ข่าว

รถด่วนขบวนแก้ รธน.
ขี่กระแส 'ปูจ๋า' 
เบียดกระแสต้าน?

รถด่วนขบวนแก้ รธน. ขี่กระแส 'ปูจ๋า' เบียดกระแสต้าน?

18 เม.ย. 2555

ท่ามกลางความวุ่นวายในการประชุมรัฐสภา เพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่...) พ.ศ. ...

ท่ามกลางความวุ่นวายในการประชุมรัฐสภา เพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่...) พ.ศ. ...ในวาระที่สอง เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2555 ที่ผ่านมา และคาดเดาได้ไม่ยากนักว่าจะต้องวุ่นวายอย่างนี้ไปจนกระทั่งผ่านวาระสอง

 ทั้งนี้ ก็เพราะประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญฯ อยู่บนพื้นฐานของความขัดแย้งแตกแยกเดิมทางการเมืองของสองขั้วขัดแย้ง คือ ขั้วเพื่อไทย และขั้วประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะการโจมตีว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นผลผลิตและผลพวงจากการรัฐประหาร พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 และเป็นรัฐธรรมนูญที่พรรคเพื่อไทย เชื่อว่าเป็นเผด็จการ

 ขณะพรรคประชาธิปัตย์ โจมตีเช่นกันว่า ประเด็นไม่ได้อยู่ที่รัฐธรรมนูญเป็นเผด็จการเท่านั้น หากแต่ยังอยู่ที่ความต้องการแก้ไขเพื่อให้เอื้อประโยชน์กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ด้วย

 เมื่อพื้นฐานความเชื่อ และแนวทางการต่อสู้สุดขั้วทั้งสองฝ่าย ประเด็นความขัดแย้งทางการเมือง จึงวนเวียนอยู่กับเรื่องเดิม และหนีไม่พ้นเงื่อนไข ทำเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ และต่อต้านการทำเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างไม่ต้องสงสัย

 แล้วที่สำคัญ การแก้ไขรัฐธรรมนูญฯ ครั้งนี้ ถือว่าพรรคเพื่อไทย ได้เปรียบเสียงข้างมาก ทั้งในสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา จึงยากที่พรรคประชาธิปัตย์ จะต่อต้าน คัดค้าน และทำให้ตกไปได้ ตั้งแต่การแก้ไขในวาระแรก มาจนกระทั่งวาระสอง ที่กำลังดำเนินการอยู่ ดังนั้น สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ ทำได้อย่างดีก็คือ การดิสเครดิตความ 'ชอบธรรม' ในประเด็นต่างๆ และยื้อในสภาฯ เพื่อไม่ให้มีการผ่านแต่ละขั้นตอนไปได้อย่างง่ายดายเท่านั้น

 ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด นับแต่การตั้งข้อสังเกตเพื่อสงวนคำแปรญัตติเรื่องที่มาของ ส.ส.ร. ที่เลือกจากที่ประชุมรัฐสภา 22 คน (เพื่อเป็นผู้ทรงคุณวุฒิช่วยร่างรัฐธรรมนูญ ร่วมกับ 77 คนที่เลือกโดยตรงจังหวัดละคน) พรรคประชาธิปัตย์ ห่วงว่า จะมีการแทรกแซงทางการเมือง เพราะรัฐบาลมีเสียงข้างมากในสภาฯ อยู่แล้ว

 ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ ต้องการให้เลือกโดยตรงจากประชาชนทั้งหมด 200 คน

 นอกจากนี้ ประเด็นที่กรรมาธิการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เห็นชอบให้นำกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นมาบังคับใช้ พรรคประชาธิปัตย์ ก็ตั้งข้อสังเกตว่าจะมีการแทรกแซงโดยพรรคการเมือง เนื่องจากเปิดให้หาเสียงได้ และมีการช่วยหาเสียง จนอาจทำให้กลายเป็น 'ส.ส.ร.รับจ๊อบ'

 ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ ต้องการให้ใช้วิธีเลือกตั้งแบบวุฒิสภา (ส.ว.) คือไม่ต้องมีการหาเสียง เพียงแต่มีแผ่นพับแนะนำตัวก็พอ เพื่อป้องกันการถูกครอบงำ ฯลฯ

 นี่คือประเด็นสำคัญ ก็ว่าได้ ที่สุดท้ายแล้ว ยังโยงให้เห็นอยู่ดีว่า พรรคประชาธิปัตย์ ไม่ไว้ใจพรรคเพื่อไทย และรัฐบาล ที่ส่อว่าจะล็อกสเปคแทรกแซงได้ในทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งโดยตรง 77 คน และเลือกโดยรัฐสภา 22 คน เพราะมี 'ธง' ที่จะเอื้อให้กับ 'ทักษิณ' นั่นเอง

 แต่ไม่ว่าผลของการพิจารณาวาระสอง จะจบลงด้วยดีหรือไม่ อย่างไร...

 ประเด็นที่น่าวิเคราะห์อย่างยิ่ง ก็คือ ความท้าทายของพรรคเพื่อไทย ที่มีต่อการเร่งรีบ รวบรัด แก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้