
ร้อน!รับสงกรานต์'เนวิน'
ปัจจุบันฟุตบอล ไทยพรีเมียร์ลีก ถือเป็นกีฬาที่อยู่ในความสนใจของแฟนบอลชาวไทยที่สุด บางทีอาจเป็นวาระแห่งชาติเลยก็ว่าได้เพราะไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในสนามฟุตบอลมักถูกนำมาเป็นประเด็นในหน้าสื่อต่างๆ ตลอด
ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใดเพราะฟุตบอลไทยกำลังอยู่ในช่วง “บูม” สุดขีด ดังนั้นเรื่องราวต่างๆ จึงอยู่ในกระแสและความสนใจของแฟนบอล ซึ่งทุกคนมีวัตถุประสงค์เดียวกันคือช่วยกันผลักดันให้ ไทยพรีเมียร์ลีก เป็นหน้าเป็นตาของประเทศ
ทุกวันนี้การแข่งขันฟุตบอล ไทยพรีเมียร์ลีก มี 18 สโมสรร่วมโม่แข้ง โดยสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ โดยที่นำนาวาโดย “บังยี” วรวีร์ มะกูดี เป็นหัวเรือใหญ่ในการดำเนินการจัดการแข่งขัน และมี บจก.ไทยพรีเมียร์ลีก โดย ดร.วิชิต แย้มบุญเรือง เป็นประธานบริษัท เป็นผู้กำหนดระเบียบการแข่งขันและบทลงโทษต่างๆ
นี่คือกระบวนการจัดการแข่งขันของ ไทยพรีเมียร์ลีก ที่ดำเนินการแข่งขันมาหลายปี!
ทว่าปัจจุบันเมื่อกระแสบอลไทย "บูม" ทำให้สปอนเซอร์ต่างๆ พุ่งเข้าชนลีกสูงสุดของเมืองไทยอย่างจัง นั่นหมายความว่า "เงิน" สนับสนุนได้เข้ามาอยู่ในมือของ สมาคมฟุตบอลฯ และ บมจ.ไทยพรีเมียร์ลีก มากมายหลายร้อยล้านบาท แต่การดำเนินการจัดการแข่งขันกลับไม่สอดคล้องกับเม็ดเงินที่ได้มาแต่อย่างใด
ลีกเยาวชนและลีกสำรองคือสิ่งที่หลายสโมสรเรียกร้องให้ทั้ง สมาคมฟุตบอลฯ และ บ.ไทยพรีเมียร์ลีก ได้ดำเนินการจัดการแข่งขันเพื่อให้สอดคล้องกับสากล ทว่าคำตอบที่ได้รับจากทั้งสององค์กรใหญ่คือคำว่า "ไม่มีเงิน"
และนี่เป็นที่มาของวลีเด็ดที่ว่า "เงินหายไปไหน ?"
เนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เป็นแกนนำสำหรับหลายสโมสรใน ไทยลีก ที่จัดการประชุมกันเองเดือนละ 1 ครั้ง เพื่อพูดคุยถึงปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละเดือนของ ไทยลีก และล่าสุดเมื่อเดือน มีนาคม ที่ผ่านมา ดร.วิชิต แย้มบุญเรือง ประธาน บ.ไทยพรีเมียร์ลีก ได้หอบสังขารของตัวเองไปร่วมประชุมด้วย แต่หารู้ไม่ว่าตัวเองเป็นสายล่อฟ้าให้ทุกสโมสรทวงถาม
จนกระทั่งถึงคำถามเด็ดที่หลุดจากปากของ 'เนวิน' ว่า "เงินสปอนเซอร์หายไปไหน"
สุดท้าย ดร.วิชิต พูดได้แต่คำว่า "แบ๊ะแบ๊ะ" ไม่มีคำตอบให้กับทุกคน จนโลกไซเบอร์นำไปตั้งกระทู้และกลายเป็นกระแสสังคมในวงการฟุตบอลไทยเกี่ยวกับเงินสปอนเซอร์ที่ทางสมาคมฟุตบอลฯ และ บ.ไทยพรีเมียร์ลีก ได้รับมาว่าสุดท้ายแล้วหายไปไหนหมด
ที่สุดแล้วความจริง (เหมือน) กระจ่าง เมื่อ บมจ.สยามสปอร์ต ซินดิเคท จำกัด ออกโรงชี้แจงในฐานะที่เป็นองค์กรที่ "ดูแลสิทธิประโยชน์" ให้กับ สมาคมฟุตบอลฯ และ บ.ไทยพรีเมียร์ลีก ว่า "เงินสปอนเซอร์" ได้ถูกนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในเรื่องใดบ้าง
ทว่าคำชี้แจงของ บมจ.สยามสปอร์ตฯ กลับเป็นเหมือนการ "ออกตัวแรง" แทนคู่ซี้อย่างสมาคมฟุตบอลฯ เนื่องจาก เนวิน ชิดชอบ ในฐานะแกนนำ ต้องการรู้ความจริงจากทางสมาคมลูกหนังเท่านั้น ทำให้คำแถลงของผู้บริหาร บมจ.สยามสปอร์ตฯ ไม่มีความหมายสำหรับเนวิน ที่สำคัญการไม่มีหลักฐานมาประกอบทำให้แฟนบอลไม่หายข้องใจ
อย่างไรก็ตาม นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้หลายคนมองว่า เนวิน ชิดชอบ ประกาศตัวเป็นศัตรูกับ บมจ.สยามสปอร์ตฯ ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็น "เจ้าพ่อสื่อกีฬาเมืองไทย" ตัวจริงเสียงจริง ซึ่งนอกจากการชี้แจงที่เกิดขึ้นจากผู้บริหารแล้ว บรรดาสื่อในเครือที่มีอยู่ก็ต่างออกมาชี้แจงข้อเท็จจริง และแสดงความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวาง
ซึ่งแน่นอนว่าเป้าหมายหนึ่งคือนอกจากการชี้แจงที่มาที่ไป จุดประสงค์ และรายละเอียดที่สยามสปอร์ต เข้าไปมีส่วนในการนี้แล้ว อีกเป้าหมายคือ การพุ่งประเด็นตรงไปที่นายเนวิน กับความเป็นมาเป็นไปใน "ปราสาทสายฟ้า" บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่เขาดำรงตำแหน่งประธานสโมสรอยู่
ทำให้ เนวิน ชิดชอบ ต้องร่างจดหมายเปิดผนึกอีกครั้ง โดยข้อแรกระบุว่า "ไม่ใช่คู่กรณี” กับบริษัทสยามสปอร์ต ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) และ บริษัทในเครือสยามสปอร์ต แต่เป็น “คู่ค้า” ในฐานะ ลูกค้าที่ซื้อพื้นที่โฆษณาประชาสัมพันธ์สโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในหนังสือพิมพ์สยามกีฬา ในโอกาสต่างๆ และ จ้างบริษัทในเครือสยามสปอร์ต ผลิตรายการธันเดอร์โซน ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมของบริษัทในเครือสยามสปอร์ต ซึ่งปัจจุบันนี้ ก็ยังคงใช้บริการของบริษัทในเครือสยามสปอร์ตอยู่"
"ผมไม่เคยเรียกร้องให้บริษัทสยามสปอร์ตฯ ชี้แจงประเด็นข้อสงสัยของผม ทั้งเป็นการส่วนตัว หรือ ในนามสโมสรฯ แม้แต่ในที่ประชุมผู้บริหารสโมสรฯ ทั้งที่ผ่านมา ผมก็ไม่เคยพาดพิงถึงบริษัทสยามสปอร์ตฯ มาก่อน แต่ได้ร้องขอให้ดร.วิชิต แย้มบุญเรือง ในฐานะประธานบริษัทไทยพรีเมียร์ลีก จำกัด ชี้แจง แต่ก็ไม่ได้คำตอบ จนกระทั่งผู้บริหารบริษัท 2 ครั้งสยามสปอร์ตฯ ชี้แจงว่าเป็นผู้บริหารจัดการสิทธิประโยชน์ทั้งหมด แต่เพียงผู้เดียว ซึ่งผมเชื่อว่าเป็นข้อมูลใหม่ที่แฟนฟุตบอลส่วนใหญ่ ก็เพิ่งทราบเช่นกัน"
นี่คือ 2 ใน 9 ข้อ ที่ เนวิน ร่างจดหมายเปิดผนึกพยายามให้ทุกคนเข้าใจถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นว่าตนเองกับ บมจ.สยามสปอร์ตฯ ไม่มีปัญหาขัดแย้งกัน
เพราะเป้าหมายที่แท้จริงของ เนวิน ชิดชอบ และอีกหลายสโมสรในไทยลีก อยู่ที่สมาคมฟุตบอลต่างหาก...
แต่เรื่องราวมันไม่ได้จบเพียงแค่นั้น เพราะจากนั้นอีกแค่วันเดียว บมจ.สยามสปอร์ตฯ ก็ได้ออกจดหมายเปิดผนึกบ้าง ประกาศถอนตัวจากการเป็นผู้ดูแลสิทธิประโยชน์ฟุตบอล ไทยพรีเมียร์ลีก 2012
หลายคนอาจช็อกกับเรื่องดังกล่าว แต่ก็ต้องไม่ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจแต่อย่างใด หากย้อนกลับไปถึงคำพูดของ ระวิ โหลทอง บิ๊กบอสสยามสปอร์ต ที่เคยลั่นวาจาไว้ว่า การเข้ามาช่วยงานสมาคมฟุตบอลในเรื่องนี้ เพราะได้รับการร้องขอจากนายวรวีร์ ที่ถือเป็นความไว้เนื้อเชื่อใจกัน และไม่ได้ยึดติดตรงนี้ ถึงขั้นเคยประกาศเมื่อครั้งเลือกตั้งนายกสมาคมฟุตบอลเมื่อปีก่อนว่า หากนายวรวีร์ไม่ได้รับเลือกตั้งให้เป็นนายกสมาคมอีกสมัย ก็จะถอนตัวจากการถ่ายทอดสดไทยลีกทันที
หากมองตามหน้าเสื่อ ประเด็นที่เกิดขึ้นระหว่าง เนวิน ชิดชอบ กับสยามสปอร์ต เชื่อว่าต่างฝ่ายก็ต่างมีความหวังดีกับการพัฒนาวงการฟุตบอลไทย เพียงทุกอย่างยังไม่มีการเปิดโต๊ะปรับความเข้าใจกัน เป็นเพียงชี้แจงโดยมีสื่อเป็น "ตัวกลาง" เท่านั้น
ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่น่าติดตามว่า สุดท้ายแล้ว ศึกมวยแทน ระหว่าง เนวิน ชิดชอบ ที่ประกาศชักธงรบเดินหน้าตามปม "เงินไทยลีก" กับ บมจ.สยามสปอร์ต ที่ถูกมองว่า พยายามออกตัวให้กับสมาคมลูกหนังจะยุติลงเช่นใด...
เช่นเดียวกับคำถามที่นายเนวิน ทิ้งเป็นปมไว้ว่า "เงินหายไปไหน" สุดท้ายแล้วจะได้คำตอบจากสมาคมลูกหนังอย่างไร...



