
ปรองดองเกี่ยวอะไรกับ'ครูอังคณา'
ปรองดองมาเกี่ยวอะไรกับ ครูอังคณา และสภาวะทิ้งตัว : ต่อปากต่อคำ โดย ดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ [email protected]
ต้องยอมรับว่า โลกนี้หมุนเวียนเปลี่ยนผ่านไปอย่างรวดเร็วและตามกระแสแทบไม่ทัน กว่าจะเข้าใจความหมายของคำว่า “ครูอังคณา” ที่เหมือนกับเป็นทางออกของปัญหาทุกอย่าง คิดไม่ออกบอกครูอังคณาได้ทุกเรื่อง หรือกระทั่งล่าสุดได้ฟังเพลงทางสถานีวิทยุมีนักร้องวัยรุ่นร้องเพลงชัดถ้อยชัดคำออกมาเป็นคำว่า “สภาวะทิ้งตัว” ทีแรกยังคิดว่าเดี๋ยวนี้เนื้อหาเพลงไทยสร้างสรรไม่วนเวียนกับเรื่องรักๆ ใคร่ๆ แต่หันมาสนใจปัญหาทางวิทยาศาสตร์เรื่อง “แรงโน้มถ่วง” แต่ไปๆ มาๆ ก็เพิ่งรู้ว่า “ทิ้งตัว” มันก็คือ “การไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน”
พอเข้าใจเสร็จสรรพทำให้เกิดภาพในจินตนาการขึ้นมาทันทีว่าปัญหาความขัดแย้งของฝ่ายต่างๆ ในบ้านเมืองขณะนี้ เป็นเพราะขาดปัจจัยสำคัญในการเกื้อหนุนความสำเร็จของการปรองดองอยู่อย่างน้อยๆ ก็สองเรื่องนี้ คือ อะไรก็จะพึ่งแต่ “ซูเปอร์แมน ซูเปอร์วูแมน” เหมือนเจ้าหนูในยูทูบที่กระฟัดกระเฟียดจะเอาเรื่องเอาราวเพื่อนด้วยการจะไปฟ้อง “ครูอังคณา” กระทั่งโด่งดังทำให้ครูอังคณาพลอยได้รับอานิสงส์โด่งดังไปชั่วข้ามคืน รวมทั้งเรายังไม่ยอมเชื่อใจหรือยอมที่จะลดราวาศอกให้แก่กันและกัน ทำให้เรื่องเล็ก “กะโหลกกะลา” อย่างที่เจ้าหนูตัวน้อยพูดถึงไม่ใช่เรื่อง “ขี้ผงอย่างที่คิดๆ กัน” ทุกเรื่องกลายเป็นเรื่องกลายเป็นประเด็นถกเถียงบานปลาย ยากต่อการตกลงทำความเข้าใจสมานฉันท์กันได้
ทำให้ทั้ง “ครูอังคณา” กับ “สภาวะทิ้งตัว” สามารถเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับปัญหา “การปรองดองของสังคมไทยเราได้” อย่างไม่น่าเชื่อ
ผมเชื่อว่าวันนี้แม้แต่คนที่หยิบยกเอาประเด็นเรื่องการปรองดองมาศึกษาวิจัยในหลายคณะนักวิจัยยังคุยกันไม่รู้เรื่อง ยังไม่เข้าใจสาระสำคัญของการปรองดอง แถมยังคิดเห็นไม่ลงรอยกันเองด้วยซ้ำไป ทำให้การปรองดองไม่ใช่เรื่องที่เห็นกันเพียง “วาทกรรมเท่ๆ” พูดกันติดปากให้เข้ากับยุคสมัย โดยไม่ต้องคิดถึงแก่นสารสาระของมัน
การที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกมากล่าวถึงการปรองดองทำนองว่า “อาจไม่ใช่ทางออกหรือวิธีการที่ดีที่สุด” ดังที่มีสื่อสิ่งพิมพ์แห่งหนึ่งนำข้อความการให้สัมภาษณ์ออกมาเผยแพร่คล้ายๆ ว่า “พล.อ.ประยุทธ์เห็นว่า การเลิกทะเลาะกันน่าจะเป็นคำตอบของการปรองดองได้” ซึ่งส่วนตัวเห็นด้วยในส่วนหนึ่งโดยเฉพาะ “การเลิกทะเลาะกัน” นั่นคือ การลดราวาศอก การมองข้ามความเป็นตัวตนของแต่ละฝ่ายให้ได้ที่หลายคนพยายามบอก “ให้ก้าวข้ามผ่านโน่นนี่ไปซะ” แต่ยังไม่เห็นความพยายามหรือความตั้งใจจริงเช่นนี้
แต่กระนั้นก็ตาม “การปรองดอง” โดยขอให้เลิกแล้วต่อกันหรือขอไปที ไม่ต้องคิดถึงโทษทัณฑ์ที่ก่อคดีกันไว้ จะเลวร้ายแค่ไหนก็ปรองดองได้ ผมว่าอย่างนี้ผิดหลักปรองดองและขัดต่อหลัก “นิติธรรม” อย่างรุนแรง เนื่องด้วยถ้าปล่อยให้คิดให้ทำกันแบบนี้อยู่ร่ำไป มีหนึ่ง ก็มีสอง มีสามสี่ห้า คือพูดง่ายๆ นอกจากไม่ปรองดองแล้ว ยังสร้าง “ทุนิสัย” (อุปนิสัยในทางเลว) ในการส่งเสริมให้มีการบ่อนทำลายกันไม่ให้เกิดความหลาบจำเพราะคิดว่าท้ายที่สุดมีสูตรสำเร็จให้ตัวเองพ้นผิดกันได้ทุกครั้งไป เอาเป็นว่าผมเห็นด้วยว่าต้องปรองดองแต่ต้องอยู่บนฐานความคิดที่ไม่ทำลายหลักกฎหมายของบ้านเมืองและส่งเสริมแนวคิดทางพุทธศาสนาที่บ่งบอกชัดเจนถึงกฎแห่งกรรมเพื่อความอยู่รอดของสังคมทั้งมวลในระยะยาว



