ข่าว

'ประธานศาลปค.'เผยเคยถูกขู่ฆ่า

'ประธานศาลปค.'เผยเคยถูกขู่ฆ่า

05 เม.ย. 2555

เสวนาวัน "สัญญา ธรรมศักดิ์" อดีตเลขาฯกฤษฎีกา ระบุ "ศาล รธน.- ศาลปกครอง" ยังสร้างศรัทธาไม่พอ "วสันต์" เผยไม่มีผู้พิพากษาอยากเป็นตุลาการศาลรธน. ประธานศาลปกครองเผยเคยถูกขู่ฆ่า ยันไม่มีอำนาจเกินรัฐธรรมนูญ "สามารถ" เมินข้อสังเกตผู้ตรวจฯอ้างมีหลักอ้างอิงชัดเจน

              เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 5 เมษายน ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ สถาบันสัญญาธรรมศักดิ์ เพื่อประชาธิปไตย จัดงานสัมมนาวิชาการเนื่องในวันสัญญา ธรรมศักดิ์ 5 เมษายน ในหัวข้อ “ประเทศไทยยุคเปลี่ยนผ่าน ประเทศไทยกับระบบศาล” โดยมี ดร.อมร จันทรสมบูรณ์  อดีตเลขาธิการ คณะกรรมการกฤษฎีกา นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ  และนายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล ประธานศาลปกครองสูงสุด เข้าร่วมบรรยาย และมีนักวิชาการ ประชาชนที่สนใจเข้าร่วมรับฟังเป็นจำนวนมาก


อดีตเลขาฯศาลฎีกาชี้ศาลรัฐธรรมนูญ-ศาลปกครองยังสร้างศรัทธาไม่พอ

              นายอมร กล่าวว่า  บทบาทของศาลในระยะเปลี่ยนผ่านในรัฐธรรมนูญ ระบบศาลมีความสำคัญมากทั้งศาลปกครองและศาลรัฐธรรมที่จะทำหน้าที่ในการตรวจสอบสถาบันทางการเมือง รวมทั้งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมืองตั้งแต่ปี 2534 จนมีรัฐธรรมนูญ 2540 เป็นความก้าวหน้าที่สำคัญ ทำให้มีการจัดตั้งศาลปกครองตั้งขึ้นมาเพื่อตรวจสอบสถาบันการเมือง ในระยะเปลี่ยนผ่านศาลต้องเจอศึกหนักเจอกับระบบเผด็จการพรรคการเมืองนายทุนและเผด็จการรัฐสภาที่เป็นประเทศเดียวในโลก ไม่เหมือนประเทศประชาธิปไตยอื่น ซึ่งศาลต้องตรวจสอบตัวเองว่าทำงานได้ดีหรือไม่ ถ้าทำได้ดีก็จะได้รับการสนับสนุน โดยผลงานของศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครองที่ผ่านมา ยังสร้างความศรัทธาไม่พอเพียง วันนี้ดี  วันหน้าไม่ดี ตนตั้งข้อสังเกตว่าศาลมีคุณภาพที่ดีหรือไม่  ต้องดูมาตรฐานผลคำวินิจฉัยของศาลอยู่ในสภาพที่ควรจะเป็นหรือไม่  โดยการใช้หลักกฎหมายมหาชน ต้องคุ้มครองประโยชน์ส่วนรวมอุดรูรั่วด้วยเหตุผล จุดอ่อนถึงตุลาการแสดงให้เห็นถึงคำวินิจฉัยของศาล เราจึงไม่สามารถสร้างความศรัทธาได้ตามที่คาดหวัง โดยจะทำอย่างไรจึงจะยกระดับคำวินิจฉัยของศาลขึ้นมาได้


"วสันต์"เผยไม่มีผู้พิพากษาอยากเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

              ขณะที่นายวสันต์ กล่าวว่า คนเป็นผู้พิพากษาตุลาการจะต้องยอมรับความจริงและจะต้องสู้กับความจริง  และจะต้องเชื่อมั่นไม่เอาเงินใคร ไม่รับจ้างใคร ทำงานอย่างตรงไปตรงมาไม่มีอคติ  ศาลรัฐธรรมนูญมีข้อบกพร่องคือที่มาที่ไปของตุลาการ  เราจะได้บุคคลากรคุณภาพเยี่ยมนั้นยากมากเพราะไม่มีเหตุจูงใจ ตุลการการศาลรัฐธรรมนูญมี 9 คน ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาที่จะต้องคัดเลือกผู้พิพากษามาเป็น 3 คน ก็ไม่มีผู้พิพากษาคนไหนอยากได้รับการคัดเลือก เลือกจากผู้ที่ไม่ได้แจ้งความประสงค์ขอสละสิทธิ์รับเลือกและไม่ได้เข้าร่วมประชุมคัดเลือก

อีกทั้งศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอาญาสิทธิ์ในมือ เหมือนอย่างศาลยุติธรรมก็ยังมีกฎหมายเรื่องละเมิดอำนาจศาล แต่อยู่ในศาลรัฐธรรมนูญไม่มีกฎหมายดังกล่าวคุ้มครอง สามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้ทั้งหมดไม่มีการตรวจสอบ เช้าอ่านคำพิพากษา บ่ายถูกด่าผ่านทางโทรทัศน์ทั่วบ้านเมือง  ยกตัวอย่างคู่กรณีชี้หน้าด่าตุลาการในบัลลังก์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก็ได้แต่แบ๊ะๆ ทำอะไรไม่ได้ เพราะไม่มีกฎหมายให้อำนาจคุ้มครอง กรรมการห้ามมวยยังสั่งไล่ลงจากเวทีได้ กรรมการฟุตบอลยังแจกใบเหลือง-แดงได้ แต่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต้องวิ่งไปแจ้งความกันเอง  


รับตุลาการมีดีมีชั่วแต่มีการลงโทษ

              นายวสันต์ กล่าวว่า ส่วนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมาจาการสรรหาของวุฒิสภา 4 คน  ซึ่งมีสายนิติศาสตร์ และรัฐศาสตร์ คือตนและนายจรัญ ภักดีธนากุล  ก็มาจากศาลฎีกา และที่ประชุมใหญ่ศาลปกครอง 2 คน รวมทั้งหมด 7 คน ในตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมาจากศาลฎีกา  มีการแตกต่างกันทางความคิดเป็นเรื่องปกติ ตุลาการภิวัตน์อย่างพระราชดำรัสในหลวงว่า ผู้พิพากษามีอีกสถานะหนึ่งเป็นนักกฎหมายผู้เชี่ยวชาญ เมื่อมีโอกาสจะต้องนำความรู้เหล่านี้เพื่อช่วยเหลือชาวบ้าน โดยฝ่ายตุลาการไม่อยู่ในฝ่ายกำกับดูแลของฝ่ายบริหาร แต่อยู่ได้โดยการอบรมสั่งสอนของบรรพตุลาการ ให้เราไม่มีอคติ ให้ดูข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายในสำนวน ไม่ต้องการความร่ำรวยจากอาชีพนี้ แค่พอมีพอกินไม่แสวงหาความมั่งคั่ง  อย่างคำกล่าวของอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ หากเราอยู่อย่างพอเพียงจิตใจเราก็จะมั่นคง  ยอมรับว่าในองค์กรแต่ละองค์กรมีคนดีบ้างชั่วบ้าง ในองค์กรตุลาการก็เช่นกัน   ส่วนระบบศาลยุติธรรมคือระบบข้าราชการประจำ  มีการลงโทษเหมือนกับข้าราชการ  แต่ในการตัดสินคดีในศาลยุติธรรมผู้บังคับบัญชาคุมผู้ใต้บังคับบัญชาไม่ได้  จะไม่มีการเกรงใจกันในการตัดสินคดีถ้าความเห็นทางกฎหมายไม่ตรงกัน มีครั้งหนึ่งความเห็นของประธานศาลฎีกาแพ้ความเห็นในที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาถึง  5 เรื่องซ้อน


แจงวิธีเขียนคำวินิจฉัย

              นายวสันต์ กล่าวว่าการตรวจสอบในศาลรัฐธรรมนูญค่อนข้างยาก ทั้งคณะมี 9 คน ประธานศาลรัฐธรรมนูญมีเพียงเสียงเดียว จึงต้องตกลงกันว่าจะวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นใดบ้าง เพราะทุกคนมีอิสระ ฟรีสไตล์ ไม่มีการล็อบบี้ ตัดสินไปตามสำนวน ที่มีการกล่าวว่ามีการล็อบบี้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ โกหกทั้งนั้น ไม่มีใบสั่ง ใบสั่งที่ได้มามากนั้นเป็นใบสั่งจราจร ได้มาทีไรเสียเงินทุกที ที่ศาลรัฐธรรมนูญผ่านร่าง พรก.กู้เงิน 2 ฉบับ ก็โดนด่า จึงต้องสื่อสารให้ประชาชนรู้ว่าเราคิดอย่างไรทำอะไร เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้ แต่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอย่าว่าแต่ประชาชนเลยที่งงฟังไม่รู้เรื่อง เพราะแม้แต่นักกฎหมายยังฟังไม่เข้าใจเนื่องจากคำพิพากษาจะต้องใช้โวหารทางกฎหมายจะหลีกหนีเรื่องนี้ไม่ได้ 

              แต่อย่างหนึ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญเหมือนกับศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเหมือนกันคือผู้พิพากษาทุกคนทำความเห็นส่วนตัวใส่ซองแล้วตอนเช้าวันตัดสินคดี นำสำนวนมาประชุมกันขึ้นแท่นเป็นคำพิพากษาเพื่อจะอ่านช่วงบ่าย  แต่ตนเห็นว่าทำไม่ได้ดีเพราะว่าไฟลนก้น บางทีจึงทำให้คำพิพากษาออกมาแปลกๆ เพราะจะหยิบยกข้อกฎหมายและความเห็นส่วนตนของตุลาการเสียงข้างมากมาตัดใส่ที่ละท่อนแล้วมาเรียบเรียงก่อนแล้วนำข้อเท็จจริงที่มีอยู่ไปใส่ในคำพิพากษา จึงได้คำวินิจฉัยที่แปลก มีบางครั้งเกือบหลุดไม่ได้วินิจฉัยในบางประเด็น ซึ่งปกติควรจะต้องสรุปข้อเท็จจริงให้ยุติเสียก่อนแล้วนำข้อกฎหมายมาอธิบายเอาความเห็นเสียงข้างมากมาตัดในตามประเด็นอย่างคดียึดทรัพย์ ทราบจากเพื่อนผู้พิพากษาว่าองค์คณะแต่ละคนจะรับผิดชอบในแต่เรื่องแล้วนำมาสรุปหาเสียงข้างมาก นำไปเรียงในคำพิพากษากลาง จึงสามารถอ่านคำพิพากษาได้รวดเร็ว ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญก็นำวิธีการนี้มาใช้อย่างแนบเนียน ระยะหลังจึงรอดพ้นจากการถูกด่ามาบ้าง 


              อย่างไรก็ตามต้องขอความเห็นในศาลรัฐธรรมนูญที่มีภารกิจคดีจำนวนมากเพราะคู่ความคดีในศาลยุติธรรมและศาลปกครองมักจะอ้างกฎหมายมาตรานั้นมาตรานี้ขัดแย้งรัฐธรรมนูญ ทำให้ต้องส่งเรื่องมาให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเพื่อต้องการประวิงคดี ศาลรัฐธรรมนูญจึงต้องเร่งวินิจฉัยประเด็นต่างๆเหล่านั้นเพื่อไม่ให้การประวิงคดีสำเร็จ ยอมรับว่าเป็นเรื่องหนักใจ นอกจากต้องดูคุณภาพคำวินิจฉัยแล้วยังต้องดูเรื่องเกี่ยวกับระบบการบริหารจัดการคดีด้วย 


ประธานศาลปกครองระบุศาลไม่มีอำนาจเกินรัฐธรรมนูญ

              ด้าน นายหัสวุฒิ กล่าวว่า สิ่งแรกจะต้องเข้าใจว่าศาลไม่ใช่คู่กรณีในข้อพิพาทที่ตรวจสอบ ไม่เช่นนั้นแล้วศาลจะเป็นองค์กรอำนวยความยุติธรรมไม่ได้  ศาลไม่มีอำนาจตรวจสอบเกินเลยกว่ารัฐธรรมนูญให้อำนาจ สามารถตรวจสอบได้เพียงในกรอบกฎหมายและคดีที่ฟ้องร้อง จุดอ่อนข้อบกพร่างของศาลคือความล่าช้าในการพิจารณาคดี ซึ่งเชื่อว่าเป็นทุกศาลในโลก เราก็ไม่ได้นิ่งนอนใจที่คดีล้าช้า เรากำลังจัดการระบบบริหารอย่างดีที่สุด  ศาลปกครองคดีมีแนวโน้มมากขึ้นทุกปี  เพราะประชาชนคนไทยเริ่มตื่นตัวในสิทธิเสรีภาพที่ประชาชนมีอยู่  โดยเฉพาะข้อพิพาทที่เกิดขึ้นระหว่างหน่วยงานของรัฐซึ่ง 100 ทั้ง 100 ประชาชนแพ้ทั้งสิ้น เมื่อมีศาลปกครองทำให้ประชาชนมาฟ้องคดีจำนวนมาก ปัจจุบันสังคมกำลังมีปัญหาและมีความขัดแย้งมากขึ้นทุกปี ตนมองเห็นแต่องค์กรศาลเท่านั้นที่จะช่วยลดความขัดแย้งในสังคมได้ เพื่อให้แต่ละฝ่ายยอมรับในคำตัดสิน เพื่อไม่ให้ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหาของแต่ละฝ่ายด้วยตนเอง  ดังนั้นศาลจะต้องเป็นกลางยุติธรรม คำวินิจฉัยของศาลจะต้องมีมาตรฐานและมีคุณภาพ อธิบายให้คู่ความรู้ว่าแพ้เพราะอะไร ชนะเพราะอะไร

              "ผมพูดกับตุลาการศาลปกครองเสมอว่า ศาลปกครองจะอยู่ได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับคุณภาพของการวินิจฉัย โดยศาลปกครองตัดสินคดีสำคัญมาเยอะพอสมควร และได้วางหลักที่ไม่ได้ตัดสินนอกเหนือกฎหมาย ขณะที่การวินิจฉัยเกี่ยวกับมาตรการคุ้มครองคดีใดๆ ก็ไม่เคยทำเกินเลย และเป็นมาตรฐานเช่นเดียวกับที่ศาลประเทศอื่นๆใช้ทั่วโลก โดยเฉพาะคดีสิ่งแวดล้อมจะต้องเป็นไปตามกฎหมาย" นายหัสวุฒิกล่าว

 
              นายหัสวุฒิ กล่าวว่า อย่างเช่นคดีการประมูลคลื่นโทรศัพท์ 3 จี มีการฟ้องร้องและกำหนดวิธีการชั่วคราว ศาลปกครองสูงสุดไม่ได้วินิจฉัยเกินเลย เพราะรัฐธรรมนูญ 2550  กำหนดเรื่องการป้องกันสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่การเยี่ยวยา การจะทำโครงการได้ต้องมีการสำรวจ การทำประชาพิจารณ์ การขอใบอนุญาตต่างๆ ซึ่งเป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด และศาลปกครองมีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ที่ศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืนตามศาลปกครองกลาง มีใครเคยอ่านคำวินิจฉัยอย่างละเอียดหรือไม่ เรื่องนี้มี 2 ฝ่ายที่สนับสนุน ฝ่ายหนึ่งให้ศาลเดินหน้าการประมูลโครงการต่ออ้างว่าเพื่อประโยชน์สาธารณะ เป็นการพัฒนาประเทศ ส่วนอีกฝ่ายให้ระงับ แต่เรื่องนี้มีกฎหมายกำหนดชัดเจนว่าต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง แล้วศาลจะให้ดำเนินการโดยอ้างเพื่อประโยชน์สาธารณะได้อย่างไร ถ้าอย่างนั้นไม่ต้องมีกฎหมาย เราปกครองระบบนิติรัฐต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ไม่อย่างนั้นคดีอื่นๆก็จะอ้างประโยชน์สาธารณะ ซึ่งในคดีนี้เป็นข้ออ้างลอยๆ

              นายหัสวุฒิ กล่าวว่า ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2540 ให้มีการจัดตั้งศาลปกครอง ถ้าเป็นคดีพิพาททางปกครองต้องมาฟ้องศาลปกครอง เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการฟ้องคดี แต่ที่ผ่านมาเกิดความสับสนในการตีความและนำคดีไปฟ้องศาลอื่น ขณะเดียวกันศาลรัฐธรรมนูญก็ได้ตีความว่าสามารถทำได้ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ จึงข้อตั้งข้อสังเกตุว่ารัฐธรรมนูญเป็นเพียงตัวอักษรหรือไม่


ระบุเป็นประธานศาลปกครองยังเคยถูกขู่ฆ่า

              นายหัสวุฒิกล่าวถึงกการคัดเลือกตุลาการศาลปกครอง ว่า ศาลปกครองก็ได้ให้ความสำคัญในการคัดเลือกตุลาการอย่างยิ่ง มีการตรวจผลงานย้อนหลังอย่างเข้มงวดเพื่อให้ได้ตุลาการที่มีคุณภาพ โดยยึดหลักจะต้องมีความรู้ความสามารถ ซื่อสัตย์สุจริต มีความเที่ยงธรรมและกล้าหาญ  ที่เราต้องเน้นความกล้าหาญเพราะตุลาการไม่มีอาวุธอะไรติดตัวซึ่งบางครั้งการตัดสินคดีก็มีความเสี่ยงที่จะถูกข่มขู่เรื่องความไม่ปลอดภัย  ซึ่งในประเทศไทยไม่มีใครเคยคิดเรื่องการสร้างความปลอดภัยคุ้มครองตุลาการ อย่างตนเมื่อเข้ามาเป็นประธานศาลปกครองสูงสุด ก็เคยถูกส่งจดหมายข่มขู่ว่า “อยากตายใช่ไหม ทนลูกปืนได้ไหม” แต่ตนคิดคิดว่าอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด อะไรจะเป็นก็ต้องเป็น จะตายก็ต้องตาย

              นายหัสวุฒิ กล่าวว่า การพิจารณาคดีศาลปกครอง มีวิธีที่แตกต่างจากศาลอื่น  เพราะจะต้องทำเป็นองค์คณะและจะต้องมีการประชุมคดี ถ้าหากไม่มีการประชุมก็อาจมีการไม่ชอบมาพากลได้ ซึ่งเราตรวจสอบทั้งหมด ทั้งศาลชั้นต้นศาลภูมิภาค นอกจากนี้ยังมีตุลาการผู้แถลงคดีซึ่งเป็นตุลาการนอกองค์คณะ มาตรวจสอบกระบวนการพิจารณาคดีในสำนวน ศาลปกครองเราเป็นองค์กรที่สร้างขึ้นมาเพื่อประชาชน เราเป็นเพียงผู้รับใช้ประชาชน มุ่งการทำงานเพื่อประชาชน และในอนาคตจะทำให้ประชาชนตรวจสอบความเคลื่อนไหวของคดีได้ด้วยตัวเองจากระบบคอมพิวเตอร์ ส่วนเรื่องการเปลี่ยนผ่านระบบศาลที่มีผู้คิดที่จะแก้รัฐธรรมนูญตนอยากจะฝากว่า ศาลเป็นองค์กรสูงสุดที่ใช้อำนาจอธิปไตยตามหลักแบ่งแยกอำนาจ ปัญหาที่ผ่านมาที่ต้องการให้มีศาลปกครองเกิดขึ้นหมดไปแล้วหรือไม่ และถ้ายุบหรือรวมศาลปกครองแล้วประชาชนจะได้อะไร อยากให้ตอบเรื่องนี้เพราะถ้าองค์กรศาลมีความไม่มั่นคงแล้วนักลงทุนต่างชาติจะกล้ามาลงทุนหรือไม่

              ขณะที่ปัญหาทั้งหมดในบ้านเมืองไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ นอกจากจะต้องแก้ไขเรื่องการศึกษา ซึ่งไม่ใช่เรื่องการอ่านออกเขียนเป็น ไม่ใช่การปฏิรูปการศึกษาอย่างที่ทำกันอยู่ แต่ต้องสอนให้คนไทยคิดเป็น  ถ้าประชาชนคิดเป็นปัญหาทุกอย่างไม่ต้องให้คนอื่นแก้เพราะสามารถแก้ไขเองได้  และไม่ต้องห่วงเรื่องความขัดแย้งทางความคิด เพราะสังคมมนุษย์อาจมีความขัดแย้งอยู่แล้ว แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของการยอมรับท่ามกลางความขัดแย้งในสังคมให้ได้ และให้ทุกคนจริงใจต่อประเทศชาติและประชาชน


พระปกเกล้าร่อนหนังสืออย่านำผลวิจัยเป็นเครื่องมือสร้างความแตกแยก

              นายมหรรณพ  เดชวิทักษ์ ส.ว.สรรหา ซึ่งอ้างว่าเป็นนายกสมาคมแห่งสถาบันพระปกเกล้า ได้นำแถลงการณ์ของสมาคมแห่งสถาบันพระปกเกล้ามาแจกจ่ายให้กับสื่อมวลชน โดยเนื้อหาในแถลงการณ์ดังกล่าวสรุปใจความได้ว่า รายงานวิจัยการสร้างความปรองดองแห่งชาติสมาคมฯ เห็นด้วยใน 5 ประเด็นคือ 1.สถาบันพระปกเกล้าได้ทำหน้าที่ส่งเสริมงานวิชาการของรัฐสภาตามพรบ.สถาบันพระปกเกล้า มาตรา6(8) 2. สถาบันพระปกเกล้าได้รับการอนุมัติให้ดำเนินการวิจัยเรื่องดังกล่าวอย่างมีอิสระภาพและเสรีภาพทางวิชาการอย่างแท้จริง 3.ข้อเสนอจากผลวิจัยไม่ใช่ข้อสรุปที่จะนำไปปฏิบัติได้ทันที หากนำไปใช้จะทำให้เกิดความรุนแรงได้

              4.ถ้าต้องการความปรองดองจากทุกฝ่ายจะต้องพูดคุยเสวนาหาทางออกอย่างสร้างสรรค์เพื่อยุติความขัดแย้งให้ได้ และ5.แถลงการณ์ของสถาบันพระปกเกล้าไม่ได้มีเจตนาที่จะข่มขู่กลุ่มบุคคลใด นักการเมืองหรือพรรคการเมือง แต่มุ่งที่จะให้เข้าใจจุดยืนของสถาบันพระปกเกล้า ภาระและหน้าที่ของสถาบันพระปกเกล้าในบริบทขององค์กรส่งเสริมวิชาการของรัฐสภา และยืนยันให้เห็นสาระสำคัญของผลงานวิจัย สมาคมแห่งสถาบันพระปกเกล้าหวังว่าทุกฝ่ายจะมีความเข้าใจที่ตรงกัน และร่วมมือกันในการพูดคุยเพื่อหาข้อสรุปนำไปสู่บรรยากาศการปรองดองที่แท้จริงในเร็ววัน และขอไม่ให้นำสถาบันพระปกเกล้าไปเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งในสังคมรวมทั้งอย่านำผลการวิจัยไปเป็นเครื่องมือในการสร้างความแตกแยกในสังคม


กมธ.แก้รัฐธรรมนูญป่วนวิ่งรอกประชุมอุตลุด

              ผู้สื่อข่าวรายงานการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่...) พ.ศ. ...ที่มีนายสามารถ แก้วมีชัย ส.ส.เชียงรายเป็นประธาน เป็นการประชุมครั้งสุดท้าย โดยตลอดทั้งวันยังเป็นการเชิญผู้ที่เสนอคำแปรญัตติจำนวนที่เหลือซึ่งมีจำนวนมากกว่า100คน เข้าชี้แจงคำแปรญัตติต่อคณะกรรมาธิการฯ อย่างไรก็ตามบรรยากาศในห้องประชุมก็ไม่ค่อยราบเรียบนัก อาทิ ในช่วงสายที่ส.ส.และ ส.ว.หลายคนที่มารอคิวนานกว่าเริ่มแสดงความไม่พอใจโวยวายกลางที่ประชุมจนบรรยากาศเริ่มวุ่นวาย  นอกจากนี้กรรมาธิการฯ บางส่วนยังคอยวิ่งรอกไปประชุมสภาผู้แทนราษฎร ทำให้การประชุมไม่เดินหน้าเท่าที่ควร

              สำหรับประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับกมธ.แก้ไขรัฐธรรมนูญ คือการที่ที่ปรึกษาด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ระบุการกำเนินการของกมธ.อาจขัดรัฐธรรมนูญ ซึ่งนายสามารถ ให้สัมภาษณ์ว่า การตั้งข้อสังเกตของที่ปรึกษาผู้ตรวจฯเป็นเพียงการให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อเท่านั้น ขณะนี้ยังไม่มีการส่งหนังสือชี้แจงอย่างเป็นทางการแต่อย่างใด

              ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการเชิญผู้ที่เสนอคำแปรญัตติเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการฯ จะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 5เม.ย. แล้วจากนั้นประธานกรรมาธิการฯ จะหารือในที่ประชุมว่าถึงการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้เพื่อเตรียมการเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา วาระที่ 2 ในวันที่ 10-11 เม.ย.ต่อไป