ข่าว

ทม.กะทู้ปรับโครงสร้างพื้นฐานรับอสังหาฯผุดอื้อ-ขยะล้น60ตัน/วัน

ทม.กะทู้ปรับโครงสร้างพื้นฐานรับอสังหาฯผุดอื้อ-ขยะล้น60ตัน/วัน

16 เม.ย. 2555

ทม.กะทู้ เตรียมปรับโครงสร้างพื้นฐานให้พร้อมบริการสาธารณะ รองรับอสังหาริมทรัพย์ที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ช่วง 1-2 ปี มีขออนุญาตกว่า 2 พันยูนิต ขณะที่ขยะก็เพิ่มขึ้นเป็น 60 ตันต่อวัน

           นายชัยอนันท์ สุทธิกุล นายกเทศมนตรีเมืองกะทู้ จ.ภูเก็ต กล่าวว่า ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาพื้นที่เทศบาลเมืองกะทู้ได้รับความสนใจจากนักลงทุนท้องถิ่นและนายทุนส่วนกลางเข้ามาลงทุนอสังหาริมทรัพย์จำนวนมาก มีการขออนุญาตก่อสร้างบ้านจัดสรรประมาณ 1,000 ยูนิต คอนโดมีเนียมประมาณ 1,500 ยูนิต ซึ่งมีทั้งที่ก่อสร้างเสร็จแล้วและอยู่ระหว่างดำเนินการ และมีแนวโน้มการลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เทศบาลต้องวางแผนการรับมือกับการเติบโตดังกล่าว เนื่องจากจำนวนประชากรตามทะเบียนราษฎรมีประมาณ 20,000 คน แต่ประชากรที่อาศัยอยู่จริงมีมากกว่า 2 เท่าตัว ดังนั้นการบริการสาธารณะต้องเพิ่มตามไปด้วย
 
          “โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่ต้องดำเนินการ เช่น การจราจรได้ทำโครงการของบประมาณการปรับปรุงถนนสายหลัก โครงการจัดทำระบบบำบัดน้ำเสีย ซึ่งปัจจุบันสามารถรับน้ำเสียได้ประมาณ 6,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน แต่รับอยู่เพียง 50% และจัดทำเทศบัญญัติจัดเก็บค่าใช้บริการระบบบำบัดน้ำเสีย ซึ่งเริ่มกับโครงการจัดสรรต่างๆ โดยกำหนดในเงื่อนไขการอนุญาตก่อสร้างที่จะต้องมีการเชื่อมต่อระบบน้ำเสียโครงการกับเทศบาล การพัฒนาและปรับปรุงคูคลองลำรางสาธารณะป้องกันน้ำท่วมช่วงน้ำหลากและรองรับน้ำเพื่อส่งให้การประปาส่วนภูมิภาคในการนำไปผลิตน้ำประปาแจกจ่ายให้คนพื้นที่ รวมถึงขยายไฟฟ้าให้เพียงพอความต้องการ” นายชัยอนันต์ กล่าว
 
          นายชัยอนันท์ กล่าวอีกว่า ปัญหาหนักที่เทศบาลประสบมากขณะนี้ คือ ปัญหาขยะ ซึ่งมีปริมาณสูงถึง 60 ตันต่อวัน ส่วนหนึ่งจะส่งเข้าโรงเตาเผาขยะ และอีกส่วนหนึ่งที่ไม่สามารถนำเข้าสู่เตาเผาและไม่ใช่ขยะที่เป็นพิษก็จะนำไปทิ้งที่บ่อพักเพื่อใช้ปรับพื้นที่ นอกจากนี้ยังขอความร่วมมือชุมชนในพื้นที่ทั้ง 19 ชุมชน ในการจัดการขยะชุม ชนก่อนที่เทศบาลจะเข้าไปจัดเก็บ โดยสนับสนุนงบประมาณชุมชนละประมาณ 20,000 บาทในการดำเนินการ
 
          ปัจจุบันกะทู้มีคนต่างพื้นที่เข้ามาอาศัยจำนวนมากแต่ด้วยความที่เป็นชุมชนเก่าแก่ ตนมั่นใจว่าจะรักษาความเป็นกะทู้ไว้ได้ ซึ่งจากการลงพื้นที่สัมผัสคนแต่ละชุมชนพบคนที่มาจากต่างถิ่นพยายามปรับตัวให้เข้ากับคนพื้นที่มากขึ้น และกลุ่มคนดังกล่าวยังเป็นกระบอกเสียงสำคัญในการประชาสัมพันธ์ เชิญชวนญาติพี่น้องให้เข้ามาท่องเที่ยวและรู้จักวัฒนธรรมของท้องถิ่น ผู้บริหารเองก็มีนโยบายชัดเจนในการดูแลอนุรักษ์ไว้ซึ่งวัฒนธรรมท้องถิ่น ทั้งจัดให้มีสวนสาธารณะและสถานที่ออกกำลังกายให้เพียงพอ โดยจะไม่อนุญาตให้มีโรงงานอุตสาหกรรมใหญ่เกิดขึ้นในพื้นที่ ภายใต้วิสัยทัศน์การพัฒนาที่ว่าเมืองน่าอยู่ เคียงคู่พัฒนา