
คลังชงแพ็กเกจช่วยเอสเอ็มอีอีกระลอก
คลังชงแพ็กเกจช่วยเอสเอ็มอีเข้า ครม.ปลายเดือน เม.ย.นี้ พร้อมประเมินปัญหาของมาตรการที่ออกไปก่อนหน้านี้ หวังดันสัดส่วนเอสเอ็มอีผลิตสินค้ามีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 50% จากปัจจุบันมีเพียง 37%
นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังเตรียมออกแพ็กเกจช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาทตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งจะมีทั้งมาตรการด้านภาษีต่างๆ ความช่วยเหลือด้านสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำจากสถาบันการเงินของรัฐ รวมถึงมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพระยะยาว ส่งเสริมการลงทุน และเสริมความรู้ในด้านการบริหารจัดการเพื่อให้สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงทางการเงินได้ดีขึ้น คาดว่าจะนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาอนุมัติของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ปลายเดือนเมษายนนี้
“นอกจากนั้นสิ้นเดือนเมษายนนี้ กระทรวงการคลังจะประชุมเพื่อติดตามและประเมินผลในภาพรวมของมาตรการทั้งหมดที่ออกไปก่อนหน้านี้ว่ามีความคืบหน้าและประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด หรือจุดไหนมีปัญหาต้องแก้ไขทั้งสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟท์โลน) 3 แสนล้านบาท และกองทุนประกันภัยพิบัติที่เพิ่มเปิดตัวไป”นายอารีพงศ์กล่าว
ทั้งนี้ มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำที่ออกไปแล้วนั้นคงต้องพิจารณาว่ามีจุดอ่อนไหนที่รัฐบาลควรจะเข้าไปเสริมให้เอสเอ็มอีมีความแข็งแกร่งขึ้น เพราะปัจจุบันนี้เอสเอ็มอีไทยที่มีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มด้านการผลิตสินค้าเพียง 37% ของจีดีพี ถือว่าน้อยมาก อีกทั้งเอสเอ็มอีในไทยมีสัดส่วนเพียง 35% เท่านั้น อีก 65% เป็นบริษัทขนาดใหญ่ ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้ว จะมีสัดส่วนใกล้เคียงกันที่ 50% จึงมีเป้าหมายส่งเสริมให้เอสเอ็มอีผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นจาก 35% เป็น 50% เพื่อให้มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโต
“เอสเอ็มอีไทยสัดส่วน 35% หรือกว่า 3 ล้านรายนั้น ดูในเชิงลึกแล้วเป็นเอสเอ็มอีที่เกี่ยวข้องกับภาคการผลิตเพียง 2-3 แสนรายเท่านั้น ขณะที่อีกกว่า 6 แสนรายมีปัญหาแม้การลงทุนไม่มากนัก แต่มีความเสี่ยงสูง มีความรู้ในการบริหารจัดการต่ำ ใช้แรงงานมากเกินไปในการผลิตสินค้าพื้นฐาน ไม่ได้ผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม ดังนั้นเมื่อค่าแรงเพิ่มขึ้น ทำให้การลงทุนต้องสูงตามไปด้วย และยังมีปัญหาไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินในระบบได้ ซึ่งเหล่านี้ถือเป็นจุดอ่อนที่รัฐบาลจะต้องมีมาตรการเข้าไปปิดช่องโหว่เพื่อให้เขาอยู่รอดต่อไปได้” นายอารีพงศ์กล่าวและว่า ข้อเสนอของผู้ประกอบการทั้งนำค่าแรงมาหักลดหย่อนภาษี 1.5 เท่านั้นยังไม่รับปากว่าจะพิจารณาให้ทั้งหมด อาจจะให้เฉพาะเอสเอ็มอีบางส่วน ขณะเดียวกันรัฐบาลจะออกมาตรการเสริมในส่วนที่เห็นว่าจำเป็นจริงๆ เช่น หักค่าเสื่อมจากการนำเข้าเครื่องจักร เพื่อทดแทนแรงงานได้ 100% ในปีแรก การให้ความรู้ในการบริหารจัดการทางบัญชี เป็นต้น



