ข่าว

แง่มุมศาสนาต่อการฆ่าเพื่อนมนุษย์

แง่มุมศาสนาต่อการฆ่าเพื่อนมนุษย์

06 เม.ย. 2555

แง่มุมศาสนาต่อการฆ่าเพื่อนมนุษย์ : วิถีมุสลิมโลก โดย ศราวุฒิ อารีย์

             เหตุระเบิดที่โรงแรมลี การ์เดนส์ พลาซ่า อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และกลางเมือง จ.ยะลา จนทำให้มีผู้เสียชีวิตรวมกัน 14 คน และบาดเจ็บอีกกว่า 500 คน เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมานั้น สะท้อนให้เห็นถึงความโหดร้ายของผู้ก่อการที่ฆ่าได้แม้แต่คนบริสุทธิ์ ซึ่งขัดกับหลักคำสอนของอิสลาม
 
             อัลกุรอานได้ประณามการฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์อย่างรุนแรง ขณะเดียวกันก็ชื่นชมต่อบุคคลซึ่งช่วยรักษาชีวิตมนุษย์เอาไว้ “แท้จริงผู้ใดฆ่าชีวิตหนึ่ง โดยมิใช่เป็นการชดเชยอีกชีวิตหนึ่งหรือมิใช่เนื่องจากการบ่อนทำลายในแผ่นดินแล้ว ก็ประหนึ่งว่าเขาได้ฆ่ามนุษย์ทั้งมวล และผู้ใดไว้ชีวิตนั้น ก็ประหนึ่งว่าเขาไว้ชีวิตมนุษย์ทั้งมวล”  (อัลกุรอาน 5 :32 )
 
             ไม่เฉพาะการเข่นฆ่าชีวิตผู้บริสุทธิ์เท่านั้นที่อิสลามประณาม แต่ยังรวมถึงการฆ่าชีวิตผู้อื่นเพียงเพราะคนเหล่านั้นมีอุดมการณ์หรือนับถือศาสนาอื่นที่แตกต่าง เพราะจริงๆ แล้วอิสลามให้อิสรภาพในการนับถือศาสนาอย่างเต็มที่ อิสลามไม่อนุญาตให้บีบคั้นกดดันผู้ที่เห็นต่าง และยังส่งเสริมให้มุสลิมปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความเป็นมิตรและด้วยความเท่าเทียม
 
             ครั้งหนึ่งในระหว่างที่ศาสนทูตมุฮัมมัดและสานุศิษย์เดินทางกลับจากนครมะดีนะฮ์หลังจากที่ท่านได้ทำพิธีละหมาดในตอนเช้าและละหมาดให้แก่ผู้ที่เสียชีวิตในสนามรบ ท่านศาสนทูตได้ถามสานุศิษย์ว่า “หากท่านเดินผ่านสนามรบภายหลังการต่อสู้ และเห็นผู้ที่บาดเจ็บนอนอยู่ซึ่งมีทั้งฝ่ายมุสลิมและฝ่ายตรงข้าม ทั้งสองฝ่ายต่างมีความหิวกระหายน้ำ และท่านพอมีน้ำเหลืออยู่บ้าง ท่านจะเอาน้ำนั้นให้แก่ผู้ใด”
 
             สานุศิษย์ทั้งหมดต่างตอบว่า “เราก็ต้องแบ่งน้ำให้แก่พี่น้องมุสลิมของเราซิครับท่าน” ท่านอุมัร อิบนุล ค็อฏฏอบ จึงกล่าวแทรกขึ้นว่า “พระผู้เป็นเจ้าและท่านผู้เป็นศาสนทูตย่อมเป็นผู้ที่รู้ดีที่สุด ขอท่านได้โปรดแนะนำแนวทางที่ถูกต้องแก่พวกเราด้วยเถิด” ท่านศาสนทูตจึงกล่าวขึ้นว่า “ฉันจะแบ่งน้ำครึ่งหนึ่งให้ฝ่ายมุสลิมและอีกครึ่งหนึ่งให้ฝ่ายตรงข้าม”
 
             สานุศิษย์ทั้งหมดจึงถามต่อด้วยความประหลาดใจว่า “ท่านจะแบ่งน้ำให้อีกฝ่ายหนึ่งโดยไม่คำนึงว่าเราจะมีน้ำเหลืออยู่มากน้อยเพียงไรกระนั้นหรือ” ท่านศาสนทูตจึงอธิบายว่า “ใช่แล้ว นี่เป็นสถานการณ์พิเศษที่แตกต่างออกไปในท่ามกลางสภาวการณ์เช่นนี้ ‘ผู้อื่น’ หรือ ‘ฝ่ายตรงข้าม’ ไม่ได้อยู่ในฐานะที่เป็นศัตรูของเราอีกต่อไป เพราะพวกเขาเป็นผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ เป็นผู้ที่กระหายน้ำและเป็นเพื่อนมนุษย์ที่มีความต้องการมีชีวิตรอด ดังนั้น ฉันจะแบ่งน้ำให้ทั้งสองฝ่ายเท่าๆ กัน ถึงแม้ว่าเสร็จจากการดื่มน้ำแล้วจะทำให้พวกเขามีกำลังลุกขึ้นมาต่อสู้กับพวกเราต่อไปอีกก็ตาม” (ดู Henry Bayman, The Secret of Islam : Love, Law and in the Religion of Ethic (Berkley : North Atlantic, 2003)
 
             นอกจากนี้ ศาสนทูตมุฮัมมัดยังสั่งห้ามเหล่าทหารไม่ให้เข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ คนชรา สตรีและเด็กในสมรภูมิ ท่านศาสนทูตแนะนำพวกเขาเอาไว้ว่า “จงเว้นจากการทำเกินเหตุหรือประพฤติฉ้อฉล อย่าขู่กรรโชกให้คนกลัว หรือสับฟันคนเล่น และอย่าฆ่าเด็กๆ เป็นอันขาด” ขณะเดียวกัน ท่านศาสนทูตก็ได้จัดประเภทให้การฆาตกรรมเป็นบาปใหญ่อันดับสอง และท่านก็ได้เล่าถึงวันพิพากษาว่า “คดีแรกที่จะถูกตัดสินลงโทษในหมู่มนุษยชาติในวันแห่งการพิพากษาคือ บรรดาผู้ที่ฆ่ากันตาย (หรือทำลายล้างชีวิต)”
 
             โดยสรุปแล้ว การก่อการร้ายและการเข่นฆ่าประชาชนคนบริสุทธิ์ไม่ว่าจะโดยเหตุผลใด และภายใต้ทุกๆ สถานการณ์นั้น ไม่เป็นที่อนุมัติในอิสลาม แน่นอนว่าอิสลามส่งเสริมให้ผู้ถูกกดขี่ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อให้ได้มาซึ่งความยุติธรรม และยังสั่งใช้ให้มุสลิมช่วยเหลือผู้ถูกกดขี่และผู้ที่ได้รับความทุกข์ทรมาน ไม่ว่าเขาเหล่านั้นจะนับถือศาสนาใดก็ตาม แต่อิสลามก็ไม่อนุญาตให้เข่นฆ่าเพื่อนมนุษย์และกระทำการอันเกินเลยขอบเขตเป็นอันขาด