ข่าว

'ลูกจ้างไปรษณีย์'อีสานขอค่าแรง300บาท

'ลูกจ้างไปรษณีย์'อีสานขอค่าแรง300บาท

04 เม.ย. 2555

ลูกจ้างไปรษณีย์อนุญาต (ปณอ.) 8 จังหวัดอีสาน ประท้วงขอขึ้นค่าแรง 300 บาท หลังทำงานกว่า 30 ปีรับเงินเดือน 5,850 บาท และไม่มีค่าคุ้มครองจากกฎหมายแรงงาน พร้อมทำทุวิถีทางเพื่อกดดัน ขณะที่ไปรษณีเขต 4 เผยไม่รับปากตามข้อเรียกร้อง แรงงานต่างด้าวระนองจี้ปรับค่า

              เมื่อเวลา 12.00 น.วันที่ 4 เมษายน   ที่หน้าสำนักงานไปษณีย์เขต 4 ขอนแก่น ถ.ศูนย์ราชการ เขตเทศบาลนครขอนแก่น ลูกจ้างประจำ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด หรือลูกจ้างไปรษณีย์อนุญาต (ปณอ.)เขต 4 ขอนแก่น ประมาณ 500 คน จาก 470 ตำบลใน 8 จังหวัดภาคอีสาน ได้รวมตัวกันประท้วงขอปรับขึ้นค่าตอบแทนเงินเดือนในการทำงาน 300 บาท ต่อวัน หรือค่าจ้างอย่างน้อย 9,000 บาท ต่อเดือน

              หลังจากตลอดการทำงานเกือบ 30 ปี ที่ผ่านมา ลูกจ้างไปรษณีย์อนุญาต (ปณอ.) ที่ได้รับค่าจ้างต่อเดือนไม่ถึง 6,000 บาท และไม่มีค่าคุ้มครองจากกฎหมายแรงงาน พร้อมทั้งสวัสดิการอื่นใด ตามกฎหมายแรงงานที่รุบุไว้ ทำให้ลูกจ้างไปรษณีย์อนุญาต (ปณอ.) ได้รับความเดือดร้อนจากค่าจ้างและสถานภาพ จึงพากันรวมตัวประท้วงขอขึ้นค่าแรง พร้อมกับยื่นข้อเรียกร้องผ่าน ผู้จัดการฝ่ายไปรษณีย์เขต 4 ส่งถึงผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ให้ดำเนินการตามที่เรียกร้อง
 
              นายพัฒนพงษ์ นวมศรี รองเรขาธิการสหพันธ์ไปรษณีย์อนุญาตแห่งประเทศไทย แกนนำลูกจ้างไปรษณีย์อนุญาต (ปณอ.)ประท้วงขอขึ้นค่าแรง กล่าวว่า ลูกจ้างไปรษณีย์อนุญาต (ปณอ.)ที่กระจายกันอยู่ทั่วประเทศเกือบ 4,000 คน กำลังได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก ถูกมองข้ามในเรื่องการจ้างงานหรือค่าตอบแทนต่อเดือนมาโดยตลอด ทั้งที่การทำงานของลูกจ้างไปรษณีย์อนุญาต (ปณอ.) ในขณะนี้ก็มีสภาพการทำงานเหมือนกับพนักงานทั่วไป

              อีกทั้งที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ การทำงานของลูกจ้างไปรษณีย์อนุญาต (ปณอ.) ก็หนักกว่า แต่ไม่มีค่าคุ้มครองจากกฎหมายแรงงาน และสวัสดิการอื่นใด ตามกฎหมายแรงงานที่รุบุไว้ ขณะนี้ลูกจ้างไปรษณีย์ (ปณอ.)ได้รับงินเดือนแต่ละคนไม่ถึง 6,000 บาท เนื่องจากแต่ละคนจะมีระดับชั้รนไม่เหมือนกัน ระดับ 1 ได้รับเงินเดือน 4,720 บาท ระดับ 2 ได้ 5,030 บาท ระดับ 3 ได้ 5,340 บาท ระดับ 4 ได้ 5,560 บาท และระดับ 5 ได้ 5,850 บาท ต่อเดือน น้ำมันรถจักรยานยนต์คนละ 20 ลิตร เท่านี้ไม่พอใช้จ่ายเลี้ยงครอบครัว

              และเมื่อรายรับที่ได้มากับการทำงานของลูกจ้างไปรษณีย์อนุญาต (ปณอ.) เพียงเท่านี้ ไม่พอกับรายจ่ายที่จะเลี้ยงครอบครัวให้ลูกจ้างไปรษณีย์อนุญาต (ปณอ.) ให้อยู่รอดได้ในสภาวะปัจจุบัน ลูกจ้างไปรษณีย์อนุญาต (ปณอ.) ทุกคนจึงมีมติที่จะร้องขอ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ปรับเพิ่มค่าตอบแทนเพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับสภาวะความเป็นจริงที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แต่การร้องรอที่ผ่านมาก็ไม่เป็นผล จึงรวมตังประท้วงขอคำตอบในการเพิ่มเงินเดือนเป็นรายละ 9,000 บาท  "นายพัฒนพงษ์ กล่าว"

              ขณะที่ นายประสิทธิ์ ทวีผล ผู้จัดการฝ่ายไปรษณีย์เขต 4 ที่มารับข้อเรียกร้องกับ ลูกจ้างไปรษณีย์อนุญาต (ปณอ.) กล่าวกับผู้ประท้วงว่า ใน บริษัท ไปรษณีย์ไทย ก็มีการพูดคุยกันในระดับผู้บริหารมาโดยตลอดว่า  จะมีการปรับค่าตอบแทนให้กับพนักงานและลูกจ้างไปรษณีย์ทุกคนในส่วนของค่าบำเหน็จ ตามที่มีคำสั่งออกมา แต่อาจจะไม่เป็นไปตามต้องการคือวันละ 300 บาท ตามที่เรียกร้อง แต่ว่าจริงๆแล้วเราต้องไปดูข้อกำหนดของทางราชการ ของทางรัฐบาลว่า ค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 นั้น ไม่ได้บังคับในทุกพื้นที่ของประเทศ อันนี้ก็ต้องไปดูค่าแรงขั้นต่ำประกอบด้วย
           
              "และในส่วนนี้หนังสือที่รับไว้จากลูกจ้างไปรษณีย์อนุญาตได้ยื่นมา ก็จะรับไว้และจะรีบส่งให้ทางผู้บริหาร แล้วจะให้คำตอบภายในวันที่ 30 เมษายน นี้ ถึงจะแจ้งให้ทราบได้ ส่วนที่จะให้ทางไปรษณีย์ให้คำตอบวันนี้เลย ข้อสรุปอาจจะยังไม่ชัดเจนเท่าไหร่ เพราะทางผู้บริหารก็ต้องไปประชุมคณะกรรมการ ที่จะต้องพูดคุยกันไปรษณีย์เขต 4 ตัดสินใจอะไรไม่ได้ แต่ยืนยันไปรษณีย์ไทยไม่ได้ทอดทิ้ง ซึ่งท่านก็เป็นส่วนหนึ่งซึ่งเป็นตัวแทนของพวกเราที่ให้บริการกับพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ"นายประสิทธิ์ กล่าว
          
              ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ ผู้จัดการฝ่ายไปรษณีย์เขต 4 ที่มารับข้อเรียกร้องกับ ลูกจ้างไปรษณีย์อนุญาต (ปณอ.)ได้ชี้แจงไปว่าไม่สามารถตัดสินใจตามข้อเรียงร้องได้ ทำให้ลูกจ้างไปรษณีย์อนุญาต (ปณอ.)ที่ประท้วงไม่พอใจโห่ร้องและจะปักหลักประท้วงอยู่ที่ไปรษณีเขต 4 เพื่อกดดันให้ผู้บริหาร บริษัทไปรษณีย์ไทย รับข้อเรียกร้องให้ได้ ไม่เช่นนั้นจะทำทุกงวิถีทางเพื่อกดดันให้ได้รับค่าตอบแทน ทำให้ผู้จัดการฝ่ายไปรษณีย์เขต 4 ต้องแรกตัวแทนลุกท้างที่ประท้วงไปเจรจากันเพื่อหาทางออก แต่ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุป

แรงงานต่างด้าวระนองจี้ปรับค่าจ้างขั้นต่ำ

             นายเล เจ แรงงานต่างด้าวชาวพม่า ซึ่งเข้ามาทำงานเป็นลูกจ้างอยู่ในโรงงานแปรรูปอาหารทะเลใน จ.ระนอง เปิดเผยว่า จากการที่รัฐบาลไทยประกาศปรับค่าจ้างขั้นต่ำ พบว่าแรงงานต่างด้าวส่วนใหญ่ยังไม่ทราบรายละเอียดมากนัก ส่วนแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยนาน และทราบถึงรายละเอียด โดยเฉพาะแรงงานขั้นต่ำที่มีการปรับขึ้นครั้งใหม่ใน จ.ระนอง จะครอบคลุมถึงแรงงานต่างด้าวชาวพม่าด้วยนั้นพบว่าจากการที่ทางแรงงานต่างด้าวเข้าไปสอบถามหัวหน้าคนงานพบว่ายังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนในเรื่องดังกล่าว จึงหวั่นว่านายจ้างจะไม่มีการปรับค่าจ้างให้กับแรงงานต่างด้าว จึงต้องการเรียกร้องให้นายจ้างรีบออกมาชี้แจงหรือประกาศให้ทราบในรายละเอียดดังกล่าวด้วย ส่วนอัตราค่าจ้างในปัจจุบันที่แรงงานต่างด้าวได้รับจะตกวันละ 180 บาท ส่วนอัตราค่าจ้างที่ปรับใหม่ในพื้นที่ จ.ระนองอยู่ที่วันละ 285 บาท
 
             นางนฤมล ขรภูมิ ประธานหอการค้าจังหวัดระนอง เปิดเผยว่า เอกชนประกอบด้วยหอการค้าจังหวัดระนอง,สภาอุตสาหกรรมจังหวัดระนอง,สมาคมผู้ประกอบการประมงระนอง,สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยว จ.ระนอง ยังยืนตามเจตนารมณ์เดิมที่ได้เคยยื่นหนังสือต่อ ผวจ.ระนองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผ่านไปยังรัฐบาลเพื่อร้องขอให้ชะลอการขยับค่าแรงขั้นต่ำรอบใหม่ในวันที่ 1 เม.ย. 2555 นี้ เนื่องจากพบว่าผู้ประกอบการในพื้นที่กว่า 50% ยังไม่พร้อมที่จะขยับอัตราค่าแรงขั้นต่ำใหม่ตามนโยบายของรัฐบาลที่กำหนดไว้ว่าจะขยับเพิ่ม 40% ในวันที่ 1 เม.ย. 2555 นี้ และ ปรับเพิ่มเป็น 300 บาท ในวันที่ 1 ม.ค. 2556 ซึ่งพบว่าจากวิกฤติปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทั่วโลกได้ส่งผลให้เศรษฐกิจเกิดการชะลอตัว
 
             ดังนั้นหากมีการปรับค่าจ้างขั้นต่ำเปรียบเสมือนการซ้ำเติมสถานการณ์ให้ย่ำแย่ไปอีก เนื่องจากปัจจุบันการแข่งขันของตลาดการค้าทั่วโลกเป็นไปอย่างรุนแรง นอกจากประเทศไทยยังประสบปัญหาภายในประเทศโดยเฉพาะกรณีพิบัติภัยที่เกิดขึ้น แม้ว่า จ.ระนองจะไม่มีพิบัตภัยร้ายแรงในช่วงที่ผ่านมา แต่ต่างก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน และหากดำเนินการตามนโยบาบรัฐที่จะต้องปรับค่าแรงขั้นต่ำในวันที่ 1 เม.ย. 2555 คาดว่าจะมีผู้ประกอบการ SME ในพื้นที่กว่า 80 รายที่จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ซึ่งจะส่งผลต่ออัตราการจ้างงานที่คาดว่าอาจจะส่งผลให้แรงงานในพื้นที่ต้องตกงานจำนวนมากภายในปีนี้
 
             นายกฤษณะ เอี่ยมวงศ์นที ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดระนอง กล่าวว่า อัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่เหมาะสมในเขตพื้นที่ จ.ระนองในปัจจุบันควรอยู่ที่ 220-230 บาท หากสูงกว่านั้นผู้ประกอบการคงจะไม่สามารถรับแบกภาระที่เพิ่มขึ้นได้ เพราะการปรับเพดานค่าจ้างแท้จริงไม่ใช่ว่าการปรับค่าจ้างในองค์กรใดองค์กรหนึ่งแล้วทุกอย่างจะจบ แต่จะเกี่ยวเนื่องไปยังทุกภาคส่วน วัตถุดิบ,แพคเกจจิ้ง,ค่าการขนส่ง ซึ่งทั้งหมดจะต้องมีการขยับราคาตามค่าจ้างใหม่ ซึ่งทุกอย่างจะกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ ดังนั้นการปรับค่าจ้างขั้นต่ำขึ้นอีก 40% ของอัตราค่าจ้างเดิม ที่รัฐบาลประกาศในวันที่ 1 เม.ย. 2555 นี้ ผู้ประกอบการ และภาคเอกชนในเขตพื้นที่ จ.ระนองต่างมีข้อสรุปตรงกันว่าไม่พร้อม เนื่องจากจะทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ราคาสินค้าสูง จำเป็นต้องให้เวลาผู้ประกอบการในการปรับตัว โดยเฉพาะผู้ประกอบการเพื่อการส่งออก ศักยภาพในการแข่งขันสูง มีการนำเทคโนโลยีการผลิตแทนการใช้แรงงาน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะให้ลูกจ้างปรับตัวเพื่อลดปัญหาการว่างงาน ส่วนการเคลื่อนย้ายแรงงานคาดจะมีปริมาณสูงขึ้น ซึ่งต้องมองตามหลักความจริง ดังนั้นทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเตรียมรับปัญหาที่จะเกิดขึ้น

 

...............

 

(หมายเหตุ : ภาพจากแฟ้มข่าว)