ข่าว

หวั่นวิกฤติ'ภัยแล้ง'กระทบภาคเกษตร

หวั่นวิกฤติ'ภัยแล้ง'กระทบภาคเกษตร

16 เม.ย. 2555

หวั่นวิกฤติ'ภัยแล้ง'กระทบภาคเกษตรหลังพื้นที่อีสานได้รับผลกระทบรุนแรง

          ด้วยสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนในช่วงนี้ทำให้หลายพื้นที่เริ่มประสบปัญหาภัยแล้ง โดยเฉพาะภาคอีสานหลายจังหวัดเริ่มขาดน้ำทำการเกษตร แตงโมของชาวบ้านใน อ.พิมาย จ.นครราชสีมา รากแห้งตาย ทหารต้องเร่งระดมน้ำเข้าช่วยเหลือ ขณะที่ชาวบ้านใน จ.ศรีสะเกษต้องลงทุนจ้างคนมาเจาะบ่อบาดาลเพื่อหาน้ำใช้เอง นักวิชาการชี้เหตุการเมืองทำให้เรื่องแล้งแก้ไม่ได้ 
          
          สภาพอากาศที่ร้อนจัดในช่วงนี้ส่งผลให้พืชผลทางการเกษตรของเกษตรกรในพื้นที่ จ.นครราชสีมา ได้รับผลกระทบหลายพื้นที่ โดยเฉพาะไร่แตงโมของเกษตรกรในบ้านพิทักษ์พัฒนา ต.นิคม อ.พิมาย จ.นครราชสีมา ที่มีอยู่เกือบ 100 ไร่ กำลังทยอยแห้งตาย เนื่องจากไม่มีน้ำหล่อเลี้ยงลำต้น สภาพอากาศที่ร้อนจัดส่งผลให้รากของต้นแตงโมเหี่ยวเฉา ผลผลิตลูกแตงฝ่อเหี่ยวไม่สามารถนำไปจำหน่ายได้ราคา ทำให้เกษตรกรขาดทุนย่อยยับ
  
          ธเนตร ผลกลาง เกษตรกรผู้ปลูกแตงโม บอกว่าปลูกแตงโม 7 ไร่ กู้เงินกองทุนหมู่บ้านมาลงทุน 1.5 หมื่นบาท แต่ต้องมาขาดทุน เพราะแตงโมเหี่ยวทั้งต้น รากแห้งเหี่ยวตายหมด เพราะสภาพอากาศที่ร้อนและแล้งจัดกว่าทุกๆ ปี ขณะที่ความช่วยเหลือนั้น พล.ต.วิบูลย์ศักดิ์ กลั่นเสนาะ รองแม่ทัพภาคที่ 2 ได้ให้รถบรรทุกน้ำ 14 คัน และกำลังพลสังกัดกองทัพภาคที่ 2 จำนวน 56 นาย ไปให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยแล้งในพื้นที่ จ.นครราชสีมา และจ.ชัยภูมิ ตามโครงการราษฎร์ รัฐ ร่วมใจ ช่วยภัยแล้ง ซึ่งเป็นการดำเนินการร่วมกันระหว่าง 4 หน่วยงาน ได้แก่ กองทัพบก  กรมทรัพยากรน้ำบาดาล การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 
 
          พล.ต.วิบูลย์ศักดิ์เปิดเผยว่า ภาคอีสานมีการประกาศภัยแล้งแล้ว 12 จังหวัด โดยเฉพาะในพื้นที่ จ.ชัยภูมิ ร้อยเอ็ด บุรีรัมย์ และสกลนคร ยังคงมีแนวโน้มที่จะขยายวงกว้างขึ้นอีกอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงเดือนเมษายนของทุกปีสถานการณ์จะรุนแรงอย่างที่สุด กองทัพภาคที่ 2 ได้จัดส่งรถบรรทุกน้ำออกไปแจกจ่ายให้พื้นที่ประสบภัยแล้งใน 3 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ บุรีรัมย์ ขอนแก่น และยโสธร รวมน้ำที่นำไปแจกจ่ายจำนวน 642,000 ลิตร
  
          ส่วนที่ จ.ศรีสะเกษ ประทีป กิจรติเรขา ผู้ว่าฯ ศรีสะเกษ ได้ประกาศภัยแล้งไปแล้ว 6 อำเภอ จาก 22 อำเภอ เกษตรกรบางรายต้องจ้างผู้รับเหมามาเจาะน้ำบาดาลเพื่อสูบน้ำจากใต้ดินขึ้นมาใช้ในไร่นา และปศุสัตว์   ทองพูน ดวงศรี เกษตรกรบ้านหนองเทา หมู่ 3 ต.ศรีแก้ว อ.ศรีรัตนะ จ.ศรีสะเกษ บอกว่า ปีนี้นาแล้งมาก จึงได้ว่าจ้างผู้รับเหมา 1.5 หมื่นบาท ให้มาขุดเจาะบ่อบาดาลเอาน้ำขึ้นมารดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่จะปลูกก่อนถึงฤดูทำนาในปีนี้ เพื่อสร้างรายได้ให้แก่ครอบครัว เพราะไม่อยากจากบ้านไปทำงานรับจ้างในเมืองใหญ่
 
          ด้านความเห็นของนักวิชาการต่อกรณีภัยแล้ง ซึ่งเกิดขึ้นซ้ำซากมานาน ดร.จงกล พิมพ์วาปี ประธานภาคีประชาชนลุ่มน้ำโขง ชี มูล มองว่าหลังจากที่ประเทศไทยประสบปัญหาอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปี 2554 ที่ผ่านมา  ทำให้คณะกรรมการประชาชนลุ่มน้ำโขง ชี มูล จับตาเรื่องความคืบหน้าในการจัดการน้ำของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด เพราะหน่วยงานใหม่ที่ให้มากำกับดูแลเรื่องการจัดการน้ำ ทั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ หรือ กยอ. และคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ หรือ กยน. ที่รัฐบาลได้ตั้งขึ้นยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องแผนการจัดการน้ำ มาตรการ กรอบแนวทางการทำงาน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสานที่ยังไม่เห็นรูปธรรมที่ชัดเจน
 
          “ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา อีสานจัดทำแผนการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการหลายโครงการ ทั้งโครงการประปาระบบท่อ โครงการศึกษาพื้นที่วิกฤติ 19 ลุ่มน้ำ และโครงการผันน้ำด้วยแรงโน้มถ่วง ทั้งหมดนี้มีเพียงการศึกษาเท่านั้น แต่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ล่าสุดกรมชลประทาน กำลังศึกษาพื้นที่การจัดการน้ำตลอดแนวโขง ชี มูล โดยใช้แรงโน้มถ่วง  ดึงน้ำเข้ามาจากบริเวณปากแม่น้ำเลย วางท่อผันน้ำ โดยใช้งบประมาณกว่า 200 ล้านบาท ซึ่งโครงการนี้ต้องศึกษาหลายด้าน ทำให้กลัวว่าจะสูญงบประมาณศึกษาอีกครั้ง ต้องจับตาการใช้งบประมาณของหน่วยงานภาครัฐว่าเหมาะสมหรือไม่” ดร.จงกลกล่าว
 
          ประธานภาคีประชาชนลุ่มน้ำโขง ชี มูล ย้ำด้วยว่าการจัดการน้ำอีสานยังไม่มีแผน และกรอบทิศทางนโยบายการจัดการที่ชัดเจน ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทำอย่างเร่งด่วน รวมถึงการนำกระทรวง ทบวง กรม ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องน้ำมารวมเป็นกระทรวงน้ำเพียงกระทรวงเดียว เพื่อการบริหารจัดการจะได้ไม่กระจัดกระจาย ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ 
 
          นอกจากนี้ที่ผ่านมาเรามีบทเรียนเรื่องการบริหารจัดการน้ำแบบลุ่มน้ำว่าใช้ได้ผลจริง ชาวบ้านรวมกลุ่มกันดูแลบริหารจัดการทั้งพื้นที่ต้นน้ำ  กลางน้ำ และปลายน้ำ ไม่ต้องใช้งบประมาณในการศึกษาเพิ่มเติม สามารถลงมือดำเนินการได้ทันที แต่พบว่ารัฐบาลกลับไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก ทำให้การดำเนินงานบริหารจัดการน้ำแบบลุ่มน้ำต้องชะงักหลายครั้ง ซึ่งเรื่องเหล่านี้ต้องการให้รัฐบาลเข้ามาดูแลเพิ่มขึ้นด้วย
      ************************************

เครื่องบินเกษตรตั้งฐานทำฝนหลวงรับมือ
          แทนไทร์ พลหาญ นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการ หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงภาคใต้ได้รับการร้องขอจากนายวีระ ศรีวัฒนตระกูล ผู้ว่าฯ ประจวบคีรีขันธ์ ให้เข้ามาตั้งฐานปฏิบัติการทำฝนเทียมที่กองบิน 5 โดยใช้เครื่องบินคาราแวน หมายเลข 1914, 1915, และ 1922 จำนวน 3 ลำ ปฏิบัติภารกิจตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม ที่ผ่านมา เพื่อทำให้เกิดฝนตกในพื้นที่ลุ่มน้ำ ใน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เนื่องจากในพื้นที่ดังกล่าวประสบภัยแล้งต่อเนื่องยาวนาน ทำให้น้ำดิบในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ อาทิ เขื่อนปราณบุรี เขื่อนยางชุม อ่างเก็บน้ำคลองบึง และอ่างเก็บน้ำขนาดกลางมีปริมาณน้อยมากในรอบหลายสิบปี ส่งผลกระทบกับน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและน้ำเพื่อการเกษตร และอุตสาหกรรม
 
          แทนไทร์กล่าวอีกว่า การทำฝนหลวงในพื้นที่ลุ่มน้ำ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ประสบปัญหาเนื่องจากสภาพพื้นที่ทุกอำเภอ ทิศตะวันตกติดประเทศพม่าและตะวันออกติดอ่าวไทย ทำให้พื้นที่ฝนตกมีความกว้างไม่มาก และการปฏิบัติการโปรยสารเคมีต้องรอให้มีการรวมตัวของกลุ่มเมฆชั้นล่างและมีปริมาณความชื้นสัมพัทธ์เพียงพอตามหลักวิชาการ ขณะที่การขึ้นบินแต่ละวันใช้งบประมาณ 50,000-100,000 บาท แต่หลายวันที่ผ่านมาความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศมีไม่เกินร้อยละ 40 ทั้งนี้จากที่ขึ้นบิน 10 วันจะมีฝนตกลงมาประมาณ 9 วันโดยเน้นในพื้นที่ให้กลุ่มฝนตกลงในอ่างเก็บน้ำคลองบึง อ.เมือง เขื่อนยางชุม อ.กุยบุรี และเขื่อนปราณบุรี ซึ่งคาดว่าจะต้องตั้งฐานที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อปฏิบัติภารกิจอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีกำหนด