ข่าว

ก่อสร้างบ้านปรับแผนรับมือขึ้นค่าแรง300บาท

ก่อสร้างบ้านปรับแผนรับมือขึ้นค่าแรง300บาท

17 เม.ย. 2555

ก่อสร้างบ้านปรับแผนรับมือขึ้นค่าแรง300บาท : สกู๊ปอสังหาริมทรพย์ โดย... ปรียา เทศนอก

          ทันทีที่การปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท ที่เริ่มเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2555 ใน 7 จังหวัดนำร่อง คือ กรุงเทพฯ ภูเก็ต สมุทรปราการ สมุทรสาคร ปทุมธานี นครปฐม และนนทบุรี ก็มีกูรูทั้งนักวิชาการ นักธุรกิจออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ในทำนองเป็นห่วงนโยบายการปรับค่าแรงงานขั้นต่ำของรัฐบาล ซึ่งอาจกระทบต้นทุนจนส่งผลให้มีการปรับสูงขึ้นกว่า 10% ส่งผลให้ข้าวของต่างแพงขึ้นตาม รวมไปถึงภาคธุรกิจก่อสร้าง ทั้งผู้รับเหมาก่อสร้างและภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่พบว่าผู้ประกอบการต่างออกมาให้ความเห็นในทำนองเดียวกันว่าต้นทุนต่างๆ ที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบันนั้น มีผลกระทบต่อโครงการแนวราบและแนวสูง ทำให้ปี 2555 จะมีการปรับราคาขายที่อยู่อาศัย เพื่อชดเชยต้นทุนที่สูงขึ้น
 
          ขณะที่ฝั่งภาคธุรกิจบริการประเภทผู้ประกอบการรับเหมาก่อสร้าง ก็ออกมาให้ความเห็นว่าธุรกิจกระอักแน่ๆ โดยเฉพาะผู้รับเหมาก่อสร้างรายกลางๆ สมมุติฐานว่าทุกสาขาธุรกิจจ่ายค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำเท่ากับ 215 บาทต่อวัน ดังนั้น เมื่อปรับค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาทต่อวัน ส่งผลให้ค่าแรงเพิ่มขึ้น 39.5% ที่มีการใช้แรงงานเข้มข้น และต้องแบกรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้นธุรกิจรับเหมาก่อสร้างบ้านมีต้นทุนเพิ่มขึ้น 9.8%
 
          ทั้งนี้ โดยปกติทั่วไปแล้ว ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างส่วนใหญ่มีการทำสัญญากับผู้ว่าจ้างไว้แล้ว...!!!
 
          นายพลพัฒ กรรณสูต อดีตนายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า นโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน น่าจะส่งผลกระทบกับผู้รับเหมาในอุตสาหกรรมก่อสร้างเป็นอย่างมาก เนื่องจากบางรายได้ไปประมูลการก่อสร้างไว้แล้ว โดยในสัญญาจะกำหนดราคาก่อสร้างไว้ล่วงหน้าไว้แล้ว ทั้งค่าแรงและค่าวัสดุก่อสร้าง ซึ่งหากมีกลไกการขึ้นค่าแรงอีก จะทำให้กลุ่มผู้รับเหมาต้องมาวางแผนใหม่ให้สอดคล้องกับต้นทุนที่ปรับเพิ่มขึ้น 
 
          ทั้งนี้ จากปัจจัยลบดังกล่าวอาจส่งผลให้มีการเปลี่ยนสัญญาราคาก่อสร้างกับลูกค้าตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น เช่น หากต้นทุนขึ้น 10% การปรับราคาก็น่าจะอยู่ที่ 7-8% เป็นต้น กล่าวคือ ระหว่างลูกค้ากับผู้รับเหมาคงต้องมีการพูดคุยกันและคงต่างฝ่ายต่างช่วยกันแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่อาจเป็นผลนำไปสู่การยกเลิกสัญญาในอนาคต หากไม่สามารถที่จะตกลงในรายละเอียดในการปรับราคาค่าก่อสร้างได้ตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
 
          "ตอนนี้งานก่อสร้างทั้งของภาครัฐและเอกชนมีเข้ามามากขึ้นกว่าปีก่อนๆ ปริมาณงานที่มีมากนี้อาจชดเชยกับค่าจ้างหรือต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ผมว่ามีงานก่อสร้างเข้าสู่ตลาดมากก็ดีกว่าไม่มีเลย ผู้รับเหมาคงไม่เดือดร้อนมากนัก” นายพลพัฒกล่าวให้ความเห็นว่า อย่างไรก็ดี การปรับขึ้นของค่าแรงดังกล่าวรัฐบาลได้ประกาศเป็นนโยบายมานานแล้ว ดังนั้น ภาคธุรกิจเองก็ต้องมีการปรับตัวหรือมีการเตรียมแผนการดำเนินธุรกิจรองรับเพื่อให้กระทบต่อต้นทุนให้น้อยที่สุด
 
          ทั้งนี้ จากการสำรวจและสอบถามถึงแนวทางการปรับตัวของผู้ประกอบการในภาคการก่อสร้างที่เกี่ยวข้อง แม้จะยอมรับว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นอาจเป็นเชิงลบแต่หลังจากที่สถานการณ์ในภาพรวมของประเทศเริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติแล้ว ทำให้ในภาคส่วนอื่นๆ เริ่มปรับโหมดเข้าสู่กระบวนการทำงานอย่างเต็มสูบ โดยเฉพาะในภาคธุรกิจที่กลับมาเน้นการทำตลาดและมีผลประกอบการในช่วงไตรมาสแรกของปีอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ก็คาดหวังว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้นของประชาชนจะทำให้มีการนำกลับมาใช้จ่าย และเกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ
 
          ด้วยเหตุนี้จะเห็นว่าในปีนี้ผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยง ซึ่งจากการประเมินแล้วปัจจัยที่มีผลกระทบมากที่สุดต่อธุรกิจก็คือ ราคาน้ำมัน แรงงาน และความกังวลต่อปัญหาน้ำท่วมซ้ำของผู้บริโภค ดังนั้น การเน้นให้ความสำคัญกับการปรับตัวเพื่อสามารถประคองธุรกิจให้ผ่านพ้นไปได้คือหัวใจหลักที่จะทำให้ธุรกิจสามารถยืนหยัดอยู่ในวงการธุรกิจได้อย่างเข้มแข็ง ผู้ประกอบการสามารถเปลี่ยนวิกฤตินี้ให้เป็นโอกาสครั้งสำคัญได้ โดยต้อง “เปลี่ยน” ที่วิธีคิดและ “ปรับ” ที่ระบบการทำงาน และต้อง “ประยุกต์” นำเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วย
 
          โดยเริ่มต้นที่ “เปลี่ยน” วิธีคิด หรือทัศนคติ ซึ่งผู้ประกอบการจะต้องมองผ่านตัวเลขต้นทุนกำไร แต่หันไปโฟกัสที่ “คุณภาพ” ของแรงงาน หากมีการพัฒนาศักยภาพควบคู่กับการปรับค่าแรง อาทิ การจัดอบรมพัฒนาฝีมือแรงงาน การตอบแทนผลงานตามประสิทธิภาพ เป็นต้น
 
          จากนั้นก็ “ปรับ” ระบบการทำงาน และการบริหารงาน ซึ่งก็รวมถึงการจัดคนให้เหมาะสมกับงาน นอกจากจะทำให้การทำงานเป็นไปอย่างมีระเบียบ เป็นขั้นตอนและสามารถบริหารงานได้ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นส่วนการ “ประยุกต์” นั้นจะเห็นว่ามีการนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเสริมแทนแรงงานคน ซึ่งพบว่าปัจจุบันผู้ประกอบการด้านการก่อสร้าง โดยเฉพาะงานก่อสร้างเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยนั้นจะพบว่ามีการนำเอาระบบ พรีแฟบ และวัสดุก่อสร้างสำเร็จรูป มาเสริมงานก่อสร้างระบบดั้งเดิมก่ออิฐ ฉาบปูนมาใช้ค่อนข้างมาก ทั้งงานก่อสร้างโครงการแนวราบและโครงการที่อยู่อาศัยแนวสูง
 
          กล่าวโดยสรุป ประเด็นเรื่องค่าจ้างแรงงาน อาจจะเป็นเพียงจุดเปลี่ยนเล็กๆ ที่จะพลิกโฉมวงการธุรกิจไทยก็เป็นได้ เพราะถ้าหากผู้ประกอบการหันกลับมามองในมุมของผู้ใช้แรงงานสักนิด ก็จะเห็นถึงโอกาสในทางบวกที่มีมากกว่าตัวเลขที่ติดลบจากการคำนวณกำไร-ขาดทุน ซึ่งแม้โดยรวมต้นทุนค่าแรงอาจจะเป็นหนึ่งที่มีผลต่อการดำเนินธุรกิจ แต่ก็เป็นต้นทุนที่ผู้บริหารจะต้องปรับระบบการจัดการมากที่สุด เพราะเป็นต้นทุนมนุษย์เป็นต้นทุนที่ไม่สามารถประเมินกำไรขาดทุนได้ตายตัว
.............................
(หมายเหตุ ก่อสร้างบ้านปรับแผนรับมือขึ้นค่าแรง300บาท : สกู๊ปอสังหาริมทรพย์ โดย... ปรียา เทศนอก)