
สภาระอุถกรายงานปรองดอง
เริ่มถกรายงานปรองดองแล้ว "ปชป." ยกแถลงการณ์พระปกเกล้าต่อรองให้จัดเสวนาก่อนส่งเรื่องให้รัฐบาล "อภิสิทธิ์" ถามย้ำ บิ๊กบัง จะทำตามข้อเสนอ พระปกเกล้า หรือไม่ สนธิ สวนยันภารกิจเสร็จสมบูรณ์แล้วใครทำอะไรต่อไม่เกี่ยวแล้ว
เมื่อเวลา 17.30 น. วันที่ 4 เม.ย. ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ได้เริ่มพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ (กมธ.ปรองดอง) โดยก่อนเริ่มพิจารณา นพ.สุกิจ อัตโถปกรณ์ ส.ส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ได้สอบถามถึงกติกา และหลักเกณฑ์การเรียงลำดับวาระการประชุม เนื่องจากพบว่า วาระรายงานปรองดองอยู่ในลำดับท่ 4.2 ซึ่งถือว่าบรรจุในลำดับก่อนหน้าเรื่องอื่นที่พิจารณาแล้วเสร็จไปนานแล้วก่อนหน้านี้
ทั้งนี้ นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ชี้แจงว่า การบรรจุวาระการประชุม เป็นไปตามระเบียบและหลักเกณฑ์ ทั้งนี้การเรียงลำดับนั้นเป็นอำนาจของนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาฯ ทำให้ นพ.สุกิจ กล่าวว่า แสดงว่าไม่ได้มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนกับการเรียงลำดับวาระประชุมใดๆ ซึ่งประเด็นนี้คงเป็นเรื่องที่รัฐบาลหรือบางคนได้รับประโยชน์ เรื่องถึงได้นำมาบรรจุในระดับต้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากที่พล.อ.สนธิ บุญยรัตนกลิน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคมาตุภูมิ ฐานะประธานกมธ.ปรองดอง กล่าวรายงานต่อที่ประชุมเสร็จแล้ว นายเชน เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ขอหารือที่ประชุมโดยได้นำแถลงการณ์ของสถาบันพระปกเกล้าที่ย้ำวิธีการสร้างความปรองดองด้วยการเสวนาหาทางออกร่วมกันมาอ่านในที่ประชุม
ด้านนายชวลิต วิทยสุทธิ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ฐานะกมธ.ปรองดองชี้แจง ว่า กระบวนการศึกษาวิจัยถูกต้องตามหลักวิชาการ ซึ่งตนขอย้ำว่ากระบวนการวิจัยนั้นถูกต้องตามวิชาการ
จากนั้น มีส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ลุกท้วงติงข้อความที่นายชวลิตยกมาอ่าน พร้อมระบุว่าเลือกอ่านเฉพาะข้อความที่เป็นประโยชน์กับตัวเอง ทั้งนี้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร อภิปรายว่า ขอท้วงว่าให้อ่านให้ครบ เพราะตนอยู่ที่ประชุมของกรรมการสภาสถาบันพระปกเกล้าด้วย ขอถามประธานกมธ.ปรองดองว่าสรุปที่ขอให้พิจารณาวันนี้ จะดำเนินการตามข้อเสนอของคณะผู้วิจัยและสถาบันพระปกเกล้าหรือไม่ ที่ระบุว่าจะขอให้สภาฯรับทราบชั้นหนึ่งก่อน และจะนำไปดำเนินการตามข้อเสนอ
พล.อ.สนธิ ชี้แจงว่าการรายงานของกมธ.ปรองดองแล้วเสร็จ จึงนำเรื่องสู่สภาฯ ถือว่าหน้าที่ของกรรมาธิการฯ จบแล้ว ภาระกิจเสร็จสมบูรณ์แล้ว ส่วนใครจทำอะไรต่อไป เป็นหน้าที่ของสภาฯ
"อภิสิทธิ์"กดดันให้แก้ไขรายงานปรองดอง
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ที่มีการเรียกร้องให้หน่วยงานที่เห็นด้วยกับข้อเสนอ กมธ.ปรองดอง นำแนวทางไปดำเนินการให้เกิดเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด ถือว่าสร้างความกังวลต่อคณะผู้วิจัยอย่างยิ่ง เพราะในบทที่ 5 ผลการศึกษาของกรรมาธิการนั้น ได้ระบุชัดเจนว่า ว่าเห็นด้วยกับข้อเสนอที่ว่าออกกฎหมายนิรโทษกรรม และลบล้างความผิดทางกฎหมายของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ (คตส.) ทั้งที่ในงานวิจัยของสถาบันพระปกเกล้าไม่ได้ระบุเช่นนั้น
นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่าตามข้อบังคับการประชุมสภาฯ ข้อ 96 วรรคสอง ระบุให้ที่ประชุมสภาฯ แก้ไขเพิ่มเติมผลการพิจารณาของกมธ.ได้ ดังนั้นประเด็นนี้กมธ.ปรองดอง จะพิจารณาแก้ไขเพื่อให้เกิดความสบายใจของสังคมและสถาบันพระปกเกล้าหรือไม่
ส.ส.เพื่อไทยฉุน“บวรศักดิ์”จี้ลาออกจากเลขาฯ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มส.ส.พรรคเพื่อไทยจำนวน 9 ราย อาทิ นายไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ส.ส.กรุงเทพ นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ร่วมแถลงตั้งข้อสังเกตกรณีแถลงการณ์สถาบันพระปกเกล้า โดยนายไพจิต กล่าวว่า พวกตนไม่มั่นใจว่าแถลงการณ์ของสถาบันพระปกเกล้าเมื่อวันที่ 3 เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งอ่านโดยนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบัน ว่าเป็นการแถลงที่สรุปผลจากการประชุมในวันเดียวกันหรือไม่ เพราะคำแถลงการณ์ดังกล่าวมีลักษณะข่มขู่ให้สภาผู้แทนราษฎร์ ซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติตามรัฐธรรมนูญบังคับให้ปฏิบัติตามคำขอ ดังนั้น นายบวรศักดิ์ควรทบทวนท่าทีของการออกแถลงการณ์ และควรรับผิดชอบด้วยการลาออกจากตำแหน่ง
"วัฒนา"ค้านเสวนาปรองดองก่อนเยียวยา
นายวัฒนา เมืองสุข ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ฐานะรองประธานกมธ.ปรองดอง ชี้แจงว่า ยอมรับว่าสิ่งที่จะลดความขัดแย้งได้ คือ การให้อภัย ทั้งนี้ความเห็นของสถาบันพระปกเกล้า ที่ระบุเรื่องการนิรโทษกรรม การยกเลิกผลทางกฎหมายของ คตส. ไม่ใช้นวัตกรรมใหม่ และถูกจดลิขสิทธิ์ จนไม่มีใครนำไปปฏิบัติได้ ซึ่งประเด็นดังกล่าวได้เกิดมาตั้งแต่ปี 2475 แล้ว อีกทั้งข้อเสนอของสถาบันพระปกเกล้าได้ออกมาภายหลังจากที่กมธ.ปรองดองนำเสนอ
“ผมมองว่าความปรองดองไม่สามารถเกิดขึ้นได้ หากปล่อยผู้ที่ได้รับผลกระทบที่ได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม ยังดำรงความไม่เป็นธรรมนั้นอยู่ และประเด็นนี้ต้องทำโดยทันที เพราะความยุติธรรมที่ล่าช้า คือความอยุติธรรม ที่มาเสนอให้เลื่อน อย่าเพิ่งทำ อย่าเพิ่งคืนความถูกต้อง ส่วนตัวผมไม่เห็นด้วย เพราะความสำคัญสูงสุดคือการเคารพหลักสิทธิมนุษยชน คิดว่ากระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการเยียวยา โดยเฉพาะเรื่องของการนิรโทษกรรม และคืนความชอบธรรมเพื่อให้ผู้ที่ถูกกล่าวหาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมซึ่งเป็นที่ยอมรับเช่น ปปช. ต้องรีบทำโดยเร็ว เพราะเป็นสิ่งที่อยู่ในวิสัยของสภาฯ ที่จะทำได้ ” นายวัฒนากล่าว
ส.ส.ปชป.โวย“วัฒนา”ใช้เวทีกมธ.ปรองดอง ฟอกผิดคดีคตส.
นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ อดีตกมธ.อภิปรายยืนยันว่า รายงานของคณะกรรมการอิสระค้นหาความจริงแห่งชาติ (คอป.) ได้ระบุชัดแล้วว่าหากจะเริ่มการปรองดองต้องเริ่มจากการค้นหาความจริงก่อน ซึ่งการหาความจริงนั่นก็เพื่อให้สังคมยอมรับข้อเท็จจริง และยอมรับผิด ก่อนจะนำไปสู่กระบวนการนิรโทษกรรม ไม่มีการปรองดองไหนที่เกิดจากการให้อภัยเลยโดยขาดการค้นหาความจริง การนิรโทษกรรมคือการทำให้สิ่งที่ผิดไม่มีความผิด ดังนั้นก่อนจะถึงปลายทางนั้น ต้องมีการทำตามขั้นตอนให้ถูกต้อง
นายนิพิฏฐ์ กล่าวว่า ความยุติธรรมไม่เกี่ยวกับเสียงข้างมาก คนจำนวนมากถ้าทำผิดกฏหมายก็ไม่อาจล้มล้างความผิดนั้นได้ เช่น นายกฯคนหนึ่งได้รับเลือกตั้งมา 20ล้านเสียง หากมีการทำทุจริตผู้ที่จะพิจารณาคือผู้พิพากษาตามกระบวนการยุติธรรมของรัฐไทย ซึ่งมีอยู่ 2-3 คนเท่านั้น จะอ้างว่ามาจากคน20ล้านเสียงไม่ได้
ต่อจากนั้น เมื่อเวลา 20.45 น. กาประชุมได้สะดุดลง เนื่องจากมีการประท้วงกันไปมาระหว่างส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ และกรรมาธิการปรองดอง รวมถึงนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาฯ ซึ่งทำหน้าที่ประธานที่ประชุม โดยฝ่ายค้าน นำโดย นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ประท้วงนายสมศักดิ์ ที่ไม่เรียกให้ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์อภิปราย และอนุญาตให้เฉพาะ กรรมาธิการฯปรองดองชี้แจงฝ่ายเดียว
นอกจากนั้นแล้วยังมีการประท้วงระหว่างนายเจะอามิง โตะตาหยง ส.ส.ปัตตานี พรรคประชาธิปัตย์ และนายวัฒนาโดยในช่วงการชี้แจง นายวัฒนา ระบุไม่ยอมรับการไต่สวนของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่สร้างความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เพราะเป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นมาและใช้อำนาจซ้อนอำนาจของกระบวนการยุติธรรม โดยคดีที่ผ่านการไต่สวนจำเป็นที่ต้องนำกลับมาทบทวนให้อยู่ในกระบวนการยุติธรรมที่ได้รับการยอมรับ
ทำให้นายเจะอามิง ประท้วงว่าขอให้นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาฯ ซึ่งทำหน้าที่ประธานที่ประชุม ควบคุมการประชุมให้เป็นไปตามข้อบังคับ ในประเด็นที่นายวัฒนาชี้แจงมีลักษณะที่นอกเรื่อง รวมถึงเป็นการใช้เวทีเพื่อฟอกตัวเอง เนื่องจากมีผลประโยชน์ทับซ้อนในคดี เนื่องจากนายวัฒนาถูก คตส. ตรวจสอบในคดีรับเสินบนบ้านเอื้ออาทร และอนุมัติโครงการก่อสร้างบ้านเอื้ออาทร
"อุดมเดช"ยันส่งเรื่องให้ครม.ทำปรองดองต่อ
นายอุดมเดช รัตนเสถียร ส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย ฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล(วิปรัฐบาล) กล่าวว่า ตอนนี้กรรมาธิการ ได้พิจารณาจบแล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องขยายเวลาเพื่อทำเรื่องนี้ต่อ อีกทั้งประเด็นการสานเสวนาทั้งประเทศนั้นจำเป็นที่ต้องส่งให้หน่วยงานของรัฐบาลดำเนินการ เพราะมีบุคลากรที่พร้อมกว่า หากให้กรรมาธิการฯ ทำคงไม่ได้ เนื่องจากบุคลากรไม่พอ
นายอุดมเดช กล่าวต่อว่า สำหรับเวลาการพิจารณารายงานปรองดองจะใช้เวลาประมาณ 13 ชั่วโมง โดยในวันที่ 4 เม.ย. จะใช้เวลาพิจารณาถึงเที่ยงคืน แล้วไปต่อในวันที่ 5 เม.ย. หลังจากการพิจารณากระทู้ถามสดแล้ว ทั้งนี้ได้จัดสรรเวลาให้พรรคฝ่ายค้านอภิปราย 6 ชั่วโมง, ให้กรรมาธิการฯชี้แจง 2 ชั่วโมง แต่หากเวลาชี้แจงของกรรมาธิการฯไม่พอ พรรคเพื่อไทยยินดีแบ่งเวลาให้
“อดีตเลขาฯกฤษฎีกา"ชี้"ผลวิจัยพระปกเกล้า"เป็นพิษล้มล้างผลคตส.
ที่ห้องประชุมชั้น 5 อาคารบุญชนะ อัตถากร สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เมื่อเวลา 10.00 น. ศ.ดร.อมร จันทรสมบูรณ์ นักกฎหมายมหาชน และอดีตเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ผลไม้มีพิษ เกิดจากต้นไม้ที่มีพิษจริงหรือไม่ ” ในงานเสวนาวิชาการครั้งที่ 2 หัวข้อ “ การปรองดอง VS การปฏิรูปประเทศไทย” ที่จัดโดยกลุ่มสยามประชาภิวัฒน์
ศ.ดร.อมร จันทรสมบูรณ์ นักกฎหมายมหาชน กล่าวว่า ที่จะมองว่าผลไม้พิษ เกิดจากรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ที่มาจากการรัฐประหารจะใช่หรือไม่ เพราะจริงๆ แล้ว รธน. ต่างหากที่พยายามทำให้เรามองเห็นภาพของพรรคการเมืองนายทุนที่มาคุมรัฐบาล การเสนอกฎหมาย แต่เรากลับมองกันไม่เห็นว่าอำนาจนายทุน พยายามมีอำนาจเหนือกว่าสถาบันนิติบัญญัติ ขณะที่นักวิชาการและนักกฎหมาย ก็มัวเพลินอยู่กับการแสดงละครบนเวทีเผด็จการการเมืองนายทุนที่ผูกขาด โดยไม่มีใครพยายามจะพูดถึงความจริงที่ควรทำให้ปรากฏ มาตรฐานนักวิชาการและนักกฎหมายของเราบกพร่องไปไม่อยู่ในมาตรฐานสากล เพราะมั่วแต่ดูละคร กลับมองไม่เห็นผู้กำกับการแสดงละครการเมือง ไม่ช่วยทำให้สังคมมองเห็นปัญหา ซึ่งหน้าที่ของนักวิชาการ และนักกฎหมายต่อสังคม คือการนำความจริงให้ปรากฎกับคนไทยเพื่อตัดสินปัญหาบนพื้นฐานของเหตุผลเพื่อประโยชน์ส่วนรวม
ขณะที่เรื่องผลงานวิจัยการสร้างความปรองดองแห่งชาติ ของสถาบันพระปกเกล้า เป็นพิษหรือไม่ ซึ่งส่วนหนึ่งการวิจัยเสนอให้ยกเลิกผลทางกฎหมายทั้งหมดที่ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ดำเนินการมา โดยที่สถาบันพระปกเกล้า ไม่ได้บอกเราว่าเหตุผลที่ควรล้มล้างผล คตส.นั้นคืออะไร มีเหตุอะไรที่ไม่ชอบ ขั้นตอนใดของการสอบสวนของ คตส. ที่ไม่ชอบ แตกต่างจากกระบวนการยุติธรรมทั่วไปอย่างไร แต่บอกเพียงว่าเพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมให้เป็นไปตามหลักนิติธรรม และเป็นการลดเงื่อนไขข้อกล่าวอ้างจากผู้ถูกกล่าวหาว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ซึ่งเสมือนว่าสถาบันพระปกเกล้าเกรงใจผู้ถูกกล่าวหาอยู่บ้าง ทั้งที่เมื่อ คตส. สอบสวนแล้วสุดท้ายทุกอย่างก็เข้าสู่กระบวนการของศาลยุติธรรม ขณะที่กระบวนการต่างๆ ของ คตส. ยังตรวจสอบได้ ส่วนกระบวนการยุติธรรมปกติบางครั้งยังมีความสงสัย เช่น การที่อัยการสูงสุดสั่งไม่ยื่นฎีกาคดีเลี่ยงภาษีหุ้น บริษัทชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด ( มหาชน) ที่น่าจะให้มีการยื่นฎีกาเพื่อศาลได้พิจารณา และผลงานของสถาบันพระปกเกล้า ยังไม่ได้วิจัยให้เห็นถึงระบบเผด็จการพรรคการเมืองนายทุนที่มีพรรคการเมืองคุมเสียงข้างมากในสภา ฯ แล้วทำให้นายทุนเจ้าของพรรคการเมือง มีอำนาจโยกย้ายข้าราชการ ข้าราชการในกระบวนการยุติธรรมปกติ การแต่งตั้งข้าราชการในรัฐวิสาหกิจ
ดังนั้นการปฏิรูปประเทศ นักวิชาการควรทำหน้าที่เอาความจริงออกมาให้สังคมไทย เพราะสิ่งที่สำคัญคือ เราควรได้รู้ในสิ่งที่ไม่ได้เขียนไว้ด้วยจะได้รู้ว่ามีการบิดเบือนอำนาจหรือไม่ ควบคู่ไปกับกระบวนการร่างกฎหมายใด ๆ ต้องศึกษาแบ่งแยกกลุ่มความรู้ตามบริบทสังคมให้ชัดเจนก่อนว่า มีกลุ่มใดบ้าง เช่น กลุ่มมีความรู้ ไม่มีความรู้ กลุ่มมีผลประโยชน์ เพราะเมื่อเราเข้าใจกลุ่มในบริบทสังคมแล้วจะได้สร้างกลไกการบริหารได้ถูกต้อง และการร่างกฎหมายควรมีเอกสารชี้แจงเหตุผลที่เป็นกลางประกอบเพื่อให้กลุ่มผู้แทน ส.ส. ทำความเข้าใจก่อนที่ยกมือโหวตในสภา ถ้าเรายังแก้ปัญหาพวกนี้ไม่ได้ ก็อย่าคิดจะไปแก้ปัญหา 4 จังหวัดชายแดนใต้ และการเสียดินแดนกับประเทศเพื่อนบ้านที่เกี่ยวกับปัญหาภายนอกเลย



