
พัฒนาเศรษฐกิจชายแดนใต้
พัฒนาเศรษฐกิจชายแดนใต้ รัฐต้องแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน โดย...วัชร ปุษยะนาวิน
แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาภาพลักษณ์ของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะถูกประชาชนส่วนใหญ่มองว่ามีแต่ความรุนแรง หากแท้ที่จริงแล้วในด้านเศรษฐกิจ การค้าชายแดนในภูมิภาคนี้ มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยเป็นอย่างมาก โดยการค้าผ่านชายแดนไทยไปยังประเทศมาเลเซียที่ผ่านมามีมูลค่าสูงที่สุดของประเทศ โดยในปี 2554 มีมูลค่าสูงถึง 5.6 แสนล้านบาท ขยายตัวสูงถึง 12.7% ทิ้งห่างอันดับ 2 ที่เป็นการค้าชายแดนไปยังประเทศพม่าที่มีมูลค่าเพียง 1.5 แสนล้านบาท ซึ่งมูลค่าที่กล่าวมานี้ ยังไม่รวมมูลค่าทางการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวจากมาเลเซีย และสิงคโปร์ ที่มีกว่า 2 ล้านคนต่อปี ดังนั้น จึงเห็นได้ว่าภาคใต้เป็นภูมิภาคที่มีศักยภาพสูงทางเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม จากเหตุการณ์ความรุนแรงในหลายปีที่ผ่านมา ได้บั่นทอนศักยภาพของภาคใต้ไปมาก ดังจะเห็นได้จากสถานการณ์ล่าสุดเมื่อมีการลอบวางระเบิด ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ได้ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวอย่างรุนแรง และหากรัฐบาลยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ปล่อยให้เหตุการณ์บานปลายกระทบไปสู่ภาคการค้า ก็จะส่งผลอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจของประเทศ
จี้รัฐแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน
นายบุญช่วย จังศิริวัฒนธำรง ประธานสภาธุรกิจชายแดนภาคใต้ ให้ความเห็นว่า ความรุนแรงในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ตัวเลขแรงงานในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ลดลงมาก ประกอบกับการขยายพื้นที่ปลูกยางพาราไปยังทุกภาคของประเทศ ทำให้แรงงานต่างถิ่น รวมทั้งแรงงานจากประเทศพม่า สปป.ลาว และกัมพูชา ต่างไปอยู่ในภูมิภาคอื่น ทำให้ภาคอุตสาหกรรมใน 4 จังหวัดนี้ ขาดแคลนแรงงานเป็นอย่างมาก ส่งผลให้โรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ใช้กำลังการผลิตเพียง 50% รวมทั้งยังลุกลามไปยังอุตสาหกรรมก่อสร้าง ซึ่งผู้รับเหมาไม่กล้ารับงานก่อสร้างขนาดใหญ่ในพื้นที่ เนื่องจากขาดแคลนแรงงานก่อสร้าง ทำให้สูญเสียโอกาสทางธุรกิจอย่างมหาศาล
ทั้งนี้ สภาธุรกิจชายแดนภาคใต้ได้เตรียมผลักดันข้อเสนอส่งต่อไปยังรัฐบาล ให้พิจารณาเปิดรับลงทะเบียนแรงงานต่างด้าวจากประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีแรงงานจำนวนมากและราคาถูก ซึ่งใน 4 จังหวัดนี้มีความต้องการแรงงานอีกหลายหมื่นคน หากมีแรงงานจากอินโดนีเซียเข้ามาทำงานจะทำให้เศรษฐกิจใน 4 จังหวัดชายแดนใต้เติบโตขึ้นอีก 20-30% โดยรัฐบาลจะต้องเร่งแก้ปัญหานี้โดยเร็ว ไม่เช่นนั้นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในพื้นที่นี้ก็ไม่สามารถทำได้
นอกจากนี้ รัฐบาลจะต้องปรับตัวเพื่อรองรับการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ซึ่งจะทำให้การค้าและการลงทุนในเขต 4 จังหวัดชายแดนใต้ขยายตัวอีกมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านภาษาอังกฤษ และภาษาประเทศเพื่อนบ้าน เพราะจะมีการลงทุนข้ามแดนสูงมาก
ขณะที่ระบบโลจิสติกส์ ก็เป็นเรื่องที่สำคัญ โดยภาคเอกชนได้เสนอให้รัฐบาลขยายด่านการค้าระหว่างไทย-มาเลเซีย โดยเฉพาะด่านสะเดา จ.สงขลา ซึ่งในปัจจุบันมีความแออัดมาก ในเบื้องต้นควรเพิ่มช่องทางขนส่งสินค้า และแยกช่องทางผ่านของนักท่องเที่ยวจากช่องทางขนส่ง เพื่อให้การส่งออก และการท่องเที่ยวมีความสะดวกรวดเร็ว นอกจากนี้ จะต้องลดขั้นตอนการผ่านด่านทั้งนักท่องเที่ยว และขนส่งสินค้า เช่น การลดขั้นตอนการกรอกแบบฟอร์มเข้าประเทศ ซึ่งมาเลเซียได้ยกเลิกไปแล้ว รวมทั้งการลดขั้นตอนกระบวนการตรวจคนเข้าเมือง ศุลกากร ด่านกักกันพืช ให้สะดวกรวดเร็วขึ้น
รวมทั้งจะต้องสร้างทางถนนมอเตอร์เวย์ยาว 60 กิโลเมตร จาก อ.หาดใหญ่มายังด่านสะเดา ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณ 30 ล้านบาทในการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมไปแล้ว แต่ยังไม่ได้อนุมัติงบประมาณเพื่อการก่อสร้าง ซึ่งภาคเอกชนจะเสนอต่อนายกรัฐมนตรีในระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรที่คาดว่าจะจัดขึ้นในอีก 1-2 เดือนนี้
บึ้มหาดใหญ่ฉุดเชื่อมั่นรัฐต้องเร่งฟื้น
สำหรับผลกระทบจากเหตุลอบวางระเบิดครั้งรุนแรงที่ อ.หาดใหญ่นั้น ผลกระทบที่เกิดขึ้นทันทีจะเป็นเรื่องของการท่องเที่ยว คาดว่าในระยะสั้นนักท่องเที่ยวจากมาเลเซียจะหายไปถึง 60% โดยรัฐบาลจะต้องสร้างความเชื่อมั่นว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก ซึ่งในอดีตอ.หาดใหญ่ เป็นเหมือนกันชนจำกัดความรุนแรงให้อยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่การวางระเบิดในช่วงที่ผ่านมา เป็นเหตุบ่งชี้ว่าผู้ก่อการร้ายมีเป้าประสงค์ให้ความรุนแรงขยายวงกว้างมากขึ้น หากลุกลามไปถึงหาดใหญ่ที่ถือได้ว่าเป็นเมืองหลวงของภาคใต้ ก็จะกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างมาก ดังนั้น รัฐบาลจะต้องจำกัดพื้นที่ความรุนแรงไม่ให้ขยายเข้ามาสู่หาดใหญ่โดยเด็ดขาด
"รัฐบาลควรให้ความสนใจกับการแก้ปัญหาความรุนแรงในภาคใต้เป็นอันดับต้นๆ ไม่ใช่แต่ห่วงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือเรื่องทางการเมืองอื่นๆ เพราะขวัญกำลังใจของประชาชนลดหายไปเรื่อยๆ โดยในอดีตมีประชาชนไทยพุทธใน 3 จังหวัดชายแดนใต้กว่า 3 แสนคน แต่ในปัจจุบันนี้เหลือไม่ถึง 1 แสนคน ส่วนมากย้ายออกนอกพื้นที่ไปปักหลักที่สตูล และสงขลา ส่วนธุรกิจเอสเอ็มอีก็ค่อยๆ ทยอยออกไปตั้งฐานที่ อ.หาดใหญ่ เหลือเพียงธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่ที่ยังปักหลักอยู่ได้"
ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลจะต้องเร่งทำคือ การดำเนินการเชิงรุกออกไปจัดการต้นตอของปัญหาก่อนที่จะมีการเหตุ จากที่ในขณะนี้มัวแต่ตั้งรับระวังไม่ให้ผู้ร้ายเข้ามาก่อเหตุ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก หากไม่สามารถลดระดับความรุนแรงได้ แม้จะให้สิทธิประโยชน์ด้านการส่งเสริมการลงทุนต่างๆ มากมายเพียงใด ก็ไม่สามารถดึงดูดนักลงทุนให้เข้ามาในพื้นที่ได้ เห็นได้จากนิคมฮาลาลที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ แม้จะมีมาตรการส่งเสริมมากมาย
ด้านนายอภินันท์ ศรีสมานุวัตร ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสงขลา กล่าวว่า แม้การลอบวางระเบิดใน อ.หาดใหญ่จะรุนแรงกว่าทุกๆ ครั้ง แต่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ก็ยังคงปรับตัวได้ เพราะเคยชินกับความรุนแรงมาอย่างยาวนาน โดยผลกระทบต่อการลงทุนจะเกิดในช่วงระยะสั้น แต่ในระยะกลางถึงยาว คาดว่าจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก โดยปัญหาหลักของ 3 จังหวัดชายแดนใต้ก็คือการขาดแคลนแรงงาน ซึ่งไม่ได้ส่งผลเพียงในพื้นที่ 3 จังหวัดเท่านั้น ยังส่งผลไปสู่จังหวัดใกล้เคียง เนื่องจาก จ.ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส เป็นแหล่งผลิตวัตถุดิบที่สำคัญในการป้อนให้แก่ภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ภาคใต้ หากแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานไม่ได้ ก็จะส่งผลให้เศรษฐกิจในจังหวัดใกล้เคียงเติบโตได้ยาก
ส่วนการลงทุนใหม่ในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในนิคมอุตสาหกรรมฮาลาลที่ยังไม่มีความคืบหน้า เนื่องจากภาคเอกชนไม่มีความมั่นใจในการเข้าไปลงทุนโครงการขนาดใหญ่ ดังนั้น รัฐบาลจึงควรเป็นผู้ที่เข้ามาลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และอาคารโรงงานต่างๆ แล้วเปิดให้ภาคเอกชนเข้าไปเช่าพื้นที่ ซึ่งน่าจะเป็นปัจจัยที่สำคัญในการผลักดันให้นิคมอุตสาหกรรมฮาลาลเกิดขึ้นได้
...................................
(พัฒนาเศรษฐกิจชายแดนใต้ รัฐต้องแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน โดย...วัชร ปุษยะนาวิน)



