ข่าว

ชั่วโมงสอนแบ่งปันกันกิน

ชั่วโมงสอนแบ่งปันกันกิน

17 เม.ย. 2555

ชั่วโมงสอนแบ่งปันกันกิน : คอลัมน์แลกคนละหมัด : ชินสัคค สุวรรณอัจฉริย

          หลักการทำงานขั้นต่ำ การสอนของอาจารย์ถือว่าเป็นพื้นฐานที่สำคัญอย่างหนึ่งในการกำหนดคุณภาพและปริมาณการทำงานในรอบปีหนึ่งๆ ซึ่งการออกแบบภาระงานที่กระทำอยู่นั้น ถือว่าเป็นเกณฑ์ของการประเมินอาจารย์แต่ละท่าน ดูแล้วน่าจะเป็นเรื่องที่เข้าใจง่าย ตามภาระงานนั้นชั่วโมงการสอนขั้นต่ำ 6 ชั่วโมง ถือว่าเป็นเกณฑ์ทั่วไปที่ต้องทำ (ขึ้นกับแต่ละมหาวิทยาลัยกำหนด) แต่หากเกิน 10 ชั่วโมง สามารถเบิกเงินได้ในการสอนเกินจำนวนชั่วโมง โดยการจ่ายเงินนั้นขึ้นกับแต่ละมหาวิทยาลัยกำหนด (บางแห่ง ชม.ละ 300 บาท บางที่มากกว่า) กลายเป็นสิ่งล่อใจสำหรับการทำงานเพราะทำงานได้เกิน 10 ชั่วโมง สามารถได้เงินเดือนและสามารถเบิกเงินค่าสอนเกินชั่วโมงอีก หากเทอมหนึ่งสอนเกิน 3 วิชา วิชาละ 3 หน่วยกิต ก็สามารถเบิกเงินส่วนเกินได้ ตามหลักการแล้วหากมีหลายวิชาก็สามารถสอนได้ไม่มีปัญหาแก่อาจารย์ทุกท่าน

          อย่างไรก็ตาม ไม่ได้ง่ายอย่างนั้น เพราะการเริ่มต้นการสอนนั้นมักจะถูกอธิบายจากตัวแบบที่กำหนดอยู่คือ วิชาที่มีการสอนโดยอาจารย์ประจำอยู่แล้วนั้นก็สามารถยึดการสอนเป็นหลัก โดยอ้างว่ามีความรู้และความสามารถที่ทำให้เกิดการทำงานที่ง่ายแก่นิสิต

          สำหรับอาจารย์ใหม่ที่เพิ่งจบมาก็จะสอนในวิชา 2 ลักษณะคือวิชาใหม่ๆ ซึ่งอาจไม่มีการเขียนตำราหรือไม่มีการเปิดเรียนวิชานั้นมาก่อน แต่สำหรับวิชาบังคับนั้นอาจเป็นเรื่องยาก (ถ้าไม่มีเครือข่ายของตนเอง) เพราะจะถูกกีดกันโดยผู้ที่เคยสอนเป็นหลักหรือทีมงานที่เคยสอน และการสอนวิชาบังคับสามารถสอนได้ตามสไตล์ของตนเอง และหากนิสิตถูกบังคับให้เรียนหลายเอก วิชาบังคับก็สามารถแบ่งเป็นหลายกลุ่มเกิดเป็นหลายชั่วโมง ถ้าเกิน 10 ชั่วโมงสามารถเบิกค่าชั่วโมงสอนสำหรับวิชาบังคับ นั่นคือปัญหาในปัจจุบันว่าใช้เกณฑ์กำหนดอย่างไรจึงจะเหมาะสมแก่ผู้สอน ในเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ยังไม่มีคำตอบ แต่มีแนวทางปฏิบัติอยู่

          บ้างก็ใช้ธรรมเนียมปฏิบัติให้สอนจนปลดเกษียณไป ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีหากอาจารย์ท่านนั้นมีความใฝ่รู้ทางวิชาการและสนใจข้อเท็จจริง จะทำให้การสอนน่าสนใจ เนื้อหาเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ นิสิตจะได้รับประโยชน์มากสร้างชื่อให้แก่ภาควิชาและสาขา แต่หากเป็นการผูกขาดก็จะเกิดปัญหาตามมา คือจะตั้งตัวเป็น "เจ้าที่" ที่คอยกีดขวางหรือขัดขวางความคิดและหลักการใหม่ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงจากภายนอก นิสิตก็อาจซวย บางครั้งการที่นิสิตตกในวิชาที่อาจารย์ท่านนั้นสอนหลายครั้งถือว่าแกร่งกล้าวิชามากยิ่งขึ้น มีแต่ตัวนิสิตจะรู้ว่าเรียนช้ากว่าเพื่อนทั้งที่เพื่อนจบไปแล้ว ขาดทุน และคงไปทำงานที่มีค่าจ้าง 8,000-9,000 บาท

          หรือการใช้กลุ่มประมาณ 2 คนขึ้นไปทำการสอนโดยเฉลี่ยชั่วโมงกันไป ซึ่งทางมหาวิทยาลัยพยายามลดการผูกขาดทอนอำนาจ แต่กลายเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ซึ่งผู้ที่ออกกฎดังกล่าวนี้ เพื่อไม่ให้อาจารย์ท่านเดียวใช้อำนาจในการสอนอย่างเต็มที่ ว่าไปแล้ว เกณฑ์ดังกล่าวไม่ได้เป็นเกณฑ์ เนื่องจากขาดการพิจารณาการเติบโตสายงานและประสบการณ์ในรายวิชานั้นที่ได้ศึกษาตามหลักวิชาการอย่างการเขียนตำรา เอกสารประกอบการสอนหรือบทความวิจัยเกี่ยวกับเนื้อหาในรายวิชาสอน อาจารย์น้อยคนที่มีประสบการณ์ดังกล่าว ตรงนี้มหาวิทยาลัยน่าจะใช้ปรัชญาของไคเซ็นมากกว่า คือการปฏิบัติโดยตนเองให้ดีขึ้นไปเรื่อยๆ น่าจะมีเหตุผลมากกว่า เพราะอย่างน้อยสามารถเปรียบเทียบตัวชี้วัดของการสอนในแต่ละปีว่าดีกว่าปีที่ผ่านมาอย่างไร เช่นมีบทความที่เกี่ยวกับการสอนในเรื่องนั้นไม่ใช่แค่มีเครือข่ายอย่างเดียวที่ทำกันอยู่ กลายเป็นช่องทางการแสวงหารายได้ส่วนตัวและการแบ่งปันกันกินของทีมโดยไม่มีความรู้สึกว่าน่าละอาย เพราะบางครั้งวิชาที่ตนเองไปสอนนั้น ไม่เคยเล่าเรียนและไม่เคยแสวงหาข้อเท็จจริงทางวิชาการหรือประสบการณ์โดยตนเอง (โดยเฉพาะศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกัน) ในขณะที่นิสิตมีหลากหลายในเป้าหมายการเรียนซึ่งปฏิเสธไม่ได้

          อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ควรใช้แนวทางประชานิยมอย่างเดียวในการสอนโดยให้คะแนนจากที่ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาการเรียนหรือให้เล่าเรื่องส่วนตัวกลายเป็นคะแนนไป เห็นแล้วเศร้าวงการศึกษายุคที่ชอบอ้างถึงการปฏิรูปการศึกษา ไม่เคยเลยที่จะมาแตะกฎของการกระจายชั่วโมงการสอนที่ควรจะเป็น และที่สำคัญผู้บริหารได้ประโยชน์ด้วยเพราะสามารถสอนได้ข้ามสาขาโดยที่ไม่มีใครมาตรวจ สนุกกันสิ ยุคของชงเอง กินเอง           

 

......................

(หมายเหตุ : ชั่วโมงสอนแบ่งปันกันกิน : คอลัมน์แลกคนละหมัด : ชินสัคค สุวรรณอัจฉริย)