และเลยไปถึงเรื่องอื่นๆ เช่นเขื่อนจะแตก แผ่นดินจะทรุดตัวลงจนจมอยู่ใต้ทะเล ประกอบกับอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปีที่แล้วและความเชื่อในเรื่องคำทำนายทายทักต่างๆ ก็เลยทำให้คนไทยจำนวนหนึ่งกลายเป็นโรควิตกจริต
ภัยธรรมชาตินั้น แน่นอนว่าเป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่สามารถจะไปห้ามปรามหรือยับยั้งไม่ให้มันเกิดขึ้นได้ นอกจากจะเฝ้าสังเกตการณ์และแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าก่อนที่เหตุการณ์จะเกิดขึ้น รวมทั้งการหาทางป้องกันตนเองหรือผ่อนหนักเป็นเบา อันนับเป็นการเตรียมตัวเพื่อเผชิญกับภัยพิบัติอย่างมีปัญญา อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการเตรียมการที่ดีเพียงไร แต่บางครั้งภัยที่เกิดขึ้นก็รุนแรงเกินกว่าจะต้านทานได้ ดังเช่นกรณีสึนามิที่เกิดขึ้นที่ชายฝั่งญี่ปุ่นเมื่อเดือนมีนาคม 2554 จนเกิดการระเบิดของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ซึ่งหากถึงขั้นนั้น สิ่งที่จะช่วยได้ก็คือสติของผู้ที่ตกอยู่ในเหตุการณ์ ซึ่งจะต้องควบคุมตัวเองให้ได้ แล้วหาทางช่วยเหลือตัวเองและคนอื่นๆ
การที่คนเราจะมีสติและปัญญาในยามที่เกิดสถานการณ์คับขันนั้น มาจากการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอและเตรียมตัวให้มีความพร้อมอยู่ตลอดเวลา เพราะเมื่อเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น คนที่ถูกฝึกมาแล้วจะสามารถแก้ไขปัญหาได้โดยอัตโนมัติ ไม่ต้องเสียเวลาไปกับการมะงุมมะงาหราหาทางออก ซึ่งก็ยังไม่แน่ว่าจะเป็นหนทางที่ถูกต้องหรือไม่ ดังนั้น หลายๆ ประเทศที่อยู่ในย่านที่เสี่ยงต่อภัยธรรมชาติ จึงมีการแนะนำหรือฝึกซ้อมประชาชนของตนให้เตรียมพร้อมจะรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการแจกจ่ายเอกสารข้อมูลเกี่ยวกับการเตรียมตัวและสิ่งของที่จำเป็นในการดำรงชีพในภาวะฉุกเฉิน การเสนอข้อมูลและความรู้เกี่ยวกับภัยธรรมชาติผ่านสื่อต่างๆ อย่างต่อเนื่อง การวางระบบเครือข่ายเพื่อการแจ้งข่าวและประสานความช่วยเหลืออย่างทันต่อเหตุการณ์ ทั้งระบบมาตรฐานและระบบโซเชียลเน็ตเวิร์ก และที่สำคัญคือการให้ความรู้และการฝึกซ้อมการเอาตัวรอดจากภัยธรรมชาติ แก่เด็กและเยาวชน รวมทั้งประชาชนในท้องถิ่นที่เสี่ยงภัย จนมีความพร้อมในระดับที่ดี
ภัยธรรมชาตินั้น ยิ่งวันก็ยิ่งทวีความรุนแรงและมีความถี่ในการเกิดภัยสูงขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องที่จะนิ่งนอนใจหรือทำอะไรอย่างเหยาะแหยะ แต่ต้องถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างสูงทั้งในระดับรัฐบาล ภูมิภาค จังหวัดและท้องถิ่น เพราะหากเกิดอะไรขึ้นแล้ว ก็ย่อมจะก่อให้เกิดความเสียหายและความเสียใจอย่างใหญ่หลวงแก่คนไทยและประเทศไทยของเรา
เหตุการณ์สึนามิ เมื่อปี 2547 เราอาจจะอ้างได้ว่าเราขาดประสบการณ์ในการรับมือกับภัยพิบัติขนาดนั้น เพราะเป็นครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นในประเทศไทย แต่ถ้าเกิดอะไรขึ้นในเวลานี้ เราคงไม่มีข้อแก้ตัวใดๆ จะอ้างกับชาวโลก นอกจากต้องยอมรับว่าเป็นความประมาท และความไม่ใส่ใจอย่างจริงจังของเราเอง
อย่ามัวไปฮือฮากับคำทำนายทายทัก หรือเป็นทุกข์กับความกลัวว่าเขื่อนจะแตก กลัวกรุงเทพฯ จะจมอยู่ใต้ทะเลเลยครับ แต่มาช่วยกันคิดอะไรที่เป็นวิทยาศาสตร์ และทำอะไรที่เป็นวิทยาการกันเถอะครับ



