
'สุรวุฒิ เชิดชัย'เร่งพัฒนา'เมืองย่าโม'
เปิดใจผู้นำท้องถิ่น : 'สุรวุฒิ เชิดชัย' พัฒนา 'เมืองย่าโม' รับคนกรุงหนีน้ำท่วม!
น้ำท่วมกรุงเทพฯ ครั้งใหญ่ เมื่อปลายปี 2554 เป็นสภาวการณ์ที่ช็อกความรู้สึกของคนกรุง ชนิดที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าน้องน้ำจะไหลบ่าเข้าท่วมเมืองหลวงของประเทศได้มากมาย และใช้เวลายาวนานร่วมสองเดือน เหตุการณ์นั้นสร้างความปวดร้าวแก่ประชาชนถ้วนหน้า บางคนถึงกับวิตกจริตจะย้ายถิ่นฐานไปอยู่ยังที่อื่นๆ
"อีสาน" แผ่นดินที่ราบสูง จึงเป็นพื้นที่เป้าหมายสำหรับคนที่พอจะมีกำลังทรัพย์ ที่ต่างขวนขวายหาซื้อที่ดินหรือบ้านจัดสรร ไว้เป็นบ้านหลังที่สอง เป็นที่อพยพในคราที่อาจเกิดอุทกภัยในเมืองหลวงขึ้นอีก หรือแม้กระทั่ง กระแสข่าวโรงงานหลายแห่งต่างคิดจะย้ายฐานผลิตออกสู่ต่างจังหวัดด้วยเช่นกัน ซึ่ง "นครราชสีมา" หรือ "เมืองย่าโม-โคราช" นับเป็นจังหวัดอันดับต้นๆ ที่เป็นเป้าหมาย
เขตเทศบาลนครนครราชสีมา ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับที่ 3 ของประเทศ เป็นรองเพียงกรุงเทพมหานคร และเทศบาลนครเชียงใหม่เท่านั้น มีประชากรกว่า 1.5 แสนคน ประชากรแฝงอีกร้อยละ 22 รวมทั้งมีประชากรที่เดินทางจากนอกพื้นที่เข้ามาทำงานในแต่ละวันอีกหลายแสนคน ภาวะเมืองใหญ่ ย่อมหนีไม่พ้นปัญหาความแออัดทั้งด้านที่อยู่อาศัยและการจราจร
ในยุคซึ่งเทศบาลนครนครราชสีมา โดยการนำของ "สุรวุฒิ เชิดชัย" นายกเทศมนตรี ได้แก้ไขปัญหาการจราจรด้วยการขยายซอยให้กว้างขึ้น ตัดถนนใหม่บางเส้น โดยใช้งบประมาณไทยเข้มแข็งทั้งสิ้น 50,323,000 บาท เช่น การขยายถนนบริเวณปากทางสี่แยกประโดก-โคกไผ่ ทำให้การจราจรบริเวณ ถ.มิตรภาพ สามารถระบายไปยังถนนเลียบคลองส่งน้ำได้คล่องตัวมากยิ่งขึ้น การขยายซอยสำโรงจันทร์การขยายถนนเลียบนครปรับปรุงเกาะกลางถนนสืบศิริ ก่อสร้างถนนหลังโรงเรียนสุรนารี ปรับปรุง ถ.เลียบรั้ว กองบัญชาการช่วยรบที่ 2 และถนนร่วมเริงไชย ได้พยายามทำให้เครือข่ายจราจรสามารถเชื่อมต่อเป็นเส้นทางเดียวกัน เป็นการรองรับการเติบโตของเมืองในระยะยาว
"รถเมล์ลอยฟ้า-ทางเท้าลอยฟ้า" เป็นอีกโครงการหนึ่งที่ผู้บริหารเทศบาล พยายามผลักดันให้เกิดขึ้นจริง เป็นระบบขนส่งมวลชนรูปแบบใหม่ที่สามารถดำเนินการขนส่งผู้คนได้เป็นจำนวนมาก โครงสร้างทางเดินรถจะเป็นแบบยกระดับสูงประมาณ 17-19 เมตรจากผิวจราจร ใช้พื้นที่เกาะกลางถนนเป็นเส้นทางเดินรถ ไม่ต้องเวนคืนที่ดินให้ประชาชนเดือดร้อน โดยมีศูนย์ควบคุมการเดินรถที่สามารถติดตามตำแหน่งของรถด้วยระบบจีพีเอส ค่าบริการประมาณคนละ 10-20 บาท หากใช้รถขนาด 12 เมตร สามารถรับส่งผู้โดยสารได้ตู้ละ 70 คน ขนาด 18 เมตร ตู้ละ 100 คน และ 24 เมตร ตู้ละ 200 คน คาดว่าในปีนี้จะเห็นรายละเอียดของโครงการ
ส่วนทางเท้าลอยฟ้า จะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการเดินทาง ด้วยการจอดรถไว้ที่บ้านหรือสำนักงาน และอนุญาตให้เอกชนเชื่อมระหว่างอาคารกับอาคาร ไม่ต้องเดินบนพื้นถนนให้มาใช้ทางยกระดับ โดยเฉพาะจุดตัดของการจราจรตามแยกต่างๆ ซึ่งโครงการนี้จะเชื่อมต่อระหว่างรถเมล์ลอยฟ้าและทางเท้าลอยฟ้า ใช้งบประมาณมากกว่า 2,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ สิ่งที่ยังอยู่ในความทรงจำของชาวโคราช เมื่อเคยเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปี 2554 เทศบาลจึงต้องวางแผนป้องกันน้ำท่วมที่อาจเกิดขึ้นอีก ย่านเศรษฐกิจการค้า โรงพยาบาล สถาบันการศึกษาจะต้องไม่ถูกน้ำท่วม จึงมีการจัดตั้งศูนย์เตือนภัยเฝ้าระวังระดับน้ำตลอด 24 ชั่วโมง มีการพร่องน้ำออกจากอ่างและเขื่อนที่กักเก็บไว้ให้แห้ง รองรับน้ำรอบใหม่ รวมทั้งร่วมกับกองทัพภาคที่ 2 ทำโครงการอ่างเก็บน้ำพื้นที่ 200 ไร่รอบสวนเกษตรกองทัพภาคที่ 2 สามารถเก็บน้ำได้เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 4.7แสนล้าน ลบ.ม. และโครงการแก้มลิงขนาดใหญ่บริเวณสวนสามหญิง
ปัญหามลพิษทางอากาศ เป็นอีกปัญหาของเมืองขนาดใหญ่ ซึ่ง "นายกสุรวุฒิ" บอกว่า เนื่องจากโคราชเป็น 1 ใน 3 ของเมืองที่มีเครื่องตรวจวัดมลพิษในอากาศตลอด 24 ชั่วโมง รองจากกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าโคราชเป็นเมืองมลพิษ แต่เราไม่ต้องการให้โคราชมีมลพิษ
ทว่า เมื่อผนวกเข้ากับภาพรวมการค้า ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนที่มีทั้งสังคมเมืองและสังคมชนบท ซื้อง่ายขายคล่อง ค่าครองชีพที่ไม่แพง เหล่านี้จะทำให้โคราชเป็นเมืองน่าอยู่ในอันดับต้นๆ ของประเทศได้แน่นอน



