
ปชป.อัดนโยบาย'ร้านถูกใจ'แก้ปลายเหตุ
'อภิรักษ์' อัด 'รัฐ' ตั้งนโยบาย 'ร้านถูกใจ' ชี้แก้ปัญหาปลายเหตุ ติงรบ.เบิกจ่ายงบฟื้นฟูน้ำท่วมล่าช้า ยื่นปปช.เอาผิด 'กิตติรัตน์-ทนุศักดิ์-สาธิต' ละเว้นหน้าที่ ไม่เก็บภาษีหุ้นชินฯ
4 เม.ย.55 นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรมว.พาณิชย์เงา แถลงว่า ที่ประชุมครม.เงา ได้รับทราบรายงานสถานการณ์เศรษฐกิจปากท้อง ที่เกิดจากการสำรวจใน 10 จังหวัดทั่วประเทศ ประจำเดือน มี.ค.2555 โดยในส่วนของสินค้าควบคุม พบว่าบางรายการยังขายแพงกว่าราคาควบคุม อาทิ เนื้อหมู ที่กระทรวงพาณิชย์ กำหนดราคาควบคุมไว้ระหว่าง 100-105 บาทต่อกิโลกรัม แต่พบว่ามีบางพื้นที่ยังขาย 110-120 บาทต่อกิโลกรัมอยู่
ส่วนนโยบายร้านถูกใจ ที่ใช้งบ 1.6 พันล้านบาท เห็นว่า การกระจายอาจไม่ทั่วถึง เพราะมีเพียง 1 หมื่นร้านทั่วประเทศ และที่กำหนดราคาขายสินค้าให้ต่ำกว่าราคาตลาดร้อยละ 20 อาจทำให้เกิดปัญหาการเวียนเทียนซื้อสินค้าไปขายต่อ ดังนั้น ครม.เงา จึงเสนอให้รัฐบาลแก้ปัญหาที่ต้นเหตุมากกว่าปลายเหตุ ด้วยการไปดูเรื่องโครงสร้างต้นทุนสินค้า ส่วนการปรับโครงสร้างราคาพลังงาน ขณะนี้ส่งผลกระทบชัดเจนต่อค่าโดยสารต่างๆ
ขอเรียกร้องให้ รัฐบาลออกมาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบต่อการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน จะทำให้ธุรกิจเอสเอ็มอีหลายแสนแห่งได้รับผลกระทบ แต่กลับไม่มีมาตรการช่วยเหลือใดๆ ออกมารองรับ ที่อ้างว่ามีมาตรการลดภาษีนิติบุคคล ช่วยได้แค่ธุรกิจขนาดใหญ่ในบางอุตสาหกรรมเท่านั้น ที่สำคัญแรงงานนอกระบบกว่า 24 ล้านคนไม่ได้รับประโยชน์จากนโยบายดังกล่าว
นอกจากนี้ ครม.เงายังอยากให้รัฐบาลศึกษาโครงสร้างสินค้าเกษตร อย่ามัวแต่แก้ปัญหาเมื่อเกษตรกรออกมาเรียกร้องเท่านั้น จึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาลออกมาตรการเชิงรุกในการแก้ปัญหาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะผลไม้ อย่างทุเรียน มังคุด และเงาะ ที่กำลังจะออก
“ตั้งแต่เดือนเม.ย.นี้เป็นต้นไป จะมีปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจปากท้อง ได้แก่ 1.การปรับขึ้นราคาพลังงาน 2.การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ และ 3.ความผันผวนของราคาสินค้า” นายอภิรักษ์ กล่าว
จี้รัฐเร่งเบิกจ่ายงบช่วยน้ำท่วมให้ทันฤดูกาล-ตรวจสอบได้
นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี โฆษกครม.เงา พรรคปชป. แถลงภายหลังการประชุม ครม.ว่า ที่ประชุมครม.เงา ได้หารือถึงงบกลางที่เป็นงบฟื้นฟูอุทกภัยจำนวน 1.2 หมื่นล้านบาท โดยเห็นว่ารัฐบาลยังบริหารงบประมาณแบบสถานการณ์ปกติอยู่ เกรงว่าจะไม่ทันกับฤดูกาลน้ำท่วมที่จะมาถึงอีกครั้ง เนื่องจากพบว่ามีการเบิกจ่ายใน 3 กระทรวงหลักคือกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงคมนาคม ไม่ถึง 5 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเบิกจ่ายได้ต่ำมาก จึงขอให้รัฐบาลเร่งรัดการเบิกจ่ายให้รวดเร็วมากขึ้น และขอให้เปิดให้มีการตรวจสอบการเบิกจ่ายงบประมาณ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส
ยื่นปปช.เอาผิด'กิตติรัตน์-ทนุศักดิ์-สาธิต'ละเว้นหน้าที่
นายสรรเสริญ สมะลาภา รมช.คลังเงาพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า ได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่ง (ปปช.)ให้ดำเนินคดีกับ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รมว.คลัง นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รมช.คลัง และนายสาธิต รังคสิริ อธิบดีกรมสรรพากร ไปแล้วตั้งแต่วันที่ 3 เม.ย.ที่ผ่านมา หลังจากที่กรมสรรพากรกลับลำไม่ดูแลผลประโยชน์ประชาชน โดยคดีภาษี 1.2 หมื่นล้านบาทเป็นคดีที่เกิดขึ้นเมื่อ 5 ปีที่แล้ว มีการขายหุ้นใน 2 ระดับ คือ จากแอมเพิลริชไปยังนายพานทองแท้และนางสาวพิณทองทา ชินวัตร ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตัดสินว่า ถือหุ้นแทน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ ณ ป้อมเพชร ซึ่งเป็นการซื้อขายนอกตลาดหลักทรัพย์ จึงต้องเก็บภาษี จากนั้นจึงมีการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ให้บริษัทเทมาเส็ก แต่พรรคไม่ติดใจในส่วนนี้เพราะได้รับการยกเว้นการเก็บภาษี แต่ในส่วนการซื้อขายจากแอมเพิลริชไปยังบุตรชายและบุตรสาวของพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นรายได้ที่ต้องจ่ายภาษีให้รัฐ โดยทางพรรคที่เป็นรัฐบาลก่อนหน้านี้ก็ได้ติดตามเรื่องดังกล่าวมาโดยตลอด
อย่างไรก็ตามเมื่อรัฐบาลเพื่อไทยเข้ามาบริหารประเทศ กรมสรรพากรก็กลับลำโดยในเดือนส.ค. ที่นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ก็มีคำสั่งไม่เก็บภาษี นายพานทองแท้ และนางสาวพิณทองทา และล่าสุดกรมสรรพากรก็ไม่เก็บภาษีจาก พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน โดยอ้างว่าเป็นการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ทำให้ได้รับการยกเว้นในการจัดเก็บภาษี ถือว่าเป็นการตัดตอนพฤติกรรมการซื้อขาย เพราะในส่วนแรกที่การซื้อขายนอกตลาดหลักทรัพย์เกิดขึ้นนั้นจะต้องเสียภาษีตามกฎหมาย แม้ว่าศาลจะตัดสินว่าหุ้นดังกล่าวไม่ใช่ของนายพานทองแท้และนางสาวพิณทองทา แต่รายได้เกิดขึ้นแล้วจึงต้องมีผู้รับผิดชอบในส่วนนี้ จึงเห็นว่ากรมสรรพากรตีความกฎหมายเอื้อประโยชน์ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน
นายสรรเสริญ กล่าวว่า หลังจากยื่นเรื่องให้ ปปช.ดำเนินการในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ต่อบุคคลทั้ง 3 แล้ว ยังจะดำเนินการทวงเงินภาษี 1.2 หมื่นล้านบาท ในช่องทางอื่นควบคู่ไปด้วยเพราะเห็นว่ายังไม่หมดหวังที่ประเทศจะได้เงินก้อนนี้กลับคืนมา เนื่องจากกรมสรรพากรยังไม่ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ยื่นแบบ ภงด .91 ในปี 2550 หรือไม่ เพราะในเวลานั้น พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ต่างประเทศจึงมีความเป็นไปได้ที่จะไม่ได้ยื่นเสียภาษี ซึ่งจะทำให้คดียังไม่หมดอายุความ แต่จะมีเวลาอีก 5 ปีต่อจากนี้ที่จะดำเนินการทวงภาษี
นอกจากนี้จะพิจารณาดำเนินการฟ้องคดีแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหายจากกรณีที่รัฐต้องสูญเสียรายได้จากการจัดเก็บภาษี 1.2 หมื่นล้านบาทด้วย โดยในส่วนนี้จะรอดูการตอบรับของ ป.ป.ช.ก่อนว่าจะรับเรื่องที่ร้องเรียนไปพิจารณาหรือไม่ เพราะหากป.ป.ช.เห็นด้วยกับคำร้องของตนก็เท่ากับยืนยันว่า มีความเสียหายเกิดขึ้นจริง น่าจะนำไปสู่การยื่นฟ้องในคดีแพ่งตามมาได้



