ข่าว

เมื่อไม่ยอมปรองดองก็ไม่ต้องปรองดอง

เมื่อไม่ยอมปรองดองก็ไม่ต้องปรองดอง

16 เม.ย. 2555

เมื่อไม่ยอมปรองดอง ก็ไม่ต้องปรองดอง : คอลัมน์มองมุมยุทธศาสตร์ : เรือรบ เมืองมั่น Facebook: ruarob.muangman

          ไม่เห็นมีฝ่ายที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความไม่สงบที่เกิดขึ้นในไทยรอบหกเจ็ดปีมานี้อยากปรองดองกันจริงสักคน จะเป็นด้วยความอาฆาต ความหน้ามืด ความยุติธรรม หรืออะไรก็แล้วแต่ ทุกคนจะสัมผัสได้ว่าความต้องการปรองดองในจิตของแต่ละฝ่ายนั้นไม่มีจริง ดังนั้นจะเดินหน้าออกกฎหมายแบบใดไปก็ช่าง ก็จะไม่มีทางปรองดองกัน ทางออกก็ง่ายๆ อยากทำอะไรก็ทำไป ประเทศชาติก็เดินต่อไปได้ สถานการณ์จะบีบให้ฝ่ายเป็นรองต้องยอมจามเสียงส่วนใหญ่ของสังคมไปเอง

          ฝ่ายเบื้องหลังที่กุมอำนาจใหญ่ของสองค่าย ถึงใจหนึ่งจะอยากพักรบเพราะป่นปี้ไปเยอะแล้วทั้งชื่อเสียงเงินทอง  แต่ก็ไม่อยากปรองดองจริงก็เพราะอ่านขาดว่ายอมให้อีกฝ่ายได้คืบก็จะเสียเปรียบและจะเป็นรองยาวไปอีกนาน ฝ่ายเสื้อแดงมีบาดแผลคนตายเจ็บจำนวนมาก ก็จะไม่มีวันพอใจหากไม่มีฆาตกรสักคนโดนลงโทษ ทำให้พรรคเพื่อไทยไม่กล้าที่จะผลักดันแนวทางแบบเจ๊ากันให้หมด ฝ่ายหลากสี ซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ของฝ่ายตรงข้ามขั้วเสื้อแดงก็จะไม่ยอมหยุด หากทักษิณรอดคดีและได้รับการชดใช้ พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นตัวแทนคนกลุ่มนี้ก็ต้องดำรงแนวทางนี้ไปจนถึงที่สุด สำหรับเหล่าพันธมิตรที่เสียงเบาลงทุกทีนั้นก็ยังหนักแน่นเรื่องไม่ปรองดอง การปรองดองที่รัฐบาลกำลังจะเดินต่อนั้นจึงเป็นเป็นจริงไปได้ไม่ได้ในทางปฏิบัติ นิรโทษหรือคืนทรัพย์ก็ไม่หยุดยั้งความเกลียดชัง อยากให้อีกฝ่ายพินาศได้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเมื่อเดินหน้าแล้วประเทศไทยจะพังอีกรอบสักหน่อย

          พระปกเกล้านั้นเปิดทางเลือกไว้สำหรับการกัดไม่ปล่อยฝ่ายที่สร้างความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอยู่แล้ว ดังนั้นจึงวางใจได้ว่าผู้ที่เกี่ยวข้องในระดับสั่งการทั้งแกนนำเสื้อแดงและ ศอฉ.คงต้องขึ้นโรงขึ้นศาลกันอีกนาน การยกเลิกทั้ง คตส.และกลไกอื่นที่ไม่เป็นกลางจริง ถึงจะเกิดแรงกณะเพื่อมอย่างแรงจากฝ่ายที่อยากให้หน่วยงานเหล่านี้เป็นกลไกสกัดกั้นการก้าวเดินของรัฐบาล แต่ในทางเป็นจริงพวกเขาก็ไม่ต้องวิตกไป เนื่องจากยังมีกลไกถูกกฎหมายจำนวนมากที่พร้อมเล่นงานรัฐบาลอยู่แล้ว ก็เห็นๆ กันอยู่ แต่ที่พวกเขาอาจวิตกก็คือการเข้าร่วมของมวลชนที่จะก่อให้เกิดการประท้วงอย่างรุนแรงแบบปี 2551 นั้น จนถึงบัดนี้ยังจุดไม่ติด ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ต่อให้ไม่ปรองดองกันก็ทำอะไรไม่ได้  ยิ่งจะหวังให้เกิดรัฐประหารแล้วยิ่งยาก คนใจกล้าแบบ พล.อ.สนธินั้น สิบปีไม่รู้จะมีสักคนหรือเปล่า ยิ่งมีหลายฝ่าย โดยเฉพาะประชาคมโลก พร้อมต้านเหตุเผด็จการแบบนี้แล้ว แทบปิดโอกาสไปเลย

          ถึงแม้นักการเมืองจะยอมไม่ปรองดอง แต่ประชาชนต่างสีก็ต้องทำกิจกรรมร่วมกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ถ้าเศรษฐกิจ  สังคม การศึกษาและอื่นๆ ดีขึ้นๆ พวกเขาก็จะสนใจการทำงานเพื่อครอบครัวและสังคมเป็นหลัก ปล่อยความเกลียดอีกฝ่ายให้อยู่แต่ในโลกสมมุติไซเบอร์ เรื่องนี้ต้องดูฝีมือบริหารประเทศของรัฐบาลว่าจะสร้างความรุ่งเรืองให้ประเทศโดยรวมได้ไหม ถ้าได้ปัญหาก็จะยิ่งถูกผลักถอยห่าง     

 

....................

(หมายเหตุ : เมื่อไม่ยอมปรองดอง ก็ไม่ต้องปรองดอง : คอลัมน์มองมุมยุทธศาสตร์ : เรือรบ เมืองมั่น Facebook: ruarob.muangman)