
โชห่วย'ถูกใจ'เดิมพันรบ.ปูกู้สินค้าแพง
โชห่วย'ถูกใจ'เดิมพันรัฐบาลนายกฯปู กู้สินค้าแพง : รายงานพิเศษ โดย... อนัญชนา สาระคู
แม้ว่ารัฐบาลจะออกมายืนยันว่าราคาสินค้าไม่ได้แพงอย่างที่หลายฝ่ายคิด ถึงขนาดมีตัวเลขเปรียบเทียบราคาสินค้ากับรัฐบาลชุดก่อนหน้า แต่ในความเป็นจริง สินค้าอุปโภคบริโภคหลายชนิดได้ปรับขึ้นราคาไปแล้วทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งการปรับขึ้นราคาทางอ้อมก็เช่นการลดขนาดสินค้าแต่ขายราคาเดิม การปรับสูตรใหม่และเพิ่มราคาใหม่ เป็นต้น ขณะเดียวกันผู้ค้าอาหารสำเร็จรูปในหลายพื้นที่ต่างขยับขึ้นราคากันมาตั้งแต่ต้นปี
ประกอบกับราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้นเรื่อยๆ จนทะลุเพดานความรู้สึกของผู้บริโภค ทั้งยังจะมีผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาทตามนโยบายของรัฐบาล ที่ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าบริการอีกหลายชนิดเตรียมปรับขึ้นราคากันยกใหญ่ ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้จึงส่งผลต่อค่าครองชีพของประชาชนให้สูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ปัญหาดังกล่าวจึงดูเหมือนจะสั่นคลอนรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อยู่มากพอสมควร จนรัฐบาลต้องออกมาตรการแก้ปัญหาผ่านโครงการ “1 ร้านค้าธงฟ้า 1 ชุมชน” ที่ในภายหลังได้เปลี่ยนชื่อเป็นโครงการ “โชห่วย ช่วยชาติ” ภายใต้ชื่อ “ร้านถูกใจ” กำหนดเป้าหมาย 1 หมื่นร้านทั่วประเทศ เพื่อหวังให้ประชาชนมีช่องทางซื้อสินค้าราคาถูกกว่าท้องตลาด ลดค่าใช้จ่ายของประชาชน และยังเป็นอีกช่องทางที่จะชะลอการปรับราคาสินค้า และเพิ่มการแข่งขันในตลาด
ทั้งนี้ ร้านถูกใจได้เปิดตัวร้านต้นแบบไปแล้วเมื่อวันที่ 11 เมษายน ที่ผ่านมา ที่กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ และจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการอีกครั้งในสัปดาห์หน้า ซึ่งรูปแบบของโครงการคือจะให้ร้านค้าโชห่วยที่มีอยู่แล้วในท้องถิ่นนั้นๆ หรือร้านอาหารธงฟ้าในชุมชน เป็นแหล่งกระจายสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นเบื้องต้นมี 20 รายการ ได้แก่ ข้าวสาร ไข่ไก่ น้ำมันพืช น้ำตาลทราย ผงชูรส น้ำปลา ปลากระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป นมยูเอชที ซอสปรุงรส เนื้อสุกร เนื้อไก่ สบู่ ยาสีฟัน แชมพู ผงซักฟอก แป้งผงโรยตัว น้ำยาล้างจาน ผ้าอนามัย และยากำจัดยุงและแมง ขายในราคาต่ำกว่าตลาดทั่วไป 10-20%
ดันร้าน"ถูกใจ”เป็นโครงการระยะยาว
โดยนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ได้รับการจัดสรรเงินงบประมาณจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) จำนวน 1,320 ล้านบาท ในการดำเนินโครงการดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาของโครงการ 6 เดือน คือระหว่างเดือนเมษายน-กันยายน 2555 แต่กระทรวงต้องการให้มีร้านถูกใจดำเนินการไปอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น เมื่อครบ 6 เดือน ก็จะยื่นของบประมาณสำหรับการบริหารจัดการร้านในปีงบประมาณ 2556 ต่อไป ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถกำหนดเป็นวงเงินได้
นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดที่จะให้มีการผลิตสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ คือเป็นแบรนด์ “ถูกใจ” ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการเจรจากับผู้ผลิตสินค้า โดยตนมองว่าสินค้าที่จะสามารถผลิตได้เบื้องต้น น่าจะเป็นข้าวสาร และน้ำมันปาล์ม
ด้านนางวัชรี วิมุกตายน อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ได้ดำเนินการแก้ปัญหาราคาสินค้ามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการจัดงานมหกรรมธงฟ้า การออกราคาแนะนำอาหารสำเร็จรูป การขอความร่วมมือในการตรึงราคาสินค้า ซึ่งที่ผ่านมาได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายเป็นอย่างดี ทำให้สินค้าชะลอการปรับขึ้นราคาเพื่อไม่ให้กระทบต่อการปรับขึ้นของอัตราเงินเฟ้อในอนาคต
ล่าสุด ยังจัดให้มีร้านถูกใจ กระจายในทุกจังหวัดและในชุมชน โดยคาดหวังว่าร้านค้าดังกล่าวจะเป็นทางเลือกให้แก่ประชาชนผู้มีรายได้น้อย ซึ่งประโยชน์ที่นอกจากจะให้ประชาชนได้ซื้อสินค้าราคาถูกแล้ว พ่อค้าแม่ค้าข้าวแกงก็ยังสามารถซื้อหาวัตถุดิบจากร้านถูกใจไปปรุงอาหารจำหน่ายในราคาที่ถูกลง เพราะสินค้าที่จำหน่ายในร้านถูกใจนั้นถูกกว่าราคาในท้องตลาดทั่วไป
นอกจากนี้ ทางกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ และสุกร ยังได้เสนอให้ความร่วมมือในการนำสินค้าจากแหล่งผลิตส่งตรงให้แก่ร้านถูกใจ จึงจะเป็นอีกช่องทางในการระบายสินค้าเกษตรที่อยู่ในภาวะล้นตลาดให้มีสถานที่จำหน่ายอีกทางหนึ่ง และยังทำให้ร้านถูกใจมีสินค้าจำหน่ายครบทั้งสินค้าอุปโภคและบริโภค
ส่วนร้านค้าที่ขณะนี้สมัครเข้าร่วมโครงการไม่มากนัก หลังจากเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน ที่ผ่านมา แต่ก็เชื่อว่าจากนี้ไปจะเริ่มเข้ามาสมัครมากขึ้น โดยได้เปิดช่องทางสมัครไว้หลายช่องทาง เริ่มจากการเปิดให้ดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่ www.dit.go.th และร้านค้าในกรุงเทพฯ สมัครด้วยตนเองได้ที่กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ หรือสมัครผ่านทางอีเมล [email protected] <mailto:[email protected]> ส่วนภูมิภาคสมัครได้ที่สำนักงานค้าภายในจังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ พร้อมแนบเอกสารหลักฐานประกอบการสมัคร เช่น สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนการค้าหรือหลักฐานการเสียภาษี ภาพถ่ายร้านค้า 2 ใบ และแผนที่ตั้งร้านค้า สำเนาใบจดทะเบียนสหกรณ์ หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่กรมการค้าภายใน 1569 ตลอด 24 ชั่วโมง
โชห่วยหวังเพิ่มยอดขาย-ช่วยชุมชน
ด้านความคิดเห็นจากเจ้าของร้านโชห่วยที่เข้ามาสมัครในโครงการร้านถูกใจนั้นมองว่า โครงการนี้น่าจะเป็นการช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยให้มีโอกาสซื้อสินค้าราคาถูก และเพิ่มยอดขายให้แก่ร้านค้าตนเองได้
โดยนางชนานาถ ดลมินทร์ เจ้าของร้านบลู ช็อป ซอยรามคำแหง 36/1 กล่าวว่า ตนได้สมัครเข้าร่วมโครงการร้านถูกใจเพราะคิดว่าเป็นโครงการที่จะช่วยคนในชุมชนให้ได้มีโอกาสซื้อสินค้าราคาถูกได้ ทั้งเพิ่มยอดขายให้แก่ร้านค้าตัวเอง ซึ่งปัจจุบันยอดขายของร้านบลู ช็อปลดลงไป เนื่องจากการแข่งขันในกลุ่มห้างโมเดิร์นเทรดมีสูงมาก มีการแข่งขันกันลดราคาสินค้า ชูความเป็นหนึ่งในด้านการขายของราคาถูก ซึ่งการแข่งขันที่ว่ากระทบมายังร้านค้าโชห่วย ซึ่งเป็นร้านค้ารายย่อยให้มียอดขายลดลงไป
“ทราบข่าวจากทางเว็บไซต์และติดตามจากข่าว จึงได้มาสมัครเข้าร่วมโครงการด้วย ซึ่งเดิมนั้นทางร้านบลู ช็อป เคยเข้าร่วมโครงการกับกระทรวงพาณิชย์อยู่แล้ว จึงมีชื่อเป็นร้านบลู ช็อป แต่โครงการก่อนนั้นก็ยกเลิกไป หากได้เข้าร่วมกับโครงการร้านถูกใจครั้งนี้ก็อยากให้ทำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งคิดว่าปัจจัยสำคัญที่จะทำให้โครงการนี้มีตลอดไป ก็คือการบริหารจัดการด้านการขนส่ง ให้มีสินค้าต้นทุนต่ำป้อนเข้ามาในร้านค้าอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาสินค้าจำหน่ายในราคาถูกกว่าท้องตลาดทั่วไปได้ ลูกค้าก็จะเข้ามาซื้อสินค้าในร้านโชห่วยมากขึ้น เพราะการซื้อของจำนวนไม่มาก เข้ามาซื้อในร้านโชห่วยจะดีกว่าการเดินทางไปห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ที่อาจจะต้องควักเงินจ่ายของอย่างอื่นที่ไม่จำเป็นเพิ่มขึ้น” นางชนานาถกล่าวและว่า
สำหรับสินค้าที่กรมการค้าภายในกำหนด 20 รายการนั้น พบว่าเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวันของประชาชนจริง และราคาก็ถูกกว่าท้องตลาดจริง รวมทั้งแบรนด์ที่เข้ามาร่วมโครงการ ส่วนใหญ่ก็เป็นแบรนด์ที่ลูกค้าก็ใช้กันเป็นประจำอยู่แล้ว ทำให้เชื่อว่าจะสามารถขายได้ และน่าจะได้รับความสนใจจากลูกค้ามากขึ้นด้วย ส่วนสินค้าที่จะทำเป็นเฮ้าส์แบรนด์นั้น คงต้องดูอีกทีว่าลูกค้าจะให้การตอบรับหรือไม่ เพราะปัจจุบันเมื่อพูดถึงสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ ลูกค้ามักจะนึกถึงเรื่องคุณภาพของสินค้าที่อาจจะด้อยกว่าสินค้าแบรนด์ทั่วไป
เช่นเดียวกับนางโสภนา มงคลชัยสิทธิ์ เจ้าของร้านคุ้นเคย ลาดพร้าวซอย 112 กล่าวว่า ตนเข้ามาสมัครร่วมโครงการนี้ ก็เพื่อหวังจะประชาสัมพันธ์ร้านและดึงดูดให้ลูกค้าเข้ามาซื้อของในร้านมากขึ้น และช่วยเพิ่มยอดขายให้แก่ทางร้าน ขณะเดียวกันเชื่อว่ายังเป็นช่องทางหนึ่งที่จะช่วยเหลือคนในชุมชนให้มีโอกาสซื้อของราคาถูก ซึ่งที่ผ่านมาทางร้านคุ้นเคยขายของถูกอยู่แล้ว เมื่อร่วมโครงการ สินค้าที่จะมาขายถูกก็เป็นการช่วยเหลือชุมชน
อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อกังขาจากอีกหลายฝ่ายต่อโครงการโชห่วย ช่วยชาติ ว่าจะเป็นการช่วยลดค่าครองชีพ ฟื้นฟูโชห่วยได้จริงหรือไม่ หรือจะเป็นเพียง “ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ” อย่างหลายครั้งที่ผ่านมา ซึ่งเคยจัดให้มีโครงการในลักษณะเดียวกันนี้ และสุดท้ายก็ต้องล้มพับไป ดังนั้น โครงการ “ร้านถูกใจ” จึงเป็นอีกเดิมพันของรัฐบาลนายกฯ “ปู” และรอการพิสูจน์ ว่าปัญหาข้าวของแพงในงวดนี้รัฐบาลจะ “เอาอยู่” ด้วยหรือไม่
.............................
(หมายเหตุ โชห่วย'ถูกใจ'เดิมพันรัฐบาลนายกฯปู กู้สินค้าแพง : รายงานพิเศษ โดย... อนัญชนา สาระคู)



