
ศก.ไทยยั่งยืน!ต้องกระจายรายได้
เศรษฐกิจ : คอลัมน์ ทันกระแสเศรษฐกิจและพลังงาน - เศรษฐกิจไทยจะยั่งยืน ... ต้องแก้ปัญหาการกระจายรายได้ - โดย ... ดร.โชติชัย สุวรรณาภรณ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่นโยบายและเศรษฐกิจพลังงาน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) [email protected]
ข้อมูลจากธนาคารโลก และสหประชาชาติ บอกว่า เวลานี้ประชากร 2 พันกว่าล้านคน หรือประมาณ 40% ของประชากรโลก อยู่ในสภาพยากจนข้นแค้น คือมีรายได้เฉลี่ยประมาณ 60 บาทต่อวัน
ในขณะเดียวกัน การศึกษาของนักวิชาการต่างประเทศจำนวนมากสรุปว่า ในรอบ 100 ปี นับตั้งแต่ประเทศต่างๆ ได้ใช้ระบบกลไกตลาด (Market Mechanism) ในการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ความไม่เท่าเทียมทางรายได้เพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ และยิ่งมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น หลังจากเหตุการณ์วิกฤติการเงินโลก 2008
และที่แย่ไปกว่านั้น คือ ประชากรที่ร่ำรวยที่สุด 70 ล้านคน หรือ 1% ของประชากรโลก มีรายได้เท่ากับประชากรที่ยากจนที่สุด 3.5 พันล้านคน หรือ 50% ของประชากรโลก เห็นได้ว่า จำนวนคนยากจนนั้นมีมากเหมือนท้องมหาสมุทร แต่จำนวนคนรวยมีน้อยเพียงแค่หยดน้ำเท่านั้น
ปรากฏการณ์ที่แสนเศร้านี้เกิดขึ้นและดำรงอยู่อย่างไม่เสื่อมคลายนับตั้งแต่โลกเริ่มพูดเรื่อง “การพัฒนา” ฉะนั้นผมจึงอยากจะเรียกปรากฏการณ์นี้ว่าเป็นโศกนาฏกรรมของการพัฒนา
โศกนาฏกรรมของการพัฒนานี้เกิดขึ้นไปทั่วโลก แล้วถ้าถามว่าอะไรคือสาเหตุของโศกนาฏกรรมการพัฒนานี้อาจตอบโดยไม่พลาดจากความจริงไปมากนักได้ว่า สาเหตุสำคัญของโศกนาฏกรรมการพัฒนาเกิดจากการพัฒนาตามกฎเกณฑ์กลไกตลาด
แม้กลไกตลาดในแง่หนึ่งได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าเป็นระบบที่สร้างประสิทธิภาพทางการผลิตสูง แต่อีกแง่หนึ่ง กลไกตลาดก็แสดงให้เห็นเช่นเดียวกันว่าไม่สามารถทำให้การกระจายรายได้และความเป็นธรรมที่ดีในสังคมได้ ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจที่ถูกจัดสรรในลักษณะมือใครยาวสาวได้สาวเอาเช่นนี้ ประจักษ์ชัดว่า ความมั่งคั่งที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ถูกจัดสรรไปอยู่กับคนเพียงหยิบมือเดียว
กรณีของประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน แม้การพัฒนาที่ผ่านมาหลายสิบปีจะทำให้เศรษฐกิจไทยเฟื่องฟูขึ้นมากและจัดว่าเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการลดความยากจน แต่ดอกผลของความเฟื่องฟูก็ยังกระจายไปไม่ทั่วถึงเหมือนเดิม ผู้มีรายได้สูงสุด 20% ของประชากรมีส่วนแบ่งรายได้มากกว่าครึ่งของรายได้ทั้งหมดของประเทศที่เกิดขึ้น และมีรายได้เฉลี่ยคิดเป็นประมาณ 12 เท่าของผู้มีรายได้ต่ำสุด 20%
ดังนั้น คำถามที่น่าจะถามตอนนี้ก็คือ จะลดทอนความยากจนและความไม่เท่าเทียมของรายได้คนไทยได้อย่างไรบ้าง
ผมคิดว่า ความยากจนไม่ได้เกิดจากการไม่มีเงิน แต่เกิดจากขาดโอกาสที่มากพอในการกำหนดทิศทางการพัฒนาของคนจน ขาดกลไกที่มีประสิทธิภาพพอในการสร้างอำนาจต่อรองในตลาดแรงงาน ตลาดสินค้าและตลาดเงิน ขาดอำนาจการจัดการทรัพยากรท้องถิ่นของคนในท้องถิ่นเอง รวมทั้งขาดโอกาสของการศึกษาและการเรียนรู้วิทยาการสมัยใหม่ทั้งที่เป็นการศึกษาในระบบและการศึกษานอกระบบ เพื่อใช้เป็นฐานในการเพิ่มรายได้ของคนจน
ฉะนั้นเมื่อสาเหตุของปัญหาความยากจนมีแง่มุมกว้างเช่นนี้ การหว่านเงินลงไปเฉยๆ จึงไม่ช่วยให้คนไทยส่วนใหญ่หลุดจากวงจรความยากจนได้
ซ้ำร้ายก็คือ ความยากจนและความไม่เท่าเทียมในสังคมไทยที่ถูกปล่อยปละละเลยมายาวนาน ยังบ่มเพาะความรู้สึกขุ่นข้องหมองใจและความขัดแย้งในสังคม ซึ่งสะท้อนให้เราเห็นจากการต่อสู้ทางการเมืองในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ผมคิดว่า ถึงเวลาที่เราควรคิดเรื่องนี้อย่างจริงจัง การขยายพื้นที่ต่อรองของกลุ่มคนจนเป็นหนทางที่ควรค่าแก่การพิจารณา ถ้าไม่มีโอกาสสร้างอำนาจต่อรองของคนจน นโยบายและกฎหมายที่จะออกมาเพื่อลดทอนปัญหาความยากจนและความไม่เท่าเทียม เช่น กฎหมายภาษีที่ดิน กฎหมายมรดก ฯลฯ ก็ยากที่จะถูกผันออกมาใช้
รวมทั้งต้องเร่งขยายโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ในจังหวัดต่างๆ ให้เพิ่มมากขึ้น ด้านหนึ่งเพื่อแก้ปัญหาสังคมในชนบทเอง และอีกด้านหนึ่งก็จะช่วยลดปัญหาความแออัดในเมือง
กล่าวโดยสรุปก็คือ ปัญหาความยากจนและความไม่เท่าเทียมในสังคมไทยเป็นเพราะคนจนนั้นจนทรัพยากร ไม่มีทรัพยากรส่วนตัว และเข้าไม่ถึงทรัพยากรสาธารณะ สาเหตุที่ไม่มีและเข้าไม่ถึงก็เพราะไม่มีอำนาจที่จะเข้าถึง ดังนั้นการเปิดพื้นที่ให้คนจนได้สร้างอำนาจต่อรอง เพื่อเป็นหนทางให้เขาเข้าถึงทรัพยากรที่จำเป็นต่อการพัฒนา จึงเป็นจุดตั้งต้นสำคัญที่จะช่วยลดปัญหาความยากจนของคนไทย
----------
(หมายเหตุ : เศรษฐกิจ : คอลัมน์ ทันกระแสเศรษฐกิจและพลังงาน - เศรษฐกิจไทยจะยั่งยืน ... ต้องแก้ปัญหาการกระจายรายได้ - โดย ... ดร.โชติชัย สุวรรณาภรณ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่นโยบายและเศรษฐกิจพลังงาน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) [email protected])
----------



