
ประเมินผลกระทบค่าแรง300บาท(1)
ประเมินผลกระทบค่าแรง 300 บาท ... จากโครงสร้างภาคอุตสาหกรรมไทย (1) : คอลัมน์ รู้ทันกระแส เศรษฐกิจและพลังงาน : โดย ... ดร. โชติชัย สุวรรณาภรณ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่นโยบายและเศรษฐกิจพลังงาน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) [email protected]
เริ่มต้นในเดือนเมษายน 2555 นี้ รัฐบาลมีนโยบายปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาทต่อวัน ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล หลายท่านอาจจะไม่ทราบว่า อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ตามนิยามขององค์กรแรงงานระหว่างประเทศ (International Labor Organization หรือ ILO) เป็นระดับค่าจ้างที่ช่วยปกป้องแรงงานระดับล่างจากความยากจน และสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจให้แก่แรงงาน กล่าวคือช่วยให้แรงงานได้รับประโยชน์ของการพัฒนาและการเติบโตทางเศรษฐกิจไปพร้อมกับกลุ่มเศรษฐกิจอื่น (Fair Wage)
การกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำทําได้หลายรูปแบบ เช่น กําหนดโดยคณะกรรมการจาก 3 ฝ่าย คือภาครัฐ นายจ้าง และลูกจ้าง, กําหนดผ่าน Collective agreement ระหว่างกลุ่มนายจ้างกับกลุ่มลูกจ้าง และกําหนดโดยอาศัยกลไกตลาด ทั้งนี้ การกําหนดอัตราค่าจ้างขั้นตํ่าที่ไม่ได้เป็นไปตามกลไกตลาดต้องอาศัยข้อมูลและวิธีการคํานวณที่เหมาะสมตามแต่ละท้องที่และสถานการณ์ และในทางปฏิบัติยังมีเรื่องของอํานาจการต่อรอง ความเที่ยงธรรม และการบังคับใช้เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
ประเทศไทยเริ่มใช้ระบบอัตราค่าจ้างขั้นตํ่าในปี 2515 ตามประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 103 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2515 ให้อํานาจกระทรวงมหาดไทยพิจารณากําหนดค่าจ้างและค่าตอบแทนต่างๆ อัตราค่าจ้างขั้นตํ่าที่ประกาศใช้ครั้งแรกในปี 2516 อยู่ที่ 12 บาทต่อวัน โดยพิจารณาบนพื้นฐานตามที่แรงงานสมควรได้รับจากการทํางานและความเพียงพอต่อการครองชีพ
อัตราค่าจ้างขั้นตํ่าในระยะแรกนั้น จํากัดการใช้อยู่เฉพาะในเขตกรุงเทพฯ สมุทรปราการ นนทบุรีและปทุมธานี นับตั้งแต่ปี 2517 เป็นต้นมา อัตราค่าจ้างขั้นตํ่ามีผลบังคับใช้ทั่วประเทศ แต่ยังเป็นอัตราเดียวทั้งประเทศ จนกระทั่งเดือนธันวาคม 2544 ได้มีการปรับระบบการกําหนดอัตราค่าจ้างขั้นตํ่าใหม่ โดยแต่งตั้งคณะอนุกรรมการค่าจ้างขั้นต่ำจังหวัด เพื่อพิจารณาอัตราค่าจ้างในจังหวัดของตน โดยนําเอาปัจจัยเกี่ยวกับสภาวะเศรษฐกิจและสังคมของแต่ละจังหวัดเข้ามาพิจารณาด้วย
ณ สิ้นปี 2553 จำนวนแรงงานที่ได้รับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำมีอยู่ทั้งสิ้น 5.4 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 14.2 ของแรงงานรวม รัฐบาลได้นำเสนอนโยบายการปรับค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน ซึ่งผมประเมินและวิเคราะห์ถึงผลกระทบของนโยบายดังกล่าวมีผลกระทบทางเศรษฐกิจดังนี้ครับ
1. ต้นทุนแรงงาน (Labor Cost) เพิ่มสูงขึ้น หากใช้ค่าจ้างขั้นต่ำของพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลอ้างอิงพบว่า หากมีการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในพื้นที่ดังกล่าวเพิ่มขึ้น 85 บาท จากปัจจุบันอยู่ที่วันละ 215 บาท จะส่งผลให้ค่าแรงเพิ่มขึ้นร้อยละ 39.5 โดยหากวิเคราะห์ต้นทุนจากค่าแรงที่เพิ่มดังกล่าว เทียบกับต้นทุนการผลิตรวม (Production Cost) พบว่าค่าแรงที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว จะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตรวมทั้งหมดของสถานประกอบการเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.58 โดยสถานประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลางมีสัดส่วนแรงงานต่อต้นทุนเพิ่มขึ้นมากกว่าสถานประกอบการขนาดใหญ่
ข้อมูลตารางแสดงให้เห็นว่า แม้อุตสาหกรรมขนาดใหญ่จะใช้แรงงานเป็นจำนวนมากกว่า แต่เมื่อเทียบต้นทุนจากค่าแรงกับต้นทุนการผลิตทั้งหมด พบว่ามีสัดส่วนของต้นทุนแรงงานต่ำกว่าอุตสาหกรรมขนาดเล็กและกลาง ทั้งนี้ อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเป็นจำนวนมากจะได้รับผลกระทบมาก โดยอุตสาหกรรมดังกล่าวมีสัดส่วนต้นทุนจากแรงงานสูงเมื่อเทียบกับต้นทุนการผลิตโดยรวม ดังนั้น เมื่อต้นทุนแรงงานเพิ่มขึ้น ต้นทุนรวมก็จะสูงขึ้น ซึ่งอุตสาหกรรมที่มีต้นทุนรวมเพิ่มขึ้นมากที่สุดจากการปรับค่าแรงขั้นต่ำ 5 อันดับแรกคือ อุตสาหกรรมการผลิตเฟอร์นิเจอร์ เพชรพลอย และของเล่น อุตสาหกรรมเครื่องหนัง อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งหม อุตสาหกรรมสิ่งทอ และอุตสาหกรรมการพิมพ์
อย่างไรก็ตาม การปรับค่าแรงขั้นต่ำจะส่งผลดีต่อการใช้จ่ายภายในประเทศ เนื่องจากเป็นการเสริมสร้างความมั่งคั่งให้แก่แรงงาน ซึ่งเป็นกลุ่มที่ถือว่ามีรายได้ต่ำถึงปานกลางในระบบเศรษฐกิจ โดยตามหลักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะจับจ่ายใช้สอยมากเมื่อมีระดับรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งจะผลักดันให้เศรษฐกิจโดยรวมเติบโตได้อย่างน้อยในระยะสั้น ดังนั้น จะเห็นได้ว่า นโยบายมีทั้งข้อดีและข้อด้อยที่ผู้กำหนดนโยบายต้องทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้
----------
(หมายเหตุ : ประเมินผลกระทบค่าแรง 300 บาท ... จากโครงสร้างภาคอุตสาหกรรมไทย (1) : คอลัมน์ รู้ทันกระแส เศรษฐกิจและพลังงาน : โดย ... ดร. โชติชัย สุวรรณาภรณ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่นโยบายและเศรษฐกิจพลังงาน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) [email protected])
----------



