
บทเรียนเจ็บปวดเหยื่อลีการ์เดนส์
รายงานพิเศษ "เหยื่อลี การ์เดนส์...บทเรียนแสนเจ็บปวดครอบครัวอินทสุวรรณ" โดย "กิตติยาณีย์ สมหมาย"
แม้ว่าระเบิดลี การ์เดนส์ พลาซ่า หาดใหญ่ จะผ่านมาร่วม 1 อาทิตย์แล้ว แต่ “ไพศิฐ อินทสุวรรณ” หนึ่งในเหยื่อเหตุการณ์ครั้งนี้ยังไม่สามารถออกจากห้องไอซียู ด้วยอาการบาดเจ็บอย่างสาหัส ส่วนลูกชาย ด.ช.กันต์ณภัทร์ อินทสุวรรณ อายุ 2 เดือน ยังคงรักษาตัวอยู่ห้องพีไอซียู ชั้น 1 โรงพยาบาลหาดใหญ่ แม้ว่าหมอจะถอดเครื่องช่วยหายใจออกแล้วก็ตาม ณ วินาทีนี้ นางนิสาชน อินทสุวรรณ หรือเมย์ อายุ 35 ปี ในฐานะภรรยาและแม่ของลูกยังคงต้องใช้เวลาเยียวยาจิตใจของตนเอง เพราะไม่คิดว่าเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นกับครอบครัว และที่เลวร้ายกว่านั้นมันเกิดขึ้นพร้อมกันทั้งสามีและลูกซึ่งเพิ่งคลอดได้เพียง 2 เดือน!!
เธอกล่าวคำแรกกับเราว่า วินาทีแรกหัวใจแทบสลาย สมองอื้ออึงคิดอะไรไม่ออก ไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไร หลังจากเกิดเหตุการณ์ขึ้น นอนไม่หลับ กินไม่ได้อยู่ 3 วัน 3 คืน และแม้ว่าวันนี้ผ่านมาหลายวันแล้ว แต่ก็ยังนอนไม่หลับ เครียด จะข่มตาให้หลับได้อย่างไรในเมื่อใจก็ยังคิด ยังภาวนาขอให้สามีซึ่งเป็นเสาหลักของครอบครัวอยู่กับเรา ขอให้ลูกปลอดภัย
นี่คือความในใจที่เธอถ่ายทอดให้เราฟัง พร้อมๆ กับน้ำตาคลอเบ้าตลอดการสัมภาษณ์ ณ หน้าห้องผู้ป่วยชั้น 1 ภาคกุมาร โรงพยาบาลหาดใหญ่
นิสาชนเล่าถึงการเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์โดยไม่คาดฝันว่า ในวันที่ 31 มีนาคม เป็นวันหยุดของครอบครัว ไพศิฐได้พานิสาชนไปถอนฟัน และถือโอกาสพาครอบครัวไปกินข้าวในห้าง ซึ่งถือเป็นวิถีชีวิตวันหยุดสำหรับคนเมือง หลังจากถอนฟันที่ชั้น 4 ของห้างลี การ์เดนส์ ก็ตั้งใจจะพาครอบครัวไปกินข้าวกันเล็กๆ น้อยๆ ตามประสาครอบครัว กินเสร็จ เราก็แยกกัน โดยคุณพ่ออุ้มลูกคนเล็กอายุ 2 เดือน ไปเอารถที่ชั้น 2 ขณะที่ตัวคุณแม่ก็ออกมากับลูกชายคนโต อายุ 2 ขวบ 4 เดือน
เมย์เล่าว่า ลงมาถึงลิฟต์ชั้น 2 ก็ได้ยินเสียงระเบิด ก็รีบจูงมือลูกวิ่งออกมานอกห้างในขณะที่วิ่งก็ได้ยินเสียงระเบิดตามมาอีกวินาทีต่อวินาทีก็ว่า 2 ลูกซ้อน ขณะนั้นคนก็วิ่งออกมานอกห้าง จากนั้นก็โทรศัพท์หาสามีตั้งใจจะบอกว่ามีระเบิดแต่สามีไม่รับสาย ในใจเราก็คิดว่าพ่อลูกคู่นี้น่าจะปลอดภัยและน่าจะขับรถขึ้นมาได้แล้ว เดี๋ยวคงจะมารับที่หน้าห้าง ณ จุดนัดหมาย
ทันทีที่เราวางสาย สายโทรศัพท์สามีก็ดังขึ้นมา บอกว่าลานจอดรถข้างล่างมองไม่เห็น ควันไฟเต็มไปหมด ให้มาช่วยเขาด้วย เหตุการณ์ตอนนั้นชุลมุนมาก ไปช่วยไม่ได้เราต้องอยู่ข้างนอก คนจำนวนมากวิ่งออกจากห้าง จนกระทั่งอาสาสมัครนำเขาและลูกขึ้นมา ปรากฏว่าคุณพ่อสาหัสมาก ทั้งไฟลวก ไฟช็อต และเศษแก้วบาด ลูกชายก็ถูกไฟลวกแม้ว่าคุณพ่อพยายามอย่างเต็มที่ที่จะปกป้องลูกเธอเล่าไปทั้งน้ำตา
คุณพ่อและลูกถูกนำส่งโรงพยาบาลหาดใหญ่ พ่ออาการหนักมากอยู่ห้องไอซียู ลูกก็หนักอยู่ห้องไอซียูเหมือนกัน จากวันนั้นถึงวันนี้หมอก็ยังบอกว่าต้องรักษาไปตามอาการ และยังไม่แน่ใจว่าจะออกจากห้องไอซียูได้เมื่อไหร่ ทั้งลูกทั้งพ่ออาการหนัก ตอนนั้นเราพยายามจะให้กำลังใจตนเอง เพราะจิตใจเราไม่ดีแล้วเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันเกิดขึ้นกับเสาหลักของครอบครัว แล้วลูกซึ่งเพิ่งคลอดได้แค่ 2 เดือน ตอนนี้คิดอย่างเดียวให้สามีและลูกอยู่กับเรา
ส่วนอนาคตยังไม่ได้คิด แต่ก็หวังว่าสามีจะกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง เพราะครอบครัวเคยอยู่กันอย่างอบอุ่น วันนี้ก็มาเฝ้าลูกชายและเดินไปหน้าห้องไอซียูชั้น 4 ซึ่งคุณพ่อนอนพักอยู่คุยกับหมอตามอาการ แต่ก็ยังถือว่าโชคดีที่เรามีญาติ มีน้าคอยมาเป็นกำลังใจกันตลอด
เมย์กล่าวต่ออีกว่า นอกจากนี้ประชาชนคนที่ติดตามข่าว ก็มีมาเยี่ยม คือคนไทยไม่ทิ้งกัน และบริษัทโอลิมปัส ซึ่งสามีทำงานขายเครื่องมือแพทย์อยู่นั้น ก็มาเยี่ยมสอบถามอาการทุกวัน คือวันนี้คนรอบข้างไม่ทิ้งเรา อีกทั้งเพื่อนๆ สามีที่บริษัทโอลิมปัสช่วยนำลูกชายไปเลี้ยงทุกวันตั้งแต่เกิดเหตุ หน่วยงานราชการมาเยี่ยมเวียนกันมามอบเงินช่วยเหลือไว้ 1 หมื่นบาท ทางห้างลี การ์เดนส์ก็มาเยี่ยม
เมย์บอกว่า วันนี้ใจต้องสู้ สู้อยู่แล้ว พี่เป็นคนกระบี่มาอยู่หาดใหญ่นานแล้ว ก็เข้าใจสถานการณ์ แต่ก็กังวล เพราะวันนี้เราเดินในหาดใหญ่ ก็ไม่รู้ว่าเหตุการณ์เหล่านี้จะเกิดขึ้นอีกตอนไหน เราจะกลายเป็นเหยื่ออีกไหมก็มีระแวง เพราะไอ้คนที่ทำเขาไม่ได้เจ็บเหมือนเรา เขาไม่คิด เขาทำเราเจ็บขนาดนี้ ไม่เคยคิดว่าเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นกับครอบครัว ไม่เคยคิดว่าลูกจะต้องมาเจ็บ สามีจะต้องมาเจ็บมันพร้อมๆ กัน ตอนนี้ก็มีกังวลเรื่องรถแต่ไม่ได้ไปดู รถมีประกันชั้นหนึ่ง ตอนนี้ห่วงสุขภาพจิตเรามากกว่า เรากังวลอยากให้เขาหาย หมอก็ให้กำลังใจเราว่าสามีดีขึ้นเรื่อยๆ อย่างลูกชายก็รอออกจากห้องไอซียู ลูกไม่ค่อยเป็นอะไรมาก เพราะพ่อเขาช่วยลูกตลอด ตอนนี้ก็กลัวว่าพ่อออกมาแล้วเขาจะกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิมหรือไม่ หมอบอกว่ารักษาไปตามขั้นตอน แต่หมอก็ยังบอกอะไรชัดเจนไม่ได้
หน่วยงานราชการก็เข้ามา แต่ใครก็พูดได้ เขาบอก “ผมไม่ทิ้งคุณ” แต่ตอนนี้หาความแน่นอนไม่ได้ เพราะเราก็ไม่ได้ร้องขออะไร ตรงนี้ก็ไม่แน่นอนว่าหน่วยงานไหนจะมาเยียวยา
อยากให้ราชการมีอะไรมารองรับ ก็ไม่รู้ว่าจะฝากอะไร ก็หวังว่าหากราชการไม่ทิ้งเรา ก็ขอขอบคุณ ก็ต้องดูเขาก่อน ซึ่งเรื่องรถทางบริษัทสามีเขาก็ไปช่วยแจ้งความ เดินเรื่องให้แล้ว ส่วนจะได้รับความช่วยเหลือ หรือเป็นอย่างไรตอนนี้ไม่ได้ดู ภาวนาขอให้สามีอยู่กับเรา
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้คงจะเป็นบทเรียนสำหรับภาคราชการ โดยเฉพาะมาตรการด้านความปลอดภัยซึ่งหลังจากปี 2549 ระเบิดที่หาดใหญ่ในครั้งนั้นสร้างความเสียหายหนักไม่แพ้กัน มาตรการดูแลตรวจเข้ม การจัดระเบียบรถเข้าออกหาดใหญ่มีการตรวจตราเต็มกำลัง แต่หลังจากนั้นผ่านมา 2 ปี ด่านตรวจมีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่บ้าง ตรวจบ้าง หลังจากนั้นเข้าปีที่ 4-5 ก็เหลือแต่ป้าย จนผู้ก่อการร้ายมั่นใจ และหวนกลับมาทำร้ายประชาชนอีกครั้ง และวันนี้มาตรการความปลอดภัยถูกนำมาใช้อย่างเข้มงวดอีกครั้ง และอีก 2 ปีอาจจะล้าลงไป เราหวังว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก แต่มาตรการความปลอดภัยควรจะเข้มงวดและหนักแน่นทวีความเข้มข้นเพื่อความปลอดภัย เพราะวันนี้หาดใหญ่ชัดเจนคือเป้าหมายสำคัญไม่แพ้ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และโจรไม่ได้คิดถึงคนที่จะได้รับผลกระทบ
..........................
(หมายเหตุ : รายงานพิเศษ เหยื่อลี การ์เดนส์...บทเรียนแสนเจ็บปวดครอบครัวอินทสุวรรณ โดย "กิตติยาณีย์ สมหมาย")



