ข่าว

'อภิสิทธิ์'เดินหน้าขวางล้างผิดให้คนโกง

'อภิสิทธิ์'เดินหน้าขวางล้างผิดให้คนโกง

18 เม.ย. 2555

'มาร์ค' ยัน ปชป.ไม่ขวางปรองดอง แต่ขวางการล้างผิดให้คนโกง เหน็บ 'ปู' ไปจีน หนีประชุมสภาฯ เมินดูแลปัญหาปชช. แนะเพิ่มมาตรการช่วยเหลือแผ่นดินไหว

                    18 เม.ย.55 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็ระบุเองว่าใครขวางปรองดอง ก็ช่าง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่มีใครขวางปรองดอง มีแต่คนที่ขวางการล้างผิดให้กับคนโกง ซึ่งตนคิดว่าสังคมจะต้องยึดเอาส่วนรวมเป็นหลัก จะมายึดเอาความต้องการของคนๆเดียวไม่ได้ เมื่อถามต่อว่า การที่พ.ต.ท.ทักษิณต้องการให้มารดาของ น.ส.กมลเกด เสียสละเพื่อส่วนรวม และยอมรับความปรองดองในสังคม นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนไม่อยากจะเชื่อว่ากล้าที่จะพูดอย่างนี้กับครอบครัวที่สูญเสีย โดยเฉพาะกรณีของ น.ส.กมนเกด อัคฮาด ที่เป็นอาสาสมัครที่มาช่วยดูแลผู้ชุมนุม คนเหล่านี้เสียสละไปแล้ว มีความสูญเสียไปแล้ว วันนี้เขาเพียงต้องการความเป็นธรรม ความจริง ซึ่งฝ่ายตนก็สนับสนุน แต่กลับกลายเป็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ทำเพียงเพื่อตัวเองจะได้หลุดพ้นจากคดีความต่างๆ ก็พยายามจะมาขอร้องคนอื่นให้ลืมสิ่งเหล่านี้ไป ดังนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ จะต้องไปทบทวนตัวเองว่าทำไมถึงทำให้ความต้องการของตนเองอยู่เหนือทุกสิ่งทุกอย่าง ทำให้มีคนต้องสูญเสีย บ้านเมืองต้องขัดแย้ง ประเทศสะดุดหยุดลง แทนที่จะปล่อยวางตรงนี้

                    ผู้สื่อข่าวถามว่าการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ มีอำนาจเต็มที่แบบนี้ คิดว่าอะไรจะยับยั้งความต้องการได้หรือไม่นั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าสังคมจะมีความเข้มแข็งเพียงพอในการที่จะบอกว่าการกระทำแบบนี้ไม่ใช่สิ่งที่เราพึงกระทำกัน ที่จะปล่อยให้ความต้องการของคนๆเดียวที่อยากจะพ้นผิดจากการที่ถูกตัดสินว่าผิดมาบังคับให้ประเทศ หรือสังคมต้องเดินไป โดยไม่คำนึงถึงหลักการและความถูกต้อง

                    ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า สุดท้ายแล้วการดำเนินการล้างผิดให้พ.ต.ท.ทักษิณ แบบไม่มีคดีติดตัว หลักกฎหมายสามารถทำได้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ ถ้าฟังจากฝ่ายรัฐบาลก็ดูจะพูดจาขัดแย้งกันเอง ตนก็ยังไม่ทราบว่า กฎหมายที่ออกมาจะเป็นในลักษณะไหน แต่ที่แน่ๆ มันไม่ใช่การปรองดอง

                    ส่วนที่มีการเสนอให้พรรคการเมืองขนาดกลางหรือ พรรคเล็กหรือ คณะกรรมการอิสระตรวจสอบค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ (คอป.) เป็นผู้เสนอพรบ.ปรองดอง แทนรัฐบาลนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ทราบว่าจริงๆแล้วจะออกมาในรูปแบบใด แต่ขอย้ำว่า เรื่องปรองดองไม่มีใครมีปัญหา แต่เรื่องการล้างผิดให้กับคนโกงมันเป็นประเด็นที่จะนำไปสู่ความขัดแย้ง ไม่ควรนำทั้งสองเรื่องมาปนกัน เมื่อถามว่า หน่วยงานที่สังคมมองว่าเป็นกลางอย่างคอป.ควรจะวางบทบาทอย่างไร ไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายการเมือง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คอป.มีหน้าที่ในการที่จะสรุปและทำรายงานถึงรัฐบาล จริงๆคอป.เหลือเวลาทำงานอีก 3 เดือนเท่านั้น ซึ่งก็ต้องไปถามคอป.ว่าทำไมถึงปล่อยให้นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ มาบอกมาได้ว่าคอป.คิดอย่างไร

                    เมื่อถามว่า สุดท้ายคอป.จะถูกใช้เป็นเครื่องมืออย่างกรณีสถาบันพระปกเกล้าหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ต้องให้คอป.เป็นผู้ชี้แจง ซึ่งตนหวังว่าคอป.จะดำรงความเป็นอิสระและความเป็นกลางตามเจตนารมณ์ที่ได้มีการตั้งเอาไว้ แต่ถ้าคอป.ไม่ยึดหลักความเป็นกลาง ไม่เป็นอิสระ ไปจำนนโอนอ่อนต่อผู้มีอำนาจ ก็จะไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาได้ ความปรองดองก็จะไม่เกิดขึ้น เช่นเดียวกับสถาบันพระปกเกล้าที่วันนี้ก็ควรจะยืนยันตามแถลงการณ์เดิม

                    ส่วนที่ขณะนี้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.)กำหนดท่าทีที่จะเคลื่อนไหว จะไปสอดคล้องกับที่หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าเหตุการณ์ทางการเมืองหลังสงกรานต์จะมีความรุนแรงมากขึ้นหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ควรจะมีความรุนแรง ถ้ารัฐบาลจะใช้แนวทางการเดินหน้า ก็ควรเอาเรื่องของประชาชนเป็นตัวตั้ง แต่ถ้าไปเอาพ.ต.ท.ทักษิณเข้ามาเรื่องก็จบไม่มีความขัดแย้งอะไร

                    เมื่อถามย้ำว่า รัฐบาลประเมินว่าเสียงต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่มีพลังมากพอที่คัดค้านได้ นายอภสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ทราบ แต่ส่วนตัวคิดว่าถ้ารัฐบาลคิดว่าจะสร้างความขัดแย้งเพื่อประโยชน์ของคนเพียงคนเดียวได้ ก็คิดผิด มันจะย้อนรอยกลับไปที่เริ่มความขัดแย้งจากฝ่ายการเมืองลุกลามไปสู่สังคมอีก ทุกฝ่ายควรทำหน้าที่ของตนเองให้ดีโดยคิดถึงประโยชน์ของส่วนรวม ถ้าสภาไม่สามารถหาคำตอบได้ด้วยเหตุและผล แต่ใช้เสียงข้างมากจะทำให้คนไม่เชื่อมั่นในระบบ เพราะจะเป็นตัวทำลายความศรัทธาที่คนจะมีต่อตัวระบบ ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดาย และก็ไม่แปลกที่พรรคทำหน้าที่ตรสจสอบและถูกโดดเดี่ยว เพราะการทำหน้าที่ฝ่ายค้านของพรรคในหลายยุคสมัยก็เป็นอย่างนี้มา โดยยืนยันว่าจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดในการปกป้องประโยชน์ของส่วนรวม และขอให้ประชาชนติดตามว่า ใครทำอะไร อย่างไรในสภาว่าทำเพื่อใคร

 

'อภิสิทธิ์'เหน็บ'นายกฯ'เมินดูแลปัญหาปชช.

                    หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภา กล่าวถึงการเดินทางไปเยือนประเทศจีนของนายกรัฐมนตรีในช่วงของการประชุมรัฐสภาว่า เรื่องนี้อาจจะกำหนดเอาไว้ก่อนการขยายเวลาประชุมสภา แต่สังเกตว่านายกรัฐมนตรีจะไม่ค่อยเข้าร่วมประชุม ในเวลาที่มีการหารือเรื่องความปรองดอง หรือการแก้รัฐธรรมนูญ ทั้งที่ความจริงก็เป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลโดยตรง ส่วนในการเดินทางไปจีนครั้งนี้ อาจจะมีการลงทุนร่วมโครงการรถไฟความเร็วสูงหรือไม่นั้น ก็เป็นเรื่องที่เราสนับสนุน และพยายามผลักดันให้มี และเมื่อมีเวลาลงทุนร่วมต่างๆก็ต้องเป็นไปตามกฎหมาย ไม่สามารถยกเว้นได้ แต่ในเวลานี้ เบื้องต้นต้องดูแลปัญหาของประชาชน เรื่องค่าครองชีพ เพราะการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการขนาดใหญ่ไม่ใช่เรื่องในระยะเวลาอันสั้น โครงการพื้นฐานขนาดใหญ่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการจ้างงานได้หรือไม่นั้น ก็ต้องดูไปเป็นโครงการๆไป เพราะหลายโครงการใช้เครื่องจักรมาก ไมได้ใช้แรงงานมาก ก็ต้องดูว่าผลตอบแทนทางสังคมหรือผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ

                    ผู้สื่อข่าวถามถึงถึงกรณีที่ทีดีอาร์ไอ ออกมาแสดงความเป็นห่วงว่า การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำที่ 300 บาทต่อวัน จะเป็นการช็อคเศรษฐกิจ รัฐบาลจะต้องพิจารณาอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า อย่างที่ได้พูดไปว่า ฝ่ายผู้ประกอบการต้องการสนับสนุนรัฐบาลในเรื่องนี้  แต่ก็อยากให้รัฐบาลเห็นว่า เรื่องนี้มีผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างไร และจะหามาตรการบรรเทาและชดเชยอย่างไร แต่เท่าที่เห็นรัฐบาลยังไม่ได้ตอบสนองในข้อเรียกร้อง และเรื่องนี้อาจจะกระทบธุรกิจในขนาดกลางและขนาดย่อม ที่ต้นทุนจะสูงขึ้น และจะส่งผลให้ราคาสินค้าในประเทศสูงขึ้น  ได้ยินเสียงจากหลายอุตสาหกรรมว่า ไม่สามารถแบกรับตรงนี้ได้ และอาจจะกดดันเงินเฟ้อ ร่วมกับพลังงานที่เพิ่มขึ้น

 

แนะเพิ่มมาตรการช่วยเหลือแผ่นดินไหว

                    นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงการรับมือภัยพิบัติแผ่นดินไหวที่บริษัทประกันภัยอาจจะปรับอัตราการประกันภัยใหม่เพิ่มขึ้นว่า ต้องไปดูว่าเมื่อหลักการมีความเปลี่ยนแปลงไป รัฐบาลจะทำอย่างไร มีการแบ่งเบาภาระของประชาชนหรือไม่ อย่างไร เช่น การตั้งกองทุนประกันภัยพิบัติขึ้นมา อาจจะต้องเพิ่มการช่วยเหลือประชาชน ที่เกิดภัยพิบัติแผ่นดินไหวในขณะนี้ ไม่ใช่การมุ่งเน้นไปที่เรื่องอุทกภัยเพียงอย่างเดียว ส่วนการรับมือภัยพิบัติก็ต้องดูตามรอยเลื่อนที่อาจจะเป็นปัญหา แต่ที่เป็นปัญหาเฉพาะหน้าในขณะนี้คือ การไปดูโครงสร้างพื้นฐาน ที่ต้องมีมาตรการความปลอดภัยรองรับ ส่วนการรับมืออุทกภัยขณะนี้ยังไม่เห็นความชัดเจนของรัฐบาล ยังไม่เห็นว่าจะมีการดำเนินการรับมือต่างจากเดิมอย่างไร รัฐบาลต้องเร่งทำงานตรงนี้ด้วย

 

ชี้หากร่างแก้รธน.ผ่านสภา สสร.จะสะท้อนกลุ่มอำนาจปัจจุบัน

                    นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยออกมาระบุว่า ในการประชุมรัฐสภาในวันนี้ จะปล่อยให้พรรคประชาธิปัตย์ค้านไป โดยที่จะไม่โต้แย้งใดๆ ว่า ความจริงไม่มีเรื่องอะไร ต้องตอบโต้อยู่แล้ว เพราะสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ก็มีหน้าที่แปรญัตติ อย่างวันนี้ 18 เม.ย. ก็เป็นเรื่องระบบให้มีการคัดเลือก สสร. ซึ่งเราต้องการให้การเลือกมีความหลากหลาย สะท้อนความเห็นทุกกลุ่มในสังคม มากกว่าสภาร่างฯ ไปสะท้อนเฉพาะความเห็นเสียงข้างมาก ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการฯ ก็ต้องชี้แจงว่า ไม่เห็นหรือเห็นด้วยอย่างไร ที่ผ่านมา ฝ่ายรัฐบาลมีเป้าหมายเดียวทำให้เสร็จเร็วที่สุด ชี้แจงค่อนข้างน้อย จะเร่งให้เสร็จเร็วที่สุด

                    เมื่อถามว่า หากมีการพิจารณาผ่านการร่างของรัฐสภา จะเกิดปัญหาอย่างไรบ้าง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า สสร.จะเป็นสะท้อนกลุ่มที่มีอำนาจในปัจจุบัน ทั้งส่วนที่มาจากการเลือกตั้ง และจะต้องอภิปรายลึกลงไปด้วยว่า การเลือก สสร.นั้น พรรคการเมืองจะมีบทบาทแค่ไหน เพราะ กมธ.ไปเอากฎหมายท้องถิ่นมาใช้ ส่วนการเลือกผู้เชี่ยวชาญก็เลือกโดยรัฐสภา ซึ่งรัฐบาลก็มีเสียงเกินครึ่งอยู่แล้ว สมาชิกวุฒิสภาเพียงไม่กี่คนก็สามารถกุมเสียงข้างมากได้ ก็เท่ากับว่า เรายอมให้เสียงข้างมากกุมกติกาของประเทศได้

                    เมื่อถามว่า หากใช้กฎหมายท้องถิ่นมาเป็นตัวเลือก สสร. จะทำให้พรรคการเมืองสามารถส่งคนรับสมัคร สสร. ได้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า มีความเป็นไปได้ เพราะกฎหมายท้องถิ่นไม่ได้ห้าม ตนก็เคยสอบถาม กมธ.มาแล้ว ซึ่งก็ตอบว่า ไม่ได้เจตนา หากเป็นอย่างนั้นก็ควรแก้ไข ตรงนี้คงมีการอภิปราย

                    ต่อคำถามที่ว่า หากพรรคการเมืองส่ง สสร.เข้าไปได้ จะส่งผลการให้ร่างรัฐธรรมนูญ เป็นอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จะเป็นการเขียนรัฐธรรมนูญตามความเห็นของพรรคการเมือง ที่เป็นเสียงข้างมาก โดยปกติตามกติกาก็ไม่ควรเป็นอย่างนั้น ซึ่งเจตนาจะสะท้อนเป็นคำพูด แม้บันทึกเหตุผลในการร่างฯ ของพรรคเพื่อไทย ก็จะเป็นความพยายามเพิ่มอำนาจของฝ่ายบริหาร ก้าวล่วงองค์กรอิสระ และฝ่ายตุลาการได้

                    ผู้สื่อข่าวถามว่า หากมีการเพิ่มอำนาจฝ่ายบริหาร และริดรอนอำนาจส่วนอื่นๆ รัฐธรรมนูญ ที่ได้จะเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก็ไม่เป็นประชาธิปไตย เพราะประชาธิปไตยต้องประกอบไปด้วย การตรวจสอบ ถ่วงดุลย์ ต่อคำถามว่า ความพยายามเร่งรัดทุกฝ่ายที่กำลังเดินหน้าอยู่ รัฐธรรมนูญจะเป็นไปตามเป้าหมายที่แท้จริงหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ในขณะนี้ ทางพรรคประชาธิปัตย์ได้ตกลงกันไว้ว่า ผ่านวาระ 3 ในวันที่ 8 พ.ค.นี้ จึงมีเวลาอภิปรายอีก 5 วัน สิ่งที่ต้องการคืออยากให้ กมธ.ฟังเหตุและผล ถ้าการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่สร้างความขัดแย้ง ที่ทำให้ระบอบประชาธิปไตยสูญเสียไป ในเรื่องการตรวจสอบถ่วงดุลย์ ต่อคำถามที่มีผู้ระบุว่า หากใครขวางการร่างรัฐธรรมนูญหรือการปองดอง ก็ไม่สนใจนั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ตนไม่เห็นจะมีใครขวางการปองดอง มีแต่ขวางการล้างผิดให้กับคนโกง ซึ่งตนคิดว่า สังคมต้องยึดเอาส่วนร่วมเป็นหลัก จะเอาประโยชน์ของคนๆ หนึ่งไม่ได้