ข่าว

'มาร์ค'บี้'ปู'ทบทวนนโยบายไฟใต้

'มาร์ค'บี้'ปู'ทบทวนนโยบายไฟใต้

04 เม.ย. 2555

'มาร์ค' บี้ 'นายกฯ' ทบทวนนโยบายไฟใต้ เตือน รมว.กลาโหม หยุดพูดมั่ว หวั่นปลุกให้ก่อความไม่สงบเพิ่ม แนะจับตาประชุมสภาฯ จะกลายเป็น 'บิ๊กบังหน้า' อ้างปรองดอง

                    4 เม.ย.55 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงสถานการณ์ความรุนแรงในภาคใต้ว่า เชื่อว่ารัฐบาลรู้แล้วว่าสาเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้นเกิดจากอะไร จึงอยากให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ และรัฐบาล ทบทวนเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด เกิดจากความคิดง่ายๆ ว่าทำแล้วจะแก้ปัญหาได้เร็ว แล้วตัวเองก็จะได้ประโยชน์ทางการเมือง ส่วนที่พล.อ.อ.สุกัมพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม เห็นด้วยกับการเจรจากับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบนั้น ไม่ควรพูดให้เกิดความสับสน เพราะไม่ได้เกิดความเสียหายเท่านั้น แต่กระทบกับกลุ่มที่เคลื่อนไหวอยู่ เพราะถ้าเขาฟังแล้วทำให้รู้สึกว่ามีการส่งสัญญาณก็มีปฏิกริยาได้ แต่คนที่รับเคราะห์ก็คือคนที่อยู่ในพื้นที่ ตนคิดว่า สิ่งใดที่ไม่ควรพูดก็ไม่ต้องพูด โดยเฉพาะการพูดถึงกลุ่มต่างๆ ควรให้มีความชัดเจนในข้อเท็จจริงก่อน และควรยืนยันในนโยบายหลักๆ เพื่อให้เกิดความสงบจะดีที่สุด

                    เมื่อถามว่า มีข่าวออกมาระบุว่า มีอดีตนักการเมืองใหญ่อยู่เบื้องหลังในการเสนอเงินหลายร้อยล้านบาทให้กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบยุติการเคลื่อนไหว นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ยังไม่ทราบ เพราะยังไม่ได้รับการยืนยัน แต่ใครก็ตามที่คิดว่าวิธีการเช่นนั้นจะแก้ปัญหาได้แสดงว่าไม่เข้าใจสถานการณ์อย่างแท้จริง

                    “ผมเห็นว่าถ้ายึดตามนโยบายที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เสนอให้ที่ประชุมสภาฯ รับทราบ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา น่าจะทำให้การแก้ไขปัญหาเดินหน้าต่อไปได้ อย่าไปเที่ยวเชื่อคนที่อ้างว่าทำอะไรได้ ทำอะไรก็เป็นเรื่องพิเศษ และวิเศษ แล้วปัญหาจะหมดไป เพราะมีแต่จะทำให้ปัญหารุนแรงมากขึ้น ที่สำคัญควรจะมอบหมายงานให้รองนายกฯ หรือรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งรับผิดชอบเป็นการเฉพาะ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

                    เมื่อถามถึงข้อเสนอให้ประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินเพิ่มในบางพื้นที่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จะเป็นการถอยหลังมากกว่า ที่ผ่านมายังไม่มีอะไรบ่งชี้ว่าการเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินในพื้นที่ใดแล้วจะมีปัญหา ทั้งนี้รัฐบาลควรจะเร่งฟื้นฟูพร้อมสร้างความเชื่อมั่น มีความชัดเจนเรื่องนโยบายและให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม

                    นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่ออีกว่า อยากเรียกร้องให้รัฐบาลจัดระบบการแก้ไขปัญหาดังกล่าวใหม่ โดยเฉพาะระบบการสื่อสาร เพราะการพูดถึงสถานการณ์ในภาคใต้ ทั้งจากฝ่ายนโยบายและฝ่ายปฏิบัติ ทำให้เกิดความสับสน และไม่เป็นผลดีต่อการแก้ไขปัญหา ส่วนที่พล.อ.อ.สุกัมพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม เห็นด้วยกับการเจรจากับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบนั้น ไม่ควรพูดให้เกิดความสับสน เพราะไม่ได้เกิดความเสียหายเท่านั้น แต่กระทบกับกลุ่มที่เคลื่อนไหวอยู่ เพราะถ้าเขาฟังแล้วทำให้รู้สึกว่ามีการส่งสัญญาณก็มีปฏิกริยาได้ แต่คนที่รับเคราะห์ก็คือคนที่อยู่ในพื้นที่

 

แนะจับตาประชุมสภากลายเป็น'บิ๊กบังหน้า'อ้างปรองดอง

                    นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ กล่าวถึงการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการปรองดอง ในการประชุมสภาฯ ว่า เป็นเรื่องที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานกมธ.ปรองดองจะต้องตอบคำถามว่า สุดท้ายแล้วเมื่อสถาบันพระปกเกล้าเจ้าของงานวิจัยชี้แนวทางที่เหมาะสมให้ทำแล้ว ทำไมจึงไม่ยอมเดินตามแนวทางนั้น หากพล.อ.สนธิ ยืนยันว่าไม่ถอย ต้องตอบให้ได้ว่าเพราะอะไร หากยังเดินหน้าพล.อ.สนธิและรัฐบาลจะต้องรับผิดชอบถึงความเสียหายที่จะตามมาทั้งหมด จะไปอ้างสถาบันพระปกเกล้าหรือคณะผู้วิจัยไม่ได้แล้ว

                    “ที่พูดว่ามีการเตรียมร่างกฎหมายเอาไว้แล้ว เขียนไว้ 6 มาตรา มีคนเซ็นชื่อไว้พร้อม คงเป็นเป้าหมายสุดท้ายในการเลือกเดินหน้าของรัฐบาลนี้ เพราะสถาบันพระปกเกล้าออกมายืนยันแล้วว่า สิ่งที่รัฐบาลกำลังทำอยู่ ไม่ใช่แนวทางที่เขาเสนอ ที่เสนอให้นิรโทษกรรมหรือล้างคดีคตส.ก็เป็นทางเลือก ที่เขาเสนอออกมาให้ถกเถียงกันเท่านั้น ไม่ใช่เสนอให้รับไปทำต่อทันที” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

                    เมื่อถามว่านายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าระบุว่าพรรคเพื่อไทยไม่มีความชอบธรรมในการออกพ.ร.บ.ปรองดองในเวลานี้แล้ว นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า “ก็ถูกต้องครับ”

                    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวผ่านทาง Blue Sky Channel ตอนหนึ่งว่า ถ้าสภายังเขาเดินหน้าต่อโดยไม่ฟังความเห็นของสภาสถาบันพระปกเกล้า จะแสดงให้เห็นชัดเจนคือ กระบวนการที่อ้างเรื่องความปรองดองทั้งหมดในนามของรัฐบาล และกรรมาธิการนั้น ก็เป็นเรื่องการบังหน้า เป็น “บิ๊กบังหน้า” แปลว่าทั้งหมดที่รัฐบาล หรือผู้เกี่ยวข้องกำลังจะผลักดันบางสิ่งบางอย่างซึ่งเป็นความต้องการของตนเอง แล้วพยายามเอาความปรองดอง หรือเรื่องของงานวิจัยนั้นมาบังหน้า ซึ่งสังคมก็จะเข้าใจว่ารัฐบาลทำอะไรต่อจากนี้ไป ไม่ได้มีฐานทางวิชาการ หรืองานวิจัยรองรับ แต่เป็นความต้องการของพรรคเพื่อไทย และสภาเท่านั้นเอง