
วันเว้นวัน:ทัวร์ไหว้พระ
ทัวร์ไหว้พระ : คอลัมน์วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ กับ ประภัสสร เสวิกุล
การไปไหว้พระของคนไทยทุกวันนี้ กลายเป็นการท่องเที่ยวอย่างหนึ่งไปแล้วครับ มีการจัดทัวร์ไหว้พระ 9 วัด 10 วัด ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เช่นพระนครศรีอยุธยา เป็นต้น เพื่อเสริมบารมี โดยเน้นวัดที่มีพระประธานเป็นที่เคารพนับถือของคนทั่วไป หรือวัดที่มีชื่อเป็นมงคล ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นวัดที่ดังๆ นั่นแหละครับ
การไหว้พระหลายๆ วัด ภายในวันเดียว มาพร้อมกับชีวิตสมัยใหม่ของคนในเมืองใหญ่ ที่ไม่มีเวลาจะตื่นมาทำบุญใส่บาตร หรือเข้าวัดเข้าวาเพื่อทำบุญฟังเทศน์ในวันสำคัญทางศาสนา และมาพร้อมกับกระแสแก้กรรมเสริมบารมี ก็เลยเกิดกิจกรรมสำเร็จรูป ด้วยการตระเวนไหว้พระทีเดียวมากวัด ในเทศกาลปีใหม่และสงกรานต์ เพื่อคุ้มครองป้องกันภัยและบังเกิดโชคลาภไปทั้งปี คล้ายๆ กับการทำประกันชีวิต หรือ พ.ร.บ.รถยนต์ ทำนองนั้น
ผมคิดว่าคนที่ไปทัวร์วัดแบบนี้ คงไม่ได้พบเห็นอะไรหรอกครับ ไม่ว่าจะเป็นธรรมะของพระพุทธองค์ ความงามของพุทธศิลป์ หรือคุณค่าทางสถาปัตยกรรมของวัดวาอาราม แต่คงได้แต่ลุกลี้ลุกลน จุดธูปไหว้พระ เพื่อขอโน่นขอนี่ แล้วก็รีบๆ ล่กๆ เดินทางไปวัดอื่นต่อ ซึ่งตามจริงแล้ว ไม่ว่าวัดไหน ก็ต้องประกอบด้วยองค์ 3 คือ พระพุทธรูปซึ่งเป็นรูปเคารพแทนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า และพระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า ถ้าต้องการพบพระพุทธศาสนาก็ไปทำบุญไหว้พระที่วัดหนึ่งวัดใดก็ได้ครับ เพราะสิ่งสำคัญที่สุดอยู่ที่ตัวของผู้ที่ไปวัด ไม่ใช่อยู่ที่วัด
ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ไม่ได้สอนให้งมงายอยู่กับความเชื่อที่ปราศจากเหตุผลหรือล่องลอยอยู่เหนือพื้นฐานของความเป็นจริง หากแต่เป็นศาสนาที่สอนให้คนมีสติ และใช้ปัญญาในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ต้องลงมือปฏิบัติเอง มิใช่การวิงวอนขอจากเทพเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือหวังให้ใครมาช่วยอะไรเรา การเข้าวัดก็เพื่อไปศึกษาธรรมะของพระพุทธเจ้า และทำดวงตาของตัวเราให้เห็นธรรม และเพื่อทำจิตใจของตัวเราเองให้บริสุทธิ์ รวมทั้งเพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ถ้าเรายังไม่เข้าใจในวัตถุประสงค์อันแท้จริงของการไปวัด โดยนึกแต่เพียงว่าจะไปเพื่อแก้กรรม เพื่อสะเดาะเคราะห์ เพื่อบนบานศาลกล่าว หรือเพื่อเพิ่มบารมี วัดไหนๆ ก็คงไม่สามารถช่วยได้หรอกครับ
พุทธศาสนาเองไม่ได้พูดถึงเรื่องการแก้กรรม หากแต่แสดงให้เห็นถึงกฎแห่งกรรม คือผลของการกระทำ ใครทำดีก็ย่อมได้รับผลดี ใครทำชั่วก็ได้รับผลชั่ว ซึ่งทั้งหมดนั้นเกิดจากการกระทำของตนเองโดยแท้ และไม่ว่าจะเป็นการกระทำดีหรือไม่ดีอย่างไร สิ่งต่างๆ เหล่านั้นก็จะติดตามตัวคนที่ทำตลอดไป และจะแสดงผลให้เห็น ส่วนจะช้าหรือเร็วนั้นก็ด้วยเงื่อนไขที่ต่างกัน แต่ที่แน่ๆ คือ ไม่อาจลบล้างสิ่งที่ตัวเองเคยทำไปแล้วได้ ไม่ว่าจะเป็นการเร่งทำกรรมดีให้มากขึ้น โดยหวังว่ากรรมดีที่ทำมากขึ้นจะไปช่วยลบกรรมชั่วที่เคยทำ ทั้งนี้เพราะแยกพิจารณาความดีและความชั่วที่ทำเป็นรายกระทงไป ดังนั้น พุทธศาสนิกชนจึงต้องตั้งมั่นอยู่ในการประกอบกรรมดี ละเว้นจากการทำกรรมชั่วทั้งปวง
คนเราที่เกิดมาจนเติบใหญ่ ล้วนแต่สร้างกรรมดีกรรมชั่ว มากบางน้อยบ้างคละเคล้ากันไป คงไม่มีใครที่ดีบริสุทธิ์ผุดผ่อง หรือใครที่ชั่วเต็มร้อย แต่คนเคยทำกรรมชั่วแล้วสำนึกได้ เปลี่ยนใจมากระทำกรรมดีนั้น ถึงอย่างไรก็ยังได้รับเสียงสรรเสริญจากชาวโลก และย่อมไม่มีคำว่าสายเกินไปสำหรับผู้ที่คิดจะประกอบกรรมดี
เมื่อเข้าใจในประเด็นนี้แล้ว ก็ไม่ต้องไปทัวร์ไหว้พระวัดดังๆ ไม่ว่าจะในเมืองไทยหรือประเทศเพื่อนบ้านหรอกครับ แต่ไปไหว้ที่วัดไหนก็ได้ครับ ที่คุณสะดวกกายและสะดวกใจ ยิ่งวัดที่ไม่ค่อยมีใครไปก็ยิ่งดี เพราะจะทำให้เรามีเวลาอยู่กับตัวเองอย่างเงียบๆ เพื่อพิจารณาธรรมะ พิจารณาโลก พิจารณาชีวิต และพิจารณาความเป็นไปต่างๆ ด้วยจิตใจที่สงบ และความสงบย่อมนำไปสู่สมาธิ และสติปัญญา ผมเชื่อว่า ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้น คนที่สามารถแก้ไขปัญหาได้ดีที่สุดก็คือตัวของผู้เป็นเจ้าของปัญหาเอง การที่เรารู้สึกว่าปัญหาเป็นเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจ ก็เพราะเรายังไม่ได้ทำให้เนื้อและใจของเราเย็นลงเสียก่อน และเมื่อไรที่เนื้อและใจเย็นแล้ว จะอยู่เมืองไทยหรือไม่ได้อยู่เมืองไทยก็ไม่ทุกข์ไม่ร้อน ไม่ต้องดิ้นรนขวนขวายอะไรให้วุ่นวายหรอกครับ
เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้
................
(หมายเหตุ : ทัวร์ไหว้พระ : คอลัมน์วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ กับ ประภัสสร เสวิกุล)



