ข่าว

ทัศนาอุษาคเนย์

ทัศนาอุษาคเนย์

04 เม.ย. 2555

ทัศนาอุษาคเนย์ : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับ ประภัสสร เสวิกุล

           วันก่อนผมมีโอกาสไปร่วมการเสวนา ในหัวข้อ “ทัศนาอุษาคเนย์ มองเพื่อนบ้านสุวรรณภูมิ” ซึ่งสมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทย เป็นเจ้าภาพจัดขึ้นที่ห้องประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เนื่องในวาระ 72 ปี พี่เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ในการเสวนา ผมได้เล่าถึงปัญหาเรื่องเขาพระวิหารตามที่ได้ฟังมาว่า ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน เคยกล่าวว่า เขาพระวิหารเป็นเทวสถานของศาสนาฮินดู ที่สร้างโดยขอม แต่ปัจจุบันมีทางขึ้นอยู่ในเขตไทย ซึ่งแต่เดิมชาวไทยและกัมพูชาก็สามารถเข้าไปมนัสการได้ แต่เมื่อเกิดกรณีพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชาซึ่งนับถือพุทธศาสนา ก็กลับเรียกร้องให้ประเทศมุสลิม คืออินโดนีเซียเข้ามาไกล่เกลี่ย ซึ่งวิทยากรท่านหนึ่ง คือ รศ.ดร.ฉลอง สุนทรวาณิชย์ ได้แสดงทัศนะที่น่าสนใจว่า สาเหตุสำคัญประการหนึ่งของปัญหาระหว่างประเทศเพื่อนบ้านเช่นนี้ เกิดขึ้นจากเมื่อเราเริ่มรับความคิดเรื่องกรรมสิทธิ์จากตะวันตก โดยท่านได้ยกตัวอย่างว่าการทำนาของคนไทยและคนเอเชียตั้งแต่โบร่ำโบราณนั้น ไม่มีการกั้นรั้ว แต่ก็รู้กันว่าตรงโน้นตรงนี้เป็นที่ดินของใคร แม้วัวควายบ้านอื่นจะเดินเข้ามากินหญ้ากินน้ำก็ไม่หวงห้าม
 
             คำพูดของอาจารย์ฉลอง ทำให้ผมนึกถึงคำพูดของชาวลาวที่ว่า ลาวกับไทยนั้น “อาบน้ำร่วมท่า กินปลาร่วมข้อง” หรือ “กินข้าวร่วมนา กินปลาร่วมหนอง” กันมา ซึ่งแสดงถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิด ในยุคที่ชาติตะวันตกยังไม่เข้ามา เป็นยุคที่ยังไม่มีการขีดเส้นเขตแดนแบ่งกั้นเป็นประเทศสยามกับประเทศลาว ไม่มีใครถือกรรมสิทธิ์ในแม่น้ำโขง หรือทรัพยากรในแม่น้ำ
 
             เมื่อมีเรื่องกรรมสิทธิ์เข้ามาเกี่ยวข้อง ก็เกิดสิ่งที่เรียกว่าค่าเหยียบแดน เกิดกำหนดกฎเกณฑ์ในการเดินทางข้ามแดนและความรู้สึกว่าเป็นคนต่างประเทศขึ้น นอกจากเรื่องกรรมสิทธิ์แล้ว สิ่งหนึ่งซึ่งเกิดจากฝีมือของชาติมหาอำนาจตะวันตก ก็คือการสร้างความหวาดระแวงแคลงใจระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน และแม้กระทั่งคนชาติเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความแตกต่างทางศาสนา เผ่าพันธุ์ วัฒนธรรม และผลประโยชน์ เพื่อเป็นเครื่องมือในการปกครองเมืองขึ้น
 
             เมื่อพูดถึงคำว่า “เมืองขึ้น” แล้ว สิ่งหนึ่งซึ่งคนไทยถูกปลูกฝังในยุคชาตินิยมและก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ก็คือความทะนงตัวว่าเมืองไทยไม่เคยเป็นเมืองขึ้นใคร ขณะที่ประเทศรอบบ้านและประเทศอื่นๆ ในเอเชีย ยกเว้นญี่ปุ่น ตกเป็นเมืองขึ้นหรืออยู่ภายใต้อิทธิพลของมหาอำนาจตะวันตก ความทะนงตัวอย่างผิดๆ นั้น ติดตัวคนไทยบางส่วนมาจนถึงทุกวันนี้ เราพูดภาษาอังกฤษได้ไม่เก่งเท่าคนสิงคโปร์ ก็อ้างว่าเพราะเราไม่เคยเป็นเมืองขึ้นอังกฤษ เราขาดระเบียบวินัย ก็อ้างว่าทำอะไรตามใจคือไทยแท้ เพราะเราไม่เคยเป็นข้าที่ต้องอยู่ใต้อำนาจคนอื่น ฯลฯ และบางครั้งก็ลามไปถึงการมองเพื่อนบ้านด้วยความรู้สึกหมิ่นแคลน
 
             ซึ่งตรงนี้ อาจารย์ฉลองก็มีความเห็นว่า ประเทศไทยอาจจะไม่ได้ตกเป็นเมืองขึ้นชาติตะวันตก แต่คนไทยก็ขาดประสบการณ์ที่สำคัญอย่างหนึ่ง ซึ่งทุกชาติในภูมิภาคนี้มี นั่นก็คือการต่อสู้เพื่อกอบกู้เอกราช จนสามารถเอาชนะจักรวรรดินิยมทั้งเก่าและใหม่ทั้งหลายได้สำเร็จ อันนับเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งใหญ่ของคนทั้งชาติ
 
             วิทยากรอีกท่าหนึ่ง คือ ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช ผู้เชี่ยวชาญเรื่องพม่า ก็ได้กล่าวถึงพัฒนาการของประเทศพม่า และให้ข้อคิดว่าเรื่องบางเรื่องเกี่ยวกับพม่าที่คนไทยได้ยินได้ฟังจากแหล่งต่างๆ นั้น บางครั้งก็เป็นคนละเรื่องเดียวกันกับที่เกิดขึ้นในพม่า ซึ่งข้อมูลข่าวสารที่แตกต่างทำนองนี้ ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเสมอ ไม่ว่าจะในตะวันออกกลาง อิหร่าน เกาหลีเหนือ ในปัจจุบัน หรือจีน และโซเวียต ในอดีต เมื่อมองผ่านสายตาของคนตะวันตก หรือคนที่สวมแว่นตาตะวันตกจ๋า
 
             ผมเชื่อว่า นอกเหนือจากพื้นฐานทางด้านชาติพันธุ์ ศาสนา ขนบธรรมเนียม ศิลปวัฒนธรรมแล้ว การมีประวัติศาสตร์ร่วมกันของบรรดาประเทศในอุษาคเนย์และสุวรรณภูมิ แม้ว่าบางครั้งอาจจะยืนอยู่คนละด้านของหน้าประวัติศาสตร์ก็ตาม ย่อมเป็นต้นทุนปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้ทุกประเทศมองไปยังอนาคต และร่วมมือกันสร้างอาณาบริเวณนี้ ให้เป็นดินแดนแห่งสันติสุข ที่มีเสถียรภาพ ความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ และความมั่นคงทางสังคม โดยเฉพาะในเวลาอีก 3 ปีข้างหน้า ที่ประเทศเหล่านี้จะก้าวสู่ความเป็นประชาคมเศรษฐกิจเดียวกันภายใต้คำว่า “อาเซียน”
 
             คุณผู้อ่านล่ะครับ พร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมอาเซียนกันหรือยัง?