
พายุถล่มอีสานต้นยางบ้านพังอื้อ
พายุถล่ม ภูสิงห์ ต้นยาง บ้านเรือนเสียหายหนัก แล้งกระหน่ำพิจิตรแม่น้ำยมแห้งขอด ปชช.สามารถขับ จยย.ข้ามได้ เจ้าพระยาวิกฤตน้ำแห้งเห็นเนินทราย-เรือส่งสินค้าเกยตื้น
6เม.ย.2555 นายทวีศักดิ์ มะลิซ้อน นายกองค์การบริหารส่วนตำบลไพรพัฒนา อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ กล่าวว่า เย็นวันที่ 4 เมษายนที่ผ่านมาได้เกิดพายุลูกเห็บในพื้นที่ สร้างความเสียหายต่อที่อยู่อาศัยรวม 4 หมู่บ้าน บ้านเรือนเสียหายนับ 100 หลัง ส่วนยางพาราหักโค่นจำนวนมาก
แล้งกระหน่ำพิจิตร แม่น้ำยมแห้งขอดนายแสวง นันทวงศ์ อยู่บ้านเลขที่ 34 บ้านโคกชาติ ต.ไพรพัฒนา ประธาน อสม.ต.ไพรพัฒนา กล่าวว่า ความแรงของพายุ ทำให้สวนยางพาราของตนได้รับความเสียหายรวม 40 ไร่
แล้งกระหน่ำพิจิตรแม่น้ำยมแห้งขอด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่จังหวัดพิจิตร ส่อเค้ารุนแรง โดยเฉพาะในเขตลุ่มแม่น้ำยม ชาวบ้านหมู่ 3 บ้านวังเทโพ ต.วังจิก อ.โพธิ์ประทับช้าง จ.พิจิตร ขับรถจักรยานยนต์ข้ามแม่น้ำยมที่แห้งขอดบริเวณหน้าหมู่บ้านวังเทโพ ที่น้ำแม่น้ำยมแห้งขอดจนเหลือเพียงลำธารเล็กๆ จนประชาชนสามารถเดินข้าม ไป-มาได้ รวมไปถึงสามารถขับรถจักรยานยนต์และรถทางเกษตรข้ามแม่น้ำได้
สำหรับแม่น้ำยมที่แห้งขอดจนสามารถเดิน และขับรถข้ามได้ในครั้งนี้สืบเนื่องมาจากแม่น้ำยมที่แห้งอย่างรวดเร็วหลังเขื่อนหลักสองแห่งหยุดการปล่อยน้ำ จากที่เคยผันน้ำมาช่วยเหลือพื้นที่แม่น้ำยม และเป็นช่วงที่เกษตรกรใช้น้ำในการทำการเกษตรจำนวนมาก จนส่งผลให้แม่น้ำยมแห้งขอดสภาพแม่น้ำยมแห้งจนเห็นผืนทรายบริเวณท้องแม่น้ำ ส่งผลกระทบประชาชนประสบปัญหาขาดน้ำในการ ทำการเกษตร แต่อีกด้านหนึ่งประชาชนได้ประโยชน์จากการลดระยะทางในการเดินทางเนื่องจากสามารถขับรถข้ามแม่น้ำยมจากที่การข้ามฟากต้องใช้ระยะทางกว่า 6 กิโลเมตรเพื่ออ้อมไปข้ามสะพานข้ามแม่น้ำอีกหมู่บ้านหนึ่ง แต่เมื่อแม่น้ำยมแห้งก็สามารถขับรถข้ามที่บริเวณหน้าหมู่บ้านได้เลย
ทั้งนี้ พื้นที่บ้านวังเทโพ ตำบลวังจิก เป็นอีกพื้นที่ทีประสบปัญหาเหมือนกับอีกหลายๆหมู่บ้านในพื้นที่ 4 อำเภอของจังหวัดพิจิตร ที่มีพื้นที่ติดกับแม่น้ำยมคือเป็นพื้นที่ประสบปัญหา น้ำท่วม และภัยแล้งซ้ำซาก ฤดูน้ำหลากน้ำจะท่วมทั้งบ้านเรือนประชาชน วัด โรงเรียน พื้นที่ทางการเกษตร ถนน การสัญจรต้องใช้เรือเป็นพาหนะ ส่วนฤดูแล้ง น้ำจะแห้งจนไม่มีน้ำที่จะใช้ในการเกษตร อุปโภคและส่งผลถึงน้ำที่เป็นน้ำต้นทุนในการผลิตประปาหมู่บ้านก็จะขาดแคลนตามไปด้วย
เจ้าพระยาวิกฤตน้ำแห้งขอดเห็นเนินทราย-เรือส่งสินค้าเกยตื้น
ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดอ่างทองได้เดินทางไปตรวจสอบบริเวณแม่น้ำเจ้าพระยา หมู่ที่ 2 ต.บางเสด็จ อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง หลังรับแจ้งว่ามีเรือบรรทุกสินค้าเกยตื้นติดสันดอนทรายไม่สามารถเดินทางต่อได้ ส่งผลให้การสัญจรทางเรือบริเวณนั้นต้องหยุดชะงัก เรือจำนวนนับร้อยลำต้องจอดไม่สามารถสัญจรไปมาได้
เมื่อเดินทางไปถึงพบว่า บริเวณที่เรือเกยตื้นในแม่น้ำเจ้าพระยานั้น ตรงกับทางแยกของแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งแยกเข้ากรุงเทพมหานครและแยกไปบ้านแพนทะลุจังหวัดสุพรรณบุรี หรือชาวบ้านเรียกว่าแยกปากคลองโผงเผง ในบริเวณดังกล่าวพบเรือบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่จอดเกยตื้นอยู่กลางแม่น้ำเจ้าพระยา นอกจากนั้น ยังพบว่ามีเรือสินค้าไม่ว่าจะเป็นเรือบรรทุกน้ำตาล บรรทุกดิน และบรรทุกทราย ได้จอดเรียงลำอยู่ทั้งสองฟากฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยานับ 100 ลำ เพราะไม่สามารถเดินทางต่อไปได้ และใกล้กันนั้นพบเรือดูดทรายของสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ 2 สาขาอยุธยาจอดอยู่ และกำลังดำเนินการเร่งดูดทรายขึ้นตลิ่ง เพื่อเพิ่มความลึกของร่องน้ำ
จากการสอบถามนายสมชาย ฉิมสูง อายุ 52 ปี อยู่บ้านเลขที่ 1 หมู่ 6 ต.คลองควาย อ.สามโคก จ.ปทุมธานี กล่าวว่า ตนเป็นเจ้าของเรือลากจูง ส.ทรัพย์เจริญ โดยลากจูงเรือน้ำตาลมาจากโกดังน้ำตาลในอำเภอป่าโมก จ.อ่างทอง เพื่อจะไปส่งลงท่าเรือที่กรุงเทพฯ เมื่อลากเรือมาถึงบริเวณดังกล่าวก็พบว่าไม่สามารถเดินทางต่อไปได้ เนื่องจากน้ำตื้นเขิน มีเรือบรรทุกสินค้าเกยตื้นอยู่กลางแม่น้ำ ตนจึงจอดเรือไว้ที่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งจอดอยู่เป็นอาทิตย์แล้วหลังจากที่เรือเกยตื้น ผู้ประกอบการขนส่งทางเรือก็ได้แจ้งไปสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ 2 สาขาพระนครศรีอยุธยาให้มาช่วยดำเนินการ ทางสำนักงานเจ้าท่าก็ได้ส่งเรือดูดทรายมาเพื่อให้เร่งดำเนินการดูดทรายเพื่อขึ้นไว้ริมตลิ่ง เพื่อเพิ่มความลึกให้กับร่องน้ำ และเมื่อร่องน้ำมีความลึกมากขึ้นก็จะทำให้เรือทั้งหมดสามารถสัญจรไปมาได้ ซึ่งเรือส่วนใหญ่นั้นมีระดับความลึกอยู่ที่ 4 เมตร แต่ความลึกของแม่น้ำนั้นอยู่ที่ประมาณ 2.50 - 3.00 เมตร
นายสมชาย กล่าวต่อไปว่า ถ้าหากลากจูงเรือต่อไปก็จะส่งผลกระทบต่อชาวบ้านที่เลี้ยงปลากระชังอยู่ริมแม่น้ำทั้งสองฟากฝั่ง เนื่องจากแม่น้ำเจ้าพระยาที่ตื้นเขินนี้เกิดจากการสะสมของทรายทำให้เกิดเป็นสันดอนทราย และเมื่อลากเรือไปก็จะทำให้ทรายนั้นแตกออกไปยัง 2 ฝั่ง ส่งผลต่อกระชังปลาเป็นอย่างมาก
ด้านนายปราโมทย์ เกิดสังข์ อายุ 64 ปี อยู่บ้านเลขที่ 81 หมู่ 1 ต.บางเสด็จ อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง ชาวบ้านบริเวณใกล้เคียง กล่าวว่า เรือสินค้ามาเกยตื้นเป็นอาทิตย์แล้ว และบริเวณสองฝั่งก็มีเรือมาจอดรออยู่เป็นจำนวนนับร้อยลำ เนื่องจากไม่สามารถเดินทางต่อได้ จนเมื่อ 3 วันก่อน เรือจากกรมเจ้าท่าของอยุธยานั้นได้มาจอด เพื่อจะมาเร่งดูดทรายเพื่อเพิ่มความลึกให้แก่ร่องน้ำ แต่ก็มาจอดอยู่ 3 วัน แล้วก็ยังไม่ได้ดำเนินการอะไร จนเมื่อวันก่อนได้เริ่มดูดทราย แต่ก็ทำ ๆ หยุด ๆ ชาวบ้านก็พูดกันว่ากรมเจ้าท่าทำงานช้า ทำให้เรือยิ่งติดขัดมากขึ้น ซึ่งตนก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าเป็นเพราะอะไร



