ข่าว

ก็รู้ว่ามีความรุนแรง-เสียหายแต่จะสื่อ(สาร)กันอย่างไร

ก็รู้ว่ามีความรุนแรง-เสียหายแต่จะสื่อ(สาร)กันอย่างไร

05 เม.ย. 2555

ก็รู้ว่ามีความรุนแรง-เสียหายแต่จะสื่อ(สาร)กันอย่างไร : ประชาธิปไตยที่รัก โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ([email protected])

            ข่าวความรุนแรง-เสียหายจากการระเบิดหลายจุดในภาคใต้ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา นำไปสู่ความสนใจของสื่อในการรายงานข่าวอย่างพร้อมเพรียง
 
              สำหรับผมก็เลยอยากจะร่วมวงกับเขาด้วย โดยการนำเสนอสิ่งที่เรียกว่า "การทำ-รายงานข่าวในแนวทางสันติภาพ" (peace journalism) ซึ่งบางทีเขาก็เรียกสั้นๆว่า สื่อสันติภาพ
 
              แนวคิดนี้พัฒนามาจากงานวิจัยที่ชี้ว่า บ่อยครั้งที่ข่าวเกี่ยวกับความขัดแย้งนั้นมีอคติที่เกี่ยวข้องกับการใช้ความรุนแรง ดังนั้นในการทำข่าวในแนวนี้ จึงใช้มรรควิธีในการทำ-รายงานข่าวทั้งในข่าวกระแสหลักและข่าวทางเลือก รวมทั้งทำงานร่วมกับนักข่าว ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อ ผู้รับข่าวสาร และองค์กรต่างๆ ที่อยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง
 
              คู่ขัดแย้งกับแนวคิดสื่อเพื่อสร้างสันติภาพก็คือ การทำ-รายงานข่าวในแนวสงคราม (war journalism) ซึ่งหมายถึงการทำข่าวเกี่ยวกับความขัดแย้งที่มีอคติที่เน้นไปในทางความรุนแรง และกลุ่มที่ใช้ความรุนแรง โดยมักจะนำผู้อ่านให้ไปให้คุณค่าที่มาก (เกินไป) กับการใช้ความรุนแรงในฐานะที่เป็นการตอบโต้กับความขัดแย้ง และละเลยที่จะใช้ทางเลือกที่ไม่ใช้ความรุนแรง โดยที่การทำข่าวเหล่านี้ก็เป็นผลมาจากข่าวที่มีการเรียบเรียงและทำมาอย่างดีตามธรรมเนียมข้อปฏิบัติของการรายงานข่าว
 
              อาทิ การให้ความสำคัญกับผลของความขัดแย้งในเชิงกายภาพ (โดยละเลยผลในทางจิตวิทยา) และตำแหน่งแห่งที่ของชนชั้นนำ (ซึ่งอาจไม่ได้เป็นตัวแทนของฝ่ายต่างๆ และเป้าหมายของฝ่ายเหล่านั้น)
 
              นอกจากนี้ยังรวมไปถึงอคติในการรายงานข่าวที่เน้นไปที่เรื่องของการรายงานความแตกต่างระหว่างกลุ่มที่ขัดแย้งมากกว่า ความเห็นที่ตรงกัน หรือข้อตกลงที่เคยมีต่อกัน หรือความก้าวหน้าในประเด็นที่เห็นพ้องต้องกัน) รวมทั้งเป็นการรายงานแต่สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้โดยละเลยสาเหตุและผลที่ตามมา รวมทั้งการรายงานที่เน้นไปที่ลักษณะผลลัพธ์ของความสัมพันธ์แบบด้านเดียว (คือการเหมาเอาว่า ความต้องการของฝ่ายหนึ่งนั้นสามารถบรรลุได้โดยความพ่ายแพ้หรือการยอมลดลงของอีกฝ่ายหนึ่งเท่านั้น)
 
              สื่อสันติภาพจะมองในอีกมุมว่า ความขัดแย้งนั้นเป็นพื้นที่เปิด ทั้งในแง่ของพื้นที่และเวลา และมีสาเหตุและทางออกอยู่ทุกหนทุกแห่ง อาทิ ไม่ได้มองแต่ตัวของผู้ที่ขัดแย้งกันในแง่ของกองกำลังของรัฐกับกองกำลังอีกฝ่ายหนึ่ง แต่มองถึงประชาชนที่อยู่ในความขัดแย้งนั้นด้วย นอกจากนี้การทำและรายงานข่าวในแนวสันติภาพนั้นจะไม่มองว่าความขัดแย้งมีลักษณะที่ตายตัวคงที่ และยากที่จะจัดการได้ ตามวิธีคิดแบบการรายงานข่าวแนวสงคราม และสื่อสันติภาพก็จะพยายามทำให้วงจรของการแก้แค้นนั้นไม่เกิดขึ้น อาทิการไม่ทำให้ขั้นตอนจากความเกลียดชังกลายเป็นความขมขื่น (เพราะความขมขื่นนั้น คือความโกรธบวกกับความทรงจำ และจะนำเอาความเจ็บปวดทางจิตใจไปไว้ในธนาคารแห่งความทรงจำและวันหนึ่งอาจจะถอนออกมาในฐานะความรุ่งเรืองและชัยชนะผ่านการใช้ความรุนแรงอีกครั้ง)
 
              ตัวอย่างสำคัญของการทำสื่อสันติภาพก็คือ แทนที่จะดูแค่ตัวความรุนแรง (สองฝ่าย เป้าหมายคือเอาชนะ และความขัดแย้งที่ไม่อาจประสานกันได้) ก็ให้สนใจความขัดแย้งว่าเกิดขึ้นมาได้โดยมีกี่ฝ่าย มีเป้าหมายกี่เป้าหมาย มีกี่ประเด็น และอาจมีหนทางในการพูดคุยกันได้ นอกจากนี้แทนที่จะมองแค่ว่าใครเริ่มก่อน อาจจะต้องพูดถึงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และบริบทโดยรอบของตัวความขัดแย้ง
 
              ส่วนในด้านของผลของความรุนแรง ก็ไม่ได้มองแค่ว่าใครบาดเจ็บหรือมีความสูญเสียบ้าง แต่จะต้องมองไปถึงผลที่มองไม่เห็น เช่นความเจ็บปวดทางจิตใจ หรือความเสียหายในระดับโครงสร้างและวัฒนธรรม รวมทั้งการให้โอกาสกับทุกฝ่ายได้พูดและเข้าอกเข้าใจแต่ละเสียงมากกว่ามองว่า มีฝ่ายเขาและฝ่ายเรา
 
              ทั้งนี้จะต้องรวมถึงเรื่องของการมองว่าความขัดแย้งนั้นเป็นปัญหา ไม่ใช่มองแค่ว่าคนที่ขัดแย้งกับเรา (คือพวกเขา) เป็นปัญหา ดังนั้นเราจะต้องไม่ลดทอนความเป็นมนุษย์ของทุกฝ่าย และจะต้องรายงานข่าวก่อนหน้าความขัดแย้งปะทุขึ้นในแต่ละครั้ง
 
              ยังมีอีกหลายประเด็นนะครับในรายละเอียด แต่ที่สุดแล้วสื่อสันติภาพให้ความสนใจกับการแก้ปัญหา โดยมองว่าสันติภาพคือการไม่ใช่ความรุนแรงและการคิดสร้างสรรค์ที่จะอยู่ร่วมกัน ไม่ใช่มองว่าสันติภาพคือชัยชนะและการหยุดยิงเท่านั้น (ลองค้นคว้าเพิ่มเติมได้ใน wikipedia ครับผม)