
300 บาท (จะ) ขาดใจ
300 บาท (จะ) ขาดใจ
300 บาท...คราวนี้ทำใจลำบากเหลือเกิน ทำใจลำบากจริงๆ ไม่เฉพาะเจ้าของกิจการเพียงฝ่ายเดียวที่ร้องโอดโอย กับผลบังคับใช้ค่าแรงขั้นต่ำซึ่งเริ่มออกตัวอย่างแรงกันแล้วตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ที่ผ่านมา ประเมินจากสถานการณ์แล้วรังสีอำมหิตยังแผ่ไปสู่ชาวบ้านร้านตลาด แม้กระทั่งผู้ใช้แรงงานเองที่เหมือนจะได้รับอานิสงส์ไปเต็มๆ แต่กลับต้องตกอยู่ในสภาพหน้าชื่นอกตรม ด้วยนับจากนี้ผลกระทบส่อแววเป็นงูกินหาง !!.....
ตีตนไปก่อนไข้หรือเปล่า!! ผู้ใช้แรงงานตัวจริงเสียงจริง นิยม สิงห์ทอง วัย 39 ปี พนักงานรักษาความปลอดภัย บริษัท พี ซี เอส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด บอกว่า ทำงานในหน้าที่พนักงานรักษาความปลอดภัยมา 9 ปีแล้ว ในปีนี้ได้ค่าจ้างวันละ 320 บาท และเมื่อทางรัฐบาลเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท บริษัทก็เพิ่มค่าแรงขึ้นให้เป็นวันละ 450 บาท ถึงจะดีใจที่ได้ค่าแรงเพิ่ม แต่ปริมาณงานก็เพิ่มขึ้นด้วย ที่สำคัญค่าครองชีพก็สูงมากขึ้นเช่นกัน
"ตอนนี้ค่าแรงเพิ่มเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ที่ผ่านมา แต่ก็เฉยๆ นะ ไม่ได้ดีใจ เพราะค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้น ข้าวแกงก็จานละ 45 บาท จึงต้องกินวันละมื้อเท่านั้น โดยตอนเช้าก็จะซื้อกาแฟ กลางวันถึงจะกินข้าว และตอนเย็นก็ซื้อผลไม้อะไรก็ว่าไป แล้วก็ต้องเลี้ยงลูกอีก 2 คน ค่าใช้จ่ายก็สูง แถมเมื่อขึ้นค่าแรงบริษัทก็ลดคนลงและเพื่อนร่วมงานที่เคยทำงานด้วยกันก็โดนโยกไปทำที่อื่นเพื่อเฉลี่ยค่าใช้จ่ายที่บริษัทต้องจ่ายเพิ่ม ทำให้ต้องทำงานเพิ่ม เงินเพิ่มงานเพิ่มจริงๆ ไม่ได้ดีขึ้นอย่างที่หลายๆ คนหวังเลย เหนื่อยมากขึ้นและต้องประหยัดมากขึ้นด้วยซ้ำ" พนักงานรักษาความปลอดภัยสาว สะท้อนความเห็น
ด้านสาวคิดบวก สายฝน สร้อยสอ พนักงานบริษัท ขนส่งน้ำมันทางท่อ จำกัด แสดงความเห็นว่า ในทางตรงไม่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของเธอและครอบครัวมากนัก ทว่าในทางอ้อมก็พอจะมีอยู่บ้างโดยเฉพาะเรื่องค่าครองชีพสูงขึ้น เช่น ราคาสินค้าแพงขึ้น ค่าอาหารแพงขึ้น ซึ่งจะว่าอีกทีก็ปรับราคาขึ้นมานานแล้วตั้งแต่เริ่มมีข่าวออกมาด้วยซ้ำ ดังนั้น เมื่อถึงวันนี้ที่มีผลบังคับใช้จริงๆ เธอก็ปรับตัวและทำใจยอมรับได้แล้ว เพราะคิดนั่นคือปัจจัยจำเป็นในชีวิต
"โดยส่วนตัวอาจจะซื้อสินค้าและบริการได้น้อยลงในวงเงินค่าใช้จ่ายที่กำหนดไว้เท่าเดิม ง่ายๆ คือ ปรับลดละความอยากให้น้อยลง เพื่อไม่ให้กระทบเงินออม ช็อปปิ้งน้อยลง เลิกดูหนังโรงซื้อหนังแผ่นมาดูแทน รอซื้อของเซล ไม่ต้องทันเหตุการณ์ในบางเหตุการณ์บ้างก็ได้ อย่างไรก็ตามก็ยอมรับได้ เพราะอยากเห็นและพิสูจน์ว่าตรรกะของรัฐบาลจะสามารถแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่" สายฝน แสดงมุมมอง
เช่นเดียวกับคุณแม่ลูกสองวัย 37 ปี สุกัญญา จริยสาธิต ให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า สำหรับตัวเธอยังไม่เห็นผลกระทบที่ชัดเจนมากนัก เพราะข้าวของเครื่องใช้ชิงขึ้นราคาไปก่อนหน้านี้แล้ว อย่างข้าวแกงก็ขึ้นราคาเป็น 35-40 บาท ราคาไข่ ผัก เนื้อสัตว์ ก็ปรับตัวสูงขึ้น เรียกว่าทุกอย่างแพงขึ้นหมด ดังนั้นการปรับค่าแรงขั้นต่ำขึ้นเป็น 300 บาทจึงเป็นเรื่องดีสำหรับลูกจ้างที่จะทำให้บาลานซ์กับค่าครองชีพที่มีแนวโน้มจะสูงขึ้นเรื่อยๆ ในทางตรงกันข้ามหากทุกอย่างแพงขึ้นหมดแต่ค่าแรงไม่ปรับขึ้นตาม การใช้ชีวิตอยู่คงเป็นเรื่องยาก
ผลกระทบที่เกิดขึ้นชิ่งกลับไปมา ผู้ประกอบการนำเข้าอาหารทะเลแปรรูปขนาดกลาง เรืองยศ สุวรรณธาร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไคเซนมารุ จำกัด ซึ่งมีพนักงานในความดูแลกว่า 60 คน ให้ความเห็นกับการปรับขึ้นค่าแรงใน 2 มุมมองว่า ยินดีและเห็นด้วยเพราะเข้าใจว่าพนักงานทุกคนล้วนมีภาระมากขึ้น แต่ส่วนตัวก็ไม่อยากให้คิดเป็นค่าแรงขั้นต่ำแต่ควรคิดแบบรายรับสุทธิมากกว่า เพราะบางบริษัทอาจมีสวัสดิการอื่นให้นอกจากเงินเดือนด้วย ถ้าปรับเป็นค่าแรงทุกอย่างก็ต้องขึ้นตามมาด้วย
"ปัญหาแรกๆ จากการปรับค่าแรงขั้นต่ำคือบางคนทำมา 3 ปีแต่เงินเดือนกลับเท่ากับคนที่เพิ่งเข้ามาใหม่ ก็ไม่แฟร์กับพนักงานเก่า ก็น่าจะมีตัวเลือกอื่นๆ ให้ผู้ประกอบการบ้าง อย่างการคำนวณรายรับสุทธิสวัสดิการต่างๆ ถ้าดูแล้วไม่พอกินเราก็เพิ่ม ตอนนี้ทุกอย่างเลยต้องปรับขึ้นหมดทั้งเงินเดือน โอที สวัสดิการที่ต้องขึ้นตามฐานเงินเดือนด้วย ถ้าถามว่าเราสามารถลดค่าสวัสดิการลงได้ไหมก็ทำได้ แต่ก็ไม่มีใครอยากลดแน่ๆ ตอนนี้จึงกลายเป็นเรื่องสวนกระแสที่จะปรับค่าครองชีพเพื่อให้คนทำงานมีรายได้เพิ่มขึ้น ในขณะที่ผู้ประกอบการเองก็มีรายจ่ายเพิ่มและเมื่อขึ้นราคาสินค้าด้วย ก็เท่ากับว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แน่นอนว่าพนักงานทุกคนคาดหวังในเรื่องนี้มาก ตอนนี้ต้องหาบทสรุปที่สมเหตุสมผลให้พนักงานพอใจอยู่ได้ แล้วเราก็ต้องอยู่ได้ด้วย" ผู้ประกอบการกล่าว
เช่นเดียวกับ รัชวุฒิ ชัยวัฒนรัตน์ เจ้าของบริษัท ธนรัตน์ แอสเสท จำกัด บริษัท พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่มีพนักงานครอบคลุมตั้งแต่ระดับผู้ใช้แรงงานไล่ไปจนถึงผู้บริหาร ยอมรับว่าการประกาศขึ้นค่าแรงรวดเดียวแตะ 300 บาท ย่อมส่งผลดีในด้านจิตวิทยาของผู้ใช้แรงงาน แต่นั่นเป็นเพียงชั่วคราว เพราะในที่สุดก็ต้องทำใจเมื่อมีผลทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ราคาข้าวของในท้องตลาดก็ต้องปรับสูงขึ้นด้วย กลายเป็นว่าปรับค่าแรงพร้อมกับค่าครองชีพก็สูงขึ้น ขณะเดียวกันนายจ้างก็ต้องพิจารณาถึงต้นทุนการประกอบธุรกิจซึ่งอาจมีผลต่อการเลิกจ้างเพื่อปรับลดค่าใช้จ่าย
"ผลตอบรับในเรื่องนี้มีทั้งแง่ดีและไม่ดี การที่เงินเดือนขึ้น ค่าจ้างขึ้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างไม่ผิดความคาดหมายคือราคาสินค้าที่จ่อขึ้นแน่นอน เพราะค่าจ้างผันแปรไม่ทันกับค่าครองชีพ ภาพรวมจึงถือว่าไม่ดีขึ้นเลย และถ้าจะสังเกตกราฟระยะยาวอีก 20-30 ปี ฐานเงินเดือนก็ยังเป็นหลักหมื่นอยู่ดี ตรงข้ามกับราคาทองคำ น้ำมัน อาหาร อย่างข้าวแกง 1 จาน เมื่อก่อนราคา 20-25 บาท ตอนนี้ 35-40 ขึ้นมา 100 เท่า แต่เงินเดือนขึ้นไม่กี่เปอร์เซ็นต์" นายจ้าง กล่าว
เห็นด้วยหรือไม่ก็สุดแต่นานาทัศนะ ที่แน่ๆ วินาทีนี้ต้องตั้งรับและรู้จักปรับตัว เพราะถึงอย่างไรก็ยังจำเป็นต้องอยู่กับความเปลี่ยนแปลงนี้ไปอีกนาน....



