ข่าว

ชมเสน่ห์หาดทราย-ชาวเลที่ "แหลมตะลุมพุก"
มหาวาตภัยที่สงบลงได้ด้วย..น้ำพระราชหฤทัย

ชมเสน่ห์หาดทราย-ชาวเลที่ "แหลมตะลุมพุก" มหาวาตภัยที่สงบลงได้ด้วย..น้ำพระราชหฤทัย

14 พ.ค. 2552

 เมื่อวันที่ 25-26 ตุลาคม พ.ศ. 2505 หรือเกือบ 50 ปีก่อนได้เกิด "มหาวาตภัย" ครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ชาติไทยที่ "แหลมตะลุมพุก" อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช จนมีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก และกลายเป็นตำนานอันน่าสะพรึงกลัวมาจนถึงวันนี้

 ความสูญเสียอย่างประเมินค่ามิได้ครั้งนั้นทำให้นานาชาติเริ่มยื่นมือมาช่วยเหลือผู้ประสบภัย แต่คงไม่มีการช่วยเหลืออันใดที่จะซาบซึ้งไปถึงก้นบึ้งหัวใจเทียบเท่าน้ำพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

 พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้วิทยุ อ.ส. พระราชวังดุสิต กระจายข่าวเชิญชวนให้ประชาชนร่วมบริจาคสิ่งของ เครื่องใช้ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม และเงินทองตามศรัทธา เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ประสบวาตภัย

 ประชาชนที่ทราบข่าวหอบหิ้วสิ่งของเท่าที่ตนมีอยู่ ทั้งข้าวสาร เสื้อผ้า จอบ เสียม หม้อ กระทะ ฯลฯ มาบริจาคที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน จนข้าวของกองพะเนินเป็นภูเขา

 จากนั้นทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ ร.ส.พ. รถไฟ เครื่องบินของกองทัพอากาศ เรือของกองทัพเรือ และรถยนต์ของหน่วยราชการ ระดมขนสิ่งของที่มีผู้บริจาคนำมาช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วน แต่หลังจากบริจาคไปแล้วก็ยังมีเงินเหลืออยู่ก้อนหนึ่ง

 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อธิบดีกรมประชาสงเคราะห์จดทะเบียนตั้ง มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2505

 ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชทรัพย์ 3 ล้านบาท เป็นทุนประเดิมของมูลนิธิ เพื่อเป็นกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัย และถือเป็น "ต้นธาร" ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยต่างๆ ในประเทศไทยมาจนถึงปัจจุบัน

 นั่นคือพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ชุบชีวิตให้คนแหลมตะลุมพุกลุกขึ้นกลับมามีชีวิตใหม่ได้อย่างรวดเร็ว ปัจจุบัน ต.แหลมตะลุมพุก ซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 29.14 ตารางกิโลเมตร หรือคิดเป็น 18,212.50 ไร่ อยู่ภายใต้การดูแลของ ประยุทธ แก้วประสิทธิ์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแหลมตะลุมพุก ซึ่งมุ่งมั่นที่จะใช้ตำนานของแหลมตะลุมพุกมาเป็นจุดขายทางการท่องเที่ยว

 ประยุทธ บรรยายว่า แหลมตะลุมพุกเป็นพื้นที่ที่มีลักษณะพิเศษหนึ่งเดียวของประเทศไทย โดยมีลักษณะเป็นแหลมที่ยื่นออกไปในทะเล มีลักษณะเป็นสันทรายขนานกับชายฝั่ง

 ลักษณะชายฝั่งด้านตะวันตกของแหลมเป็นป่าชายเลนที่เป็นป่าแสมและโกงกาง ส่วนชายฝั่งทางด้านตะวันออกเป็นหาดทรายที่มีป่ามะพร้าวและป่าสนสลับกันเป็นทิวยาว

 พื้นที่แหลมตะลุมพุกอุดมสมบูรณ์ไปด้วยสัตว์น้ำ ทั้งหอยแครง ปูม้า ปูดำ กุ้ง ฯลฯ จึงเป็นแหล่งทำมาหากินหลักของประมงพื้นบ้าน

 ประยุทธ จึงเล็งเห็นว่า ลักษณะภูมิประเทศอันสวยงาม และอุดมสมบูรณ์ของแหลมตะลุมพุก จึงเหมาะจะพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวด้วยทิวทัศน์อันสวยงามของแหลมที่ยื่นไปในทะเล และร้านอาหารทะเลรสชาติจัดจ้านถึงใจ รวมทั้งวิถีชีวิตอันเรียบง่ายของชาวเลพื้นถิ่น

 ไฮไลต์อย่างหนึ่งของแหลมตะลุมพุก คือ ห้วยทรายสุด ซึ่งเป็นปลายสุดของแหลมตะลุมพุกอันเกิดจากน้ำทะเลทั้งสองฝั่งซัดซากพืชและซากสัตว์มากองเกยรวมกันเป็นสันทรายยื่นลงไปในทะเล โดยมีทิวสน และนกน้ำอพยพเป็นฉากหลังที่สวยแบบสงบเงียบ

 บริเวณนี้ยังมีสะพาน ซึ่งเป็นจุดชมวิว และหอคอยไว้สำหรับชมธรรมชาติด้วยหลายจุด คือ
 1.กระโจมไฟ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของตำบล สามารถเดินเท้าไปตามชายหาด และทางเรือ อยู่ห่างจากชุมชนประมาณ 3 กิโลเมตร

 2.เขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าแหลมตะลุมพุก ซึ่งมีสัตว์ป่าหายากหลงเหลืออยู่หลายชนิด เช่น ลิงแสม ชะมด และนกหลากสายพันธุ์

 3.แนวชายฝั่งดินทราย ที่ทอดเป็นแนวยาวติดต่อกันหลายจังหวัด ซึ่งบริเวณนี้จะมีร้านอาหาร ร้านค้า ตลอดจนร้านค้าชุมชนไว้คอยบริการนักท่องเที่ยวด้วย

 4.อ่าวปากพนัง หรือที่คนแหลมตะลุมพุกเรียกว่า "ทะเลใน" ซึ่งสามารถชมวิถีชีวิตของชาวประมงพื้นบ้าน และยังชมความสวยงามของพระอาทิตย์ตกดินได้ด้วย

 5.วัดแหลมตะลุมพุก เป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองของชาวแหลมตะลุมพุก ซึ่งมีรูปหล่อของ "พ่อท่านลาภ" ที่เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจ และเป็นที่เคารพบูชาของชาวแหลมตะลุมพุกมาช้านาน

 นี่คือเสน่ห์ของแหลมตะลุมพุกที่มีความสวยงามเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งยังมีตำนานแห่งมหาวาตภัยอันแสนเลวร้ายเป็นฉากหลัง และพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นอนุสรณ์เตือนใจให้คนแหลมตะลุมพุก และคนไทยทุกคนซาบซึ้งในน้ำพระราชหฤทัยของพระองค์

"กฤษณะ ทิวัตถ์สิริกุล"