ข่าว

'น้ำมันแพง-ค่าแรงพุ่ง'

'น้ำมันแพง-ค่าแรงพุ่ง'

16 เม.ย. 2555

'น้ำมันแพง-ค่าแรงพุ่ง'คลังพับแผนปรับโครงสร้างภาษี : รายงาน โดย... ณัฎฐ์ชิตา เกิดแดง

          ดูเหมือนรัฐบาลของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และมีผู้กุมนโยบายเศรษฐกิจอย่างนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะไม่ค่อยปลื้มกับการปรับขึ้นภาษี ไม่ว่าจะเป็นภาษีใดๆ ทั้งสิ้น เพราะอาจขัดกับนโยบายประชานิยมที่เน้น การลด แลก แจก แถม ตามที่รัฐบาลประกาศไว้ ทั้งที่ภาษีบางตัวถึงเวลาที่ควรปรับขึ้น หรือบางตัวจำเป็นต้องปรับปรุงทั้งโครงสร้าง เพื่อความเป็นธรรมและแก้ปัญหาความลักลั่น หรือบางภาษีก็จำเป็นต้องสานต่อหรือเร่งผลักดันให้เกิดขึ้น แต่รัฐบาลนี้ก็ตีตกไปหมด ขณะที่มาตรการภาษีที่เน้นไปทางปรับลด ยืดระยะเวลาการใช้นั้น กลับเร่งดำเนินการทันที
 
          ทั้งๆ ที่การจัดเก็บรายได้เพื่อใช้จ่ายในปีงบประมาณปี 2555 ที่มีผลในขณะนี้ และปี 2556 ที่กำลังจัดทำรวมถึงในปีต่อๆ ไป ควรจะโตขึ้นให้ทันกับรายจ่ายของรัฐบาล โดยเฉพาะงบประจำที่มีสัดส่วนสูงมากและโตพรวดพราด ล่าสุดนายกิตติรัตน์ก็ยอมรับว่า การปรับฐานเงินเดือนข้าราชการต้องชะลอไปเป็นปีงบประมาณ 2557 ระหว่างนี้ก็ได้เป็นค่าครองชีพไปก่อนสำหรับวุฒิปริญญาตรี ส่วนวุฒิปริญญาโทและอื่นๆ ก็ต้องแห้วไปตามระเบียบ
 
          ฝันค้างขึ้นภาษีน้ำมัน-รื้อรถยนต์
          ส่วนหนึ่งที่รัฐบาลไม่มีงบประมาณเพียงพอในการใช้จ่าย เป็นผลจากการชะลอการตัดสินใจปรับขึ้นภาษีหลายๆ ตัว เช่น ภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล พร้อมทั้งเสนอขอปรับขึ้นภาษีเบนซินด้วย แต่รัฐบาลมองว่าสถานการณ์ยังไม่เอื้ออำนวย เนื่องจากราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูง ประกอบกับเกรงว่าราคาสินค้าจะปรับขึ้นเป็นการตอบรับและสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน จึงนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ขอต่ออายุแบบเดือนต่อเดือนจนถึงสิ้นเดือนเมษายนนี้ ก็จะมีการทบทวนใหม่ แต่เชื่อว่าจะขอยืดเวลาการลดภาษีไปจนถึงสิ้นปีงบประมาณ 2555 อย่างแน่นอน 
 
          การอุ้มน้ำมันดีเซล แม้ว่าจะเริ่มมาจาก ”รัฐบาลอภิสิทธิ์” จนถึง ”รัฐบาลยิ่งลักษณ์” ซึ่งสิ้นเดือนเมษายนนี้ จะครบ 1 ปีพอดิบพอดี หากคิดเป็นเม็ดเงินที่สูญเสียเดือนละ 9,000 ล้านบาท ก็จะเป็นเม็ดเงินที่หายไปแล้วกว่า 1.08 แสนล้านบาท และแน่นอนว่า การยืดเวลาการลดภาษีน่าจะมีต่อเนื่องไปอีกจนกว่าสถานการณ์ราคาน้ำมันจะนิ่งและค่าครองชีพไม่กระทบประชาชนมาก แต่รัฐต้องสูญเสียรายได้ส่วนนี้มากขึ้นเรื่อยๆ
 
          ล่าสุดกรมสรรพสามิตเสนอการปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่ที่จะปรับอัตราการจัดเก็บจาก 43 อัตราให้เหลือน้อยลง และอิงกับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แทนการเก็บที่ขนาดเครื่องยนต์ หากปล่อยได้ตามเกณฑ์ก็จะได้รับสิทธิลดภาษี 5% แต่ถ้าทำไม่ได้ต้องเสียเพิ่ม 5% ซึ่งเรื่องนี้กรมสรรพสามิตได้หารือกับผู้ประกอบการรถยนต์มาหลายครั้งและเตรียมเสนอเรื่องให้ ครม.พิจารณา แต่กระทรวงการคลังกลับขอขยายเวลาการนำโครงสร้างใหม่มาใช้ออกไปอย่างไม่มีกำหนด โดยอ้างว่าต้องไปหารือในรายละเอียดกันอีกครั้ง 
 
          ส่วนหนึ่งเป็นเพราะภาคเอกชนยังไม่พร้อมและหลายค่ายพยายามล็อบบี้การนำมาใช้ด้วย ในทางกลับกัน นอกจากภาษีจะไม่ได้เข้ามาเพิ่มแล้ว ยังใช้ภาษีส่งเสริมให้ประชาชนซื้อรถยนต์คันแรกมากขึ้น โดยจะขยายเวลาการจองซื้อหรือการส่งมอบรถออกไป ซึ่งส่วนนี้รัฐต้องสูญเสียรายได้อีกหลายหมื่นล้านบาท
 
          ขณะที่ภาษีสรรพสามิตอื่นๆ ที่เป็นภาษีบาป ซึ่งกรมระบุว่าพร้อมจะเสนอให้มีการปรับขึ้นอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นสุรา ยาสูบ ที่ยังมีช่องว่างการจัดเก็บที่ยังไม่เต็มเพดาน แต่นายกิตติรัตน์ก็ดูจะไม่เร่งรีบพิจารณาเรื่องนี้ ทั้งๆ ที่ถือเป็นภาษีที่จะมีการต่อต้านจากสังคมน้อยที่สุดด้วยซ้ำ
 
          ปรับโครงสร้างภาษีสรรพากรสะดุด
          นอกจากนี้ยังมีส่วนของภาษีสรรพากร ที่ก่อนหน้านี้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และกรมสรรพสากร มีการหารือกันมาหลายครั้งในการเสนอเป็นแพ็กเกจปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ ทั้งภาษีเงินได้นิติบุคคล บุคคลธรรมและภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่นายกิตติรัตน์เลือกที่จะลดภาษีเงินได้นิติบุคคลอย่างเดียว ซึ่งมีผลไปแล้วปีแรก 23% และปีหน้าจะลดเหลือ 20% โดยที่กรมต้องสูญเสียรายได้ถึง 1.5 แสนล้านบาท หากมีผลบังคับใช้เต็ม 100% ในปีที่ 3 หรือปี 2557
 
          ขณะที่ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่จัดเตรียมไว้ก็ดูเหมือนว่ารัฐบาลยังรีๆ รอๆ โดยอ้างว่าต้องพิจารณาให้รอบคอบ เพราะตามหลักแล้วกรมสรรพากรและสศค.จะเสนอให้ปรับลดรายการลดหย่อนให้น้อยลงจากที่มีถึง 20 รายการ โดยให้เหลือเฉพาะที่เอื้อประโยชน์คนส่วนใหญ่จริงๆ เนื่องจากที่ผ่านมามีการให้สิทธิลดหย่อนมากและทำให้ผู้มีรายได้มากที่ได้รับประโยชน์ โดยเฉพาะการให้สิทธิลดหย่อนการซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (อาร์เอ็มเอฟ) และการซื้อบ้านที่เพิ่มสิทธิให้จากลดหย่อนแค่ดอกเบี้ยก็ขยับมาเป็นรวมเงินต้นด้วยในการซื้อบ้านราคาไม่เกิน 5 ล้านบาท ซึ่งมีการวิพากษ์วิจารณ์กันมากว่าเป็นการเอื้อคนรวย
 
          ทั้งนี้ ในหลักการหากจะปรับให้เท่าเทียมและเป็นธรรมผู้มีรายได้มากต้องเสียภาษีมาก ผู้มีรายได้น้อยควรจะเสียภาษีน้อย หากโครงสร้างใหม่ออกมาผู้มีรายได้มากหรือชนชนสูงที่เป็นส่วนน้อยในสังคม แต่เสียงดังที่สุดก็คงจะสะดุ้งกันไปตามๆ กัน จึงไม่แปลกหากจะมีการสั่งเบรกเอาไว้ก่อน
 
          อีกทั้งแนวนโยบายที่รัฐบาลออกมาก่อนหน้านี้ ยังสวนทางกับที่ทั้ง 2 หน่วยงานศึกษาไว้ คือ แทนที่จะปรับลดรายการหักลดหย่อนลง กลายเป็นเพิ่มสิทธิให้หักลดหย่อนมากขึ้น ทำให้รายการลดหย่อนจาก 20 รายการ เพิ่มเป็น 22 รายการ โดยการยื่นแบบในปีนี้มีการเพิ่มรายการหักค่าซ่อมบ้านจากน้ำท่วมอีก 1 แสนบาท และซ่อมรถยนต์อีก 3 หมื่นบาท โดยรัฐบาลก็อ้างสถานการณ์และความจำเป็นในการดำเนินการเรื่องนี้เช่นกัน
 
          นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ระบุว่า รายการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปัจจุบันมีมากเกินไปหากจะปรับลดก็เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและไม่ลักลั่นกันระหว่างคนรวยกับคนมีรายได้น้อย ซึ่งจริงๆ แล้วที่เสนอแพ็กเกจภาษีนั้น มีทั้งปรับเพิ่มและปรับลดเพื่อให้มีความสมดุลกันในด้านรายได้ เช่น ในส่วนของกรมสรรพากรนั้น หากจะปรับลดภาษีนิติบุคคล ปรับปรุงภาษีบุคคลธรรมดา  2 ส่วนนี้รายได้อาจจะหายไปก็ต้องมีการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มมาชดเชยกัน เพราะปรับขึ้นแค่ 1% ก็มีรายได้เข้ามา 4-5 หมื่นล้านบาท โดย สศค.ได้เตรียมเสนอไว้แล้ว แต่เมื่อ รมว.คลังมีนโยบายไม่ปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มในปีนี้ก็ต้องพับแผนไว้ก่อน
 
          ลั่นอุ้มเอสเอ็มอีเร่งส่งเสริมลงทุน
          รวมถึงการลดสิทธิประโยชน์ของการส่งเสริมการลงทุนโดยบีโอไอก็ควรปรับลดลงในกิจการที่ไทยให้การสนับสนุนน้อยลง แต่ที่ผ่านมายังไม่มีความคืบหน้ามากนัก เนื่องจากนโยบายรัฐบาลจะเน้นไปที่การส่งเสริมการลงทุนและดึงต่างชาติเข้ามามากขึ้น ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลมาจากปัญหาน้ำท่วมปลายปีก่อนที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติขาดความเชื่อมั่น รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเพิ่มแรงจูงใจโดยใช้มาตรการภาษี
 
          ล่าสุดทางบอร์ดบีโอไอได้เห็นชอบมาตรการด้านภาษีสำหรับโครงการลงทุนในนิคม หรือเขตอุตสาหกรรมใน จ.พระนครศรีอยุธยา และปทุมธานี ทั้งโครงการลงทุนใหม่ หรือขยายการลงทุนจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 8 ปี จากเดิม 3 ปี โดยจำกัดมูลค่าภาษีที่ได้รับยกเว้น 150% ของมูลค่าเงินลงทุน จากเดิมอยู่ที่ 100% ส่วนโครงการใน จ.พระนครศรีอยุธยา จะได้รับยกเว้นภาษี 8 ปี จากเดิม 7 ปี จำกัดมูลค่าเงินลงทุนที่ได้รับยกเว้น 150% ของมูลค่าเงินลงทุน และได้รับการลดหย่อนภาษี 50% เป็นเวลา 3 ปี หลังครบ 8 ปี นอกจากนี้ยังจะได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าเครื่องจักรใหม่และเครื่องจักรใช้แล้วจากต่างประเทศ อายุไม่เกิน 10 ปี นับตั้งแต่ปีที่ผลิตถึงปีที่นำเข้า
 
          นอกจากนี้กระทรวงการคลังเตรียมนำข้อเสนอของเอกชนที่ขอให้ช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาท ทั้งการขอยกเว้นภาษีเงินได้จากการขายเครื่องจักรเก่า เพื่อซื้อเครื่องจักรใหม่ โดยให้หักค่าเสื่อมราคาเครื่องจักรใหม่ได้ 100% ในปีแรก แทนการทยอยหักค่าเสื่อมภายใน 5 ปี และให้เอสเอ็มอีทั้งที่เป็นบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท รายได้ไม่เกินปีละ 30 ล้านบาท สามารถนำส่วนต่างค่าจ้างเดิมและค่าจ้างใหม่มาหักลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่า ซึ่งน่าจะเสนอ ครม.ได้ในเร็วๆ นี้ เป็นอีกมาตรการหนึ่งที่รัฐต้องสูญเสียรายได้ตามมาอย่างแน่นอน
 
          สุดท้ายภาษีที่น่าจะได้เห็นเป็นรูปเป็นร่างอย่างภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ร่าง พ.ร.บ.ใหม่ได้มีการจัดทำและผ่านการกลั่นกรองมาหลายชั้นจนกระทั่งมาได้ไกลถึงขั้นเสนอบรรจุเป็นวาระเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนฯแล้ว แต่รัฐบาลปัจจุบันกลับไม่ยืนยันร่างและปล่อยให้กฎหมายตีตกไป โดยนายกิตติรัตน์ระบุว่า ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนและอาจทำให้ผู้มีรายได้น้อยได้รับผลกระทบจากการจัดเก็บภาษีที่ดินใหม่ 
 
          ทั้งๆ ที่ในเนื้อหาสาระของร่างกฎหมายดังกล่าวได้มีการจำกัดกรอบของการเก็บภาษีไว้แล้วว่า จะอยู่บนพื้นฐานที่ว่าใครมีที่ดินในครอบครองมากก็ควรเสียภาษีมาก รวมทั้งที่ดินที่ไม่ได้นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ก็จะถูกรีดภาษี ขณะที่เกษตรกรที่ทำไร่ทำนา และชาวบ้านที่มีที่ดินและสร้างบ้านตามสมควร เช่น ราคาไม่เกิน 1 ล้านบาทก็จะได้รับยกเว้นภาษีอยู่แล้ว
.............................
(หมายเหตุ 'น้ำมันแพง-ค่าแรงพุ่ง'คลังพับแผนปรับโครงสร้างภาษี : รายงาน โดย... ณัฎฐ์ชิตา เกิดแดง)