ข่าว

รัฐธรรมนูญ...

รัฐธรรมนูญ...

05 เม.ย. 2555

รัฐธรรมนูญ...: กระจกเงา โดย อัศศิริ ธรรมโชติ

              “ขอให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรของเรานี้ จงเป็นหลักที่สถาพรสถิต
 
              ประดิษฐานสมรรถภาพอันประเสริฐ
 
              เป็นบ่อเกิดความผาสุก สันติคุณวิบุลราศีแก่อาณาประชาชน
 
              ตลอดจำเนียรกาลประวัติ”...
 
              ถ้อยความที่ยกมานี้ ปรากฏอยู่ในบทนำของรัฐธรรมนูญไทยถาวรฉบับแรกเมื่อ 80 ปีก่อนที่ผู้เขียนรัฐธรรมนูญตั้งความหวังไว้ และเมื่อกาลเวลาผ่านไปมาจนถึงวันนี้แล้ว จะเห็นว่าไม่มีอะไรสมดังที่ได้ตั้งปณิธาณเอาไว้เลยแม้แต่สักอย่างเดียว
 
              ขอให้รัฐธรรมนูญถาวรอยู่คงทนก็ไม่ได้ ขอให้เป็นบ่อเกิดของความผาสุกของประชาชนก็ไม่มี ยิ่งขอให้เป็นที่ประดิษฐานหรือที่ตั้งแห่งสมรรถภาพ สติปัญญาความรู้อันประเสริฐก็ไม่จริงและไม่เคยมี สรุปแล้วเหลวในทุกเรื่อง
 
              รัฐธรรมนูญของไทยเราจึงได้ร่างกันแล้วร่างกันอีก มีมากถึง 18 ฉบับ เฉลี่ยแล้ว 1 ฉบับใช้ได้แค่ 4 ปีเศษ นับเป็นประเทศที่ใช้รัฐธรรมนูญเปลืองติดอันดับโลกประเทศหนึ่ง คือร่างรัฐธรรมนูญใช้รัฐธรรมนูญกันมาตั้งแต่ข้าวแกงจานละ 5 สตางค์ ว่าวันนี้ข้าวแกงตกจานละ 40-50 บาทแล้ว ก็ยังทะเลาะหมกมุ่นครุ่นคิดเรื่องรัฐธรรมนูญกันอยู่ไม่เลิก
 
              รัฐธรรมนูญที่ใช้กันอยู่ปัจจุบันบัดนี้ก็เท่ากับว่า ได้ถูกรื้อทิ้งไปแล้วเพื่อจะร่างกันขึ้นมาใหม่ภายในเร็ววันนี้
 
              เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศของการจะมีรัฐธรรมนูญใหม่อีก ก็อยากจะรวบรวมความคิดความเห็นของเหล่าบรรดาปวงปราชญ์ที่ท่านได้กล่าวถึงเรื่องรัฐธรรมนูญเอาไว้มาให้อ่านกันอีก เอาแต่โดยย่อสรุปได้ความดังนี้ว่า
 
              การปฏิรูปรัฐธรรมนูญนั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ยากยิ่ง ไม่ต่างไปจากการชักจูงให้ประชาชนยอมรับรัฐธรรมนูญใหม่ ทุกชาติต้องมีรัฐธรรมนูญที่เหมาะกับตนและคู่ควรกับตน และรัฐธรรมนูญนั้นก็ไม่อาจจะประดิษฐ์คิดขึ้นมาได้ง่ายเหมือนกับการสร้างบ้าน
 
              ใครก็ตามที่พยายามจะประดิษฐ์ตกแต่งรัฐธรรมนูญให้ผิดไปจากธรรมชาติของผู้คนในสังคม จะเป็นเรื่องน่าขัน และสุ่มเสี่ยงเป็นอย่างยิ่งในการพาสังคมไปสู่ภาวะแตกแยก วุ่นวายไม่สิ้นสุด
 
              นักปราชญ์ท่านเตือนว่า โครงสร้างหรือการออกแบบรัฐธรรมนูญควรคำนึงถึงชนิดหรือคุณภาพของประชาชนเป็นสำคัญ ความละโมบในเสรีภาพเป็นเรื่องต้องพึงระวัง ระบอบประชาธิปไตยนับว่าเป็นระบอบปกครองที่ยุ่งยากที่สุดในระบอบทั้งปวง และเป็นระบอบที่เสี่ยงต่อการเกิดจลาจลและกลียุคเป็นที่สุดอีกด้วย
 
              การประสานจริยธรรมเข้ากับการเมืองจะเป็นไปได้ก็แต่ในรัฐที่สมบูรณ์เท่านั้น
 
              มองเตสกิเออร์ ซึ่งเป็นนักปราชญ์คนสำคัญท่านหนึ่งกล่าวไว้ว่า กฎหมายที่เกี่ยวกับการเมืองนั้น จะต้องคำนึงถึงสภาพแวดล้อมของสังคมหลายอย่าง นับตั้งแต่เรื่องเศรษฐกิจ ศาสนา ขนบธรรมเนียมประเพณีไปจนถึงเรื่องของดินฟ้าอากาศ
 
              รัฐธรรมนูญที่ดี จึงต้องเข้ากันได้ แม้แต่กับดินฟ้าอากาศ เช่น ประเทศหนาวก็อีกอย่าง ประเทศร้อนก็อีกอย่าง ถ้าไม่สอดคล้องกันแล้วอาจสูญเสียเสรีภาพไปให้แก่พวกทรราชได้ง่ายๆ
 
              ดังนั้นควรจะระวังเรื่องร่างรัฐธรรมนูญกันในหน้าร้อนอย่างนี้
 
              สำหรับเมืองไทยที่ว่ารัฐธรรมนูญคือต้นเหตุที่ทำให้ประชาธิปไตยต้องล้มเหลว และคนไทยต้องแตกแยกกันนั้นจริงหรือเปล่า ก็ไม่มีใครยืนยันนอกจากกลุ่มที่อยากแก้อยากเปลี่ยนรัฐธรรมนูญเท่านั้น และถ้าจริงแล้วจะร่างรัฐธรรมนูญกันแบบไหน ถึงจะแก้ปัญหานี้ได้ ก็ไม่มีใครรู้จริงอีก นอกจากจะให้ไปตายกันเอาดาบหน้า แถมยังต้องใช้เงินสิ้นเปลืองเงินอีกต่างหาก
 
              พวกที่ชอบอ้างประชาธิปไตยและอำนาจของประชาชน ฟังแล้วดูดีดูเท่ก็สำหรับผู้ที่พูดเท่านั้น พวกนี้ส่วนใหญ่จะเป็นนักการเมืองทั้งที่เป็นนักการเมืองจริง และเป็นนักการเมืองแฝง ซึ่งได้แสดงออกว่าเป็นฝ่ายนิยม พ.ต.ท.ทักษิณ พวกนี้พูดอะไรต้องฟังหูไว้หูครับ
  
              และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นั่นแหละ ที่ควรต้องระวังพวกนี้เป็นพิเศษ เพราะทั้งเรื่องแก้รัฐธรรมนูญเรื่องกฎหมายปรองดองที่ออกมาเย้วๆ กันอยู่ในเวลานี้ ล้วนแต่เป็นเรื่องที่ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ มีแต่จะกลับเมืองไทยได้ยากขึ้น ให้คอยดูไปเถิด
 
              ถึงปีหน้าก็อาจจะยังเล่นรดน้ำวันสงกรานต์อยู่ที่เมืองลาวเมืองเขมร