ข่าว

เจาะสนามยูโร2012(4)

เจาะสนามยูโร2012(4)

16 เม.ย. 2555

เจาะสนามยูโร 2012 (4) : สกู๊ป ฟุตบอลต่างประเทศ : โดย...จิตติ

                      มาถึงตอนสุดท้ายของการเดินทางดูความพร้อมสนามและเมืองที่จะเป็นเจ้าภาพยูโร 2012 ทั้งโปแลนด์และยูเครน ของทีมข่าว "คม ชัด ลึก" ที่ร่วมเดินทางไปกับจีเอ็มเอ็ม สปอร์ต เจ้าของลิขสิทธิ์อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ต่อจากตอนที่แล้วที่เราอยู่ที่โดเนตส์ ซึ่งเป็นสนามที่จัดว่าใหญ่โตและทันสมัยมากที่สุดอีกสนามของการแข่งขันครั้งนี้

                      อย่างที่ว่าไปแล้วว่าสนาม ดอนบาสส์ อารีนา ในเมืองโดเนตส์ เป็นของ ชัคเตอร์ โดเนตส์ ทีมมหาอำนาจอีกทีมของยูเครน ไรนาท อคิเมตอฟ เจ้าของทีมลงทุนสร้างสนามแห่งนี้ด้วยเงิน 320 ล้านยูโร และบริษัทที่ออกแบบก่อสร้างก็เป็นบริษัทเดียวที่สร้างสนามฟุตบอล อารีนา ในเมืองมิวนิค หรือสนามเหย้าของบาเยิร์น มิวนิค นั่นเอง

                      สนามนี้เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 29 สิงหาคมปี 2009 แต่งานแรกไม่ใช่งานลูกหนัง แต่เป็นงานคอนเสิร์ตของบิยอนเซ นักร้องหญิงชื่อก้องโลก ขณะที่เกมจริงๆ นั้นเล่นกันในเดือนตุลาคม ชัคเตอร์ ถล่ม โอโบลอน เคียฟ ไป 4-0

                      ก่อนหน้านี้ ชัคเตอร์ ใช้เวลาเล่นในสนามเก่าที่มีชื่อว่า ชัคเตอร์ สเตเดี้ยม ที่มีความจุ 31,718 ที่นั่งอยู่ 68 ปี ก่อนจะมีการทุบทิ้ง และย้ายไปเล่นที่อาร์ซีเอส โอลิมปิก อยู่ 5 ปี ก่อนที่ ชัคเตอร์ จะเข้าสู่บ้านใหม่ในปี 2009 ซึ่งสนามแห่งนี้จัดว่ามีความพร้อมก่อนยูโร 2012 ถึง 3 ปีด้วยกัน การไปเยี่ยมชมที่นี่จึงต่างจากที่อื่นๆ สักหน่อยตรงที่บริเวณรอบสนามไม่มีการก่อสร้างให้เห็นมากนัก

                      สำหรับเกมที่จะเล่นที่สนามแห่งนี้ถือว่าเป็นเกมใหญ่ทุกนัดของรอบแรก เนื่องจากจะเป็นเกมของกลุ่ม ดี ที่มี ยูเครน หนึ่งในเจ้าภาพอยู่ด้วย แถมยังมีขวัญใจชาวไทยอย่าง อังกฤษ ดังนั้นเกมที่ฝรั่งเศส พบ อังกฤษ, ยูเครน พบ ฝรั่งเศส และอังกฤษ พบ ยูเครน ในรอบแรกนั้นเล่นที่สนามแห่งนี้ถือว่าเหมาะเอามากๆ กับความจุ 5 หมื่นที่นั่งและเข้าถึงได้ด้วยรถเมล์ และรถราง จากนั้นก็จะเป็นเกมรอบ 8 ทีมสุดท้ายของที่ 1 กลุ่ม ซี กับ ที่ 2 กลุ่ม ดี และยังมีเกมรอบรองชนะเลิศอีก 1 นัด

                      ด้านประวัติของเมืองโดเนตส์ ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของยูเครนนั้นเดิมมีชื่อว่ายูซิฟกา ตั้งโดย จอห์น ฮิวจ์ส นักธุรกิจชาวเวลส์เมื่อปี 1869 เป็นเมืองอุตสาหกรรมที่ขึ้นชื่อในเรื่องเหล็กและถ่านหิน จึงเป็นอีกเมืองที่ถูกนาซียึดครองในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

                      แม้ว่าจะไม่ได้เป็นเมืองมรดกโลกเหมือนอย่าง ลาวีฟ แต่ ยูเนสโก ก็ยกย่องให้เป็นเมืองอุตสาหกรรมที่สะอาดที่สุดในโลก

                      จากสนามดอนบาสส์ อารีนา ก็ถึงช่วงเย็นที่ยูฟ่าจะพาเราลัดฟ้าเดินทางต่อไปยังเคียฟ หรือ คีเยฟ เมืองหลวงของยูเครน และเป็นเมืองสุดท้ายของทริปนี้ที่มีสนาม โอลิมปิก เมืองเคียฟ จะเป็นสังเวียนการแข่งขันในนัดชิงชนะเลิศยูโร 2012 ครั้งนี้

                      เคียฟเป็นเมืองที่มีสนามบินอยู่ห่างจากใจกลางเมืองมากที่สุด ต้องเดินทางจากสนามบินนานาชาติบอรีสปิล ถึง 35 กม. แต่หากเดินทางจากสนามบินซูลยานี ที่ใช้กับเที่ยวบินในประเทศก็จะห่างแค่ 8 กม.

                      พวกเราไปถึงเคียฟในช่วงค่ำ แต่เมื่อเดินออกมานอกที่พักประหลาดใจเล็กน้อย เพราะภาพที่เรานึกถึงอดีตเมืองของสหภาพโซเวียตไม่เป็นอย่างที่คิด เคียฟมีความเจริญอย่างมาก บางจุดไม่แตกต่างจากพวกยุโรปตะวันตกเท่าไรนัก ย่านการค้าก็มีถนนที่เต็มไปด้วยร้านค้าคล้ายๆ กับถนน ฌอง เอริเซ ในกรุงปารีส ของฝรั่งเศส จึงไม่แปลกที่เคียฟจะเป็นเมืองที่มีทั้งพื้นที่และประชากรมากที่สุดในยูเครน

                      เดิมทีเคียฟเป็นเมืองค้าขายมาก่อน แต่ก็ผ่านเรื่องราวมามากมาย ครั้งหนึ่งเคยถูกปกครองโดยพวกมองโกล จากนั้นศตวรรษที่ 14 ถูกรวมอยู่กับกลุ่ม โพลิช-ลิทัวเนีย และถูกรวมเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียตในศตวรรษที่ 20 ทำให้กลายเป็นเมืองอุตสาหกรรมไปด้วย อย่างโรงไฟฟ้าเชอร์โนบิล อยู่ห่างจากเคียฟไปทางเหนือ 100 กม.

                      ปัจจุบันเคียฟเป็นทั้งศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศ รวมทั้งยังเป็นเมืองวิทยาศาสตร์, การศึกษา รวมทั้งเป็นเมืองหลวงแห่งอุตสาหกรรมอีกด้วย

                      สำหรับสนามโอลิมปิก เมืองเคียฟที่จะใช้ในนัดชิงชนะเลิศนั้น พวกเราได้เยี่ยมชมในช่วงเช้า โดยจะใช้แข่งขันทั้งหมด 5 นัด เป็นรอบแรก 3 นัดของกลุ่ม ดี มี ยูเครน, อังกฤษ, ฝรั่งเศส และสวีเดน ที่ต้องเล่นที่นี่ทุกทีม จากนั้นก็จะเป็นเกมรอบ 8 ทีมสุดท้ายของที่ 1 กลุ่ม ดี กับที่ 2 กลุ่ม ซี และข้ามไปนัดชิงชนะเลิศในวันที่ 1 กรกฎาคม

                      ความเป็นมาของสนามแห่งนี้ถือว่าอยู่กลางเมืองอย่างแท้จริง และสร้างมาตั้งแต่ปี 1923 ก่อนจะมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงมาเรื่อยจากชื่อที่ว่า เรด สเตเดี้ยม มาเป็นรีพับลิกัน สเตเดี้ยม, เซ็นทรัล สเตเดี้ยม ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นโอลิมปิก สเตเดี้ยม ในปี 1996 ซึ่งการที่ได้ชื่อว่าโอลิมปิกมาก็เพราะเคยใช้ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่มอสโก ด้วยการจัดฟุตบอลไป 7 นัด

                      สนามแห่งนี้มี ดินาโม เคียฟ สโมสรที่ใหญ่ที่สุดของยูเครนเป็นเจ้าถิ่น แต่ในช่วงที่มีการปรับปรุง ดินาโม ต้องขยับไปเล่นที่สนามวาเลรี โลบานอฟสกี ซึ่งเป็นสนามเดิมของตัวเอง

                      การเปิดใช้โอลิมปิก สเตเดี้ยม หลังการปรับปรุงนั้นเพิ่งเปิดในเดือนตุลาคมปี 2001 โดยจริงๆ แล้วจุผู้ชมได้ 70,000 ที่นั่ง แต่ความจุที่ใช้ในยูโร 2012 ครั้งนี้ใช้เพียงแค่ 60,000 ที่นั่ง การเข้าถึงสนามแห่งนี้หากอยู่ในเมืองอาจจะเข้าถึงได้ด้วยการเดิน แต่หากจะเดินทางมาจากรอบๆ เมืองก็มีทางเลือกทั้งรถไฟฟ้าใต้ดิน รถเมล์ และรถราง

                      หลังจากชมสนามและยูฟ่าเลี้ยงอาหารกลางวันเป็นมื้อสุดท้ายก่อนแยกย้าย พวกเรามีโปรแกรมขึ้นเครื่องตอนบ่ายเพื่อไปมิวนิคก่อนจะกลับกรุงเทพฯ โดย "ตั้ม จีเอ็มเอ็ม" กอบเกียรติ แสงวนิชย์ กรรมการผู้จัดการธุรกิจกีฬาและพัฒนาธุรกิจ ทิ้งท้ายถึงมุมมองของแกรมมี่ สปอร์ต ว่าที่ทำกล่อง 1-sky หรือว่า ขึ้นมาก็เพราะอยากให้คนไทยได้ดูกีฬาดีๆ ในแบบที่ไม่แพง ตามความคิดที่ว่า "ใครๆ ก็ดูได้"

                      แน่นอนว่าลิขสิทธิ์กีฬาสมัยนี้ล้วนแต่ราคาแพงทั้งนั้น แต่แกรมมี่ขอเสนอตัวในชมได้ในราคาถูก นอกจากยูโร 2012 ที่ให้ชมกันแบบฟรีๆ แล้ว ในอนาคตจะมีทั้งฟุตบอลบุนเดสลีกา, พรีเมียร์ลีกอังกฤษ หรือแม้กระทั่งอเมริกันฟุตบอลเอ็นเอฟแอล ก็มีใช้ชมกันเต็มที่ และหวังว่าจะเข้ามาช่วยพัฒนาวงการกีฬาไทยให้ขายได้ในระดับโลก รวมทั้งจะทำให้ประเทศไทยดีขึ้น หากชาวไทยมีน้ำใจนักกีฬากันมากขึ้น สุดท้ายทีมข่าวกีฬา "คม ชัด ลึก" ต้องขอบคุณแกรมมี่ สปอร์ต ที่พาร่วมทางสำรวจสนามยุโร 2012 ด้วยเช่นกัน

--------------------------

(หมายเหตุ : เจาะสนามยูโร 2012 (4) : สกู๊ป ฟุตบอลต่างประเทศ : โดย...จิตติ)