ข่าว

ไทยเดินไม่คล่อง เพราะ'ขาที่สาม'?

ไทยเดินไม่คล่อง เพราะ'ขาที่สาม'?

16 เม.ย. 2555

ไทยเดินไม่คล่อง เพราะ'ขาที่สาม'? : ชาวบ้านร้านตลาด โดย... ภาณุมาศ ทักษณา

           เมื่อวันจันทร์ต้นเดือนเมษายน ผมเขียนถึง “ปีมหัศจรรย์เมืองไทย 2555” ที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) พยายามรณรงค์ให้คนไทยได้เห็นว่า ในประเทศไทยมีหลายสิ่งหลายอย่างที่คนไทยหรือชาวต่างชาติยังไม่รู้ เพื่อกระตุ้นให้คนไทยเที่ยวไทยมากๆ จากนั้นก็บินไปเวียดนามตามคำเชิญ พล.อ.ศิริ ทิวะพันธุ์ ประธานสถาบันพัฒนาสี่แยกอินโดจีน จังหวัดพิษณุโลก ที่ไปพูดคุยให้นักธุรกิจท่องเที่ยวในเวียดนามได้รับทราบว่า จุดกึ่งกลางที่สามารถเชื่อมประเทศในอินโดจีน ไม่ว่าจะเป็น ไทย ลาว พม่า เวียดนาม หรือ มาเลเซียนั้น อยู่ที่ จ.พิษณุโลก ของไทย หากนักธุรกิจท่องเที่ยวเวียดนามกำหนดในแผนว่าจะพานักท่องเที่ยวชาวเวียดนามไปเที่ยวประเทศไหนในอินโดจีน ก็ขอให้มาตั้งหลักกันที่พิษณุโลกก่อน
 
          ซึ่งสอดคล้องกับเรื่องที่ คุณถวิล สว่างวรรณ์ หรือคุณฮอง วินห์ ไกด์ที่เป็นคนไทย 1 ใน 3 ของชีวิตบอกว่า หลังจากชาวเวียดนามที่พอมีฐานะเที่ยวเมืองต่างๆ ในประเทศครบถ้วนแล้ว ประเทศแรกที่ชาวเวียดนามทุกคนอยากไปเที่ยวคือ ประเทศไทย ก่อนจะไปประเทศอื่น แต่ให้ตายเหอะโรบิ้น ! นึกไม่ถึงจริงๆ ว่า ขณะที่อะไรต่อมิอะไรทำท่าว่าจะไปได้สวย ก็มีมารผจญที่ อ.หาดใหญ่ เสียนี่
 
          แต่ต้องนับว่าโชคดี ที่สองผู้ดูแลงานท่องเที่ยวทั้งด้านนโยบาย คือ คุณชุมพล ศิลปอาชา รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และด้านปฏิบัติการ คือ คุณสุรพล เศวตเศรนี ผู้ว่าการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่เคยมีประสบการณ์จากแก้ปัญหาเหตุร้ายทางการเมืองมาก่อน ทำงานเข้าขากันดี ทั้งสองท่านจึงลงพื้นที่อย่างรวดเร็ว เพื่อร่วมกันหาทางพลิกฟื้นความเชื่อมั่นให้หาดใหญ่กลับมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวของชาวต่างชาติทันที
 
          วันแรกรัฐมนตรีชุมพลประกาศให้ชาวหาดใหญ่มั่นใจว่า รัฐบาลจะไม่ทอดทิ้ง และพร้อมให้ความช่วยเหลือทุกอย่าง วันที่สอง ผู้ว่าการ ททท. คุณสุรพล เชิญหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนจากส่วนกลางลงไปหารือกับ คุณกฤษฎา บุญราช ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา และนักธุรกิจในหาดใหญ่ ว่าต้องการให้ภาครัฐช่วยเหลือเรื่องใดบ้าง ผมจะไม่ลงในรายละเอียดนะครับ เพราะเป็นข่าวไปหมดแล้ว แต่ในฐานะที่ได้รับเชิญให้ไปร่วมสังเกตการณ์ในครั้งนี้ ขอเรียนว่า สิ่งที่เห็นเป็นภาพที่ประทับใจอย่างยิ่งครับ
 
          นอกจากผู้ว่าราชการจังหวัด กับผู้ว่าการ ททท.ที่ทุกคนรู้จักแล้ว นอกนั้นไม่เคยรู้จักมักจี่กันมาก่อน แต่ทุกคนพูดคุยกันอย่างสนิทสนม ถ้อยทีถ้อยอาศัยเหมือนญาติสนิทมิตรสหาย นักธุรกิจจากส่วนกลางที่มีประสบการณ์ระดับชาติก็ให้คำแนะนำดีๆ แก่นักธุรกิจในท้องถิ่นอย่างจริงใจ โดยมีผู้ว่าฯ 2 ท่านเป็นผู้รับข้อเสนอต่างๆ ไปมอบให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องต่อไป
 
          นี่คือภาพที่ผมอยากเห็นมานานแล้วครับ หากคนไทยได้หันหน้าเข้าหากัน พูดคุยกัน ประเทศไทยเดินจนกลายเป็นวิ่งได้ไวกว่าคนอื่นแน่ แต่ทุกวันนี้ที่เรายังก้าวขาไปยาวๆ ไม่ได้ น่าจะมาจาก “ขาที่สาม” เข้ามาขัดจนหกล้ม เท่านั้นไม่พอ “ขาที่สาม” ยังกระทืบซ้ำอีกด้วย อีก 3 ปีอาเซียนจะไร้พรมแดน ผมอยากเห็นนักธุรกิจทุกสาขาหันมาร่วมวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจเท่าที่อยากทำ แล้วเสนอไปยังส่วนราชการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ส่วนนักการเมืองที่กำลังเถียงกันคอเป็นเอ็นเพื่อเอาชนะกัน ก็น่าจะเพลาๆ ลงบ้างนะครับ หากต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที ไม่ใช่ตีรวนกันอย่างนี้ เพื่อนบ้านตามเราไม่ทันหรอกครับ
 
          เมื่อไม่นานมานี้ คุณบัณฑูร ล่ำซำ ซีอีโอแบงก์กสิกรไทย ออกมาปรารภว่า การเมืองนี่แหละคือตัวถ่วงความเจริญของเศรษฐกิจ แสดงว่า นักธุรกิจระดับบิ๊กอีกท่านหนึ่ง เริ่มอึดอัดกับการทำงานของนักการเมืองเพิ่มขึ้น หลังจากหลายท่านเคยบ่นออกมาแล้ว  อย่าให้ชาวบ้านร้านตลาดมองนักการเมืองเป็น “ขาที่สาม” เลยนะครับ?
.............................
(หมายเหตุ ไทยเดินไม่คล่อง เพราะ'ขาที่สาม'? : ชาวบ้านร้านตลาด โดย... ภาณุมาศ ทักษณา)