ข่าว

ปธ.วิปรัฐโยนสภารับข้อเสนอพระปกเกล้า

ปธ.วิปรัฐโยนสภารับข้อเสนอพระปกเกล้า

03 เม.ย. 2555

ปธ.วิปรัฐบาล อุดมเดช รัตนเสถียร : เกิดความสงบสุขเร็วเท่าใด เป็นประโยชน์มากเท่านั้น โยนสภารับข้อเสนอพระปกเกล้าหรือไม่ : สัมภาษณ์พิเศษ โดยประพันธ์ จินดาเลิศอุดมดี สำนักข่าวเนชั่น@ praphan_nna)

            สองประเด็นร้อนที่มีการพูดถึงกันอย่างหนาหูในเวลานี้ หนีไม่พ้นเรื่องปรองดองและแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ผู้คนจับตามองว่าจะเป็นตัวเติมอุณหภูมิทางการเมืองให้ร้อนฉ่าขึ้นอีกครั้ง
     
             "อุดมเดช รัตนเสถียร " ส.ส.เพื่อไทยในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ตอบข้อสงสัยกับ"สำนักข่าวเนชั่น" ทั้งเรื่องปรองดองที่ฝ่ายการเมืองถูกมองจากสังคมว่าเร่งรีบเกินไปเพื่อสมประโยชน์ของใครบางคน และก้าวย่างเรื่องปรองดองนับจากนี้ไปจะเป็นอย่างไร
 
             รวมทั้งเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ทำไมต้องเร่งรีบให้ร่างเสร็จในสมัยประชุมนิติบัญญัตินี้ถึงกับต้องขยายเวลาเปิดสมัยประชุมออกไป , การคิดสัดส่วน สสร. จากพื้นที่เลือกตั้ง ทำให้รัฐบาลได้เปรียบจริงหรือไม่ และการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดความปรองดองหรือนำมาซึ่งความขัดแย้งรุนแรงรอบใหม่กันแน่
    
มองว่าการพิจารณาเรื่องปรองดองในวันที่ 4 เม.ย.จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
 
             หลายคนอาจจะกังวลว่าบรรยากาศการประชุมในวันที่ 4 เม.ย.นี้อาจจะมีการหยิบยกประเด็นอะไรต่างๆ ขึ้นมาแล้วอาจมีการถกเถียงในประเด็นต่างๆ เหมือนการประชุมสภาฯ เมื่อวันอังคารที่ 27 มี.ค.ที่ผ่านมา

             แต่เรายืนยันว่าในวันพรุ่งนี้ในช่วงที่มีการนำเรื่องของกรรมาธิการปรองดองขึ้นมาพิจารณานั้นเป็นเรื่องปกติและเป็นเรื่องที่กรรมาธิการฯ พิจารณาเสร็จเรียบร้อยแล้ว

             ดังนั้นประเด็นต่างๆที่ส.ส.สงสัยก็สามารถถามกรรมาธิการฯได้ ซึ่งเป็นเรื่องของกรรมาธิการฯ ที่จะชี้แจงต่อส.ส.อยู่แล้ว ผมคิดว่าคงไม่น่าจะมีอะไรรุนแรงมากนัก ถึงแม้ว่าอาจจะเคยมีภาพแบบนั้นอยู่

             แต่เราก็พยายามที่จะบอกกับส.ส.ในส่วนของพรรคแกนนำรัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาลว่า เราไม่ควรที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้งให้เห็นต่อหน้าสาธารณชน เราควรพูดกันด้วยเหตุด้วยผล นี่คือสิ่งที่พยายามย้ำเตือนกับ ส.ส.
 
สำหรับการประชุมของสภาสถาบันพระปกเกล้าจะมีผลต่อการพิจารณาของสภาฯ ในวันที่ 4 เม.ย.หรือไม่
 
             ประเด็นที่มีความพยายามจะไปใช้กลไกอะไรก็แล้วแต่ที่จะนำเสนอให้สถาบันพระปกเกล้าถอนเรื่องนั้น ประเด็นหลักมันอยู่ที่ว่า สิ่งที่เป็นงานวิจัยของสถาบันพระปกเกล้าในส่วนนี้ได้ทำถูกต้องตามหลักเกณฑ์ หลักการในการทำการวิจัยหรือไม่ ถ้าทำตามกติกา ทำตามหลักเกณฑ์ ผลของการวิจัยนั้นถือเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

             นั่นหมายความว่า นี่เป็นผลงานวิจัยทางวิชาการ ถ้าทำตามหลักเกณฑ์แล้วผลของการวิจัยเป็นอย่างไรมันต้องจบตรงนั้น ไม่ว่าจะออกมาแล้วเป็นอย่างไร ส่วนกรณีที่ตัวกรรมาธิการได้มอบหมายให้สถาบันพระปกเกล้าไปดำเนินการ แล้วสถาบันพระปกเกล้านำผลเรื่องนี้มามอบให้แล้วอย่างเป็นทางการด้วย แล้วกรรมาธิการจะนำเรื่องนี้มาเป็นส่วนหนึ่งของข้อเสนอของกรรมาธิการ ก็เป็นเรื่องของกรรมาธิการที่จะรับผิดชอบตรงนี้ไป และถึงแม้ว่าจะมีการถอนเรื่องนี้ออกไปผมก็ไม่แน่ใจว่ากรรมาธิการเองก็มีสิทธิที่จะนำสิ่งที่เขาได้รับมาแล้วนั้นมาเสนอต่อที่ประชุมได้หรือไม่ นี่เป็นแนวทางที่เมื่อกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้วก็ส่งให้สภา เมื่อสภามีมติว่าเรื่องนี้รับทราบผลการรายงานของกรรมาธิการ ซึ่งหนึ่งในนั้นมีผลการวิจัยของสถาบันพระปกเกล้าด้วย สภามีมติรับผลนี้แล้วส่งต่อไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปพิจารณาดำเนินการ ก็จบแค่นี้เอง ก็หมดเรื่องของสภา หมดเรื่องของกรรมาธิการแล้ว ก็อยู่ในส่วนของผู้ที่จะมารับไปปฏิบัติว่าจะเลือกไปปฏิบัติอย่างไร จะปฏิบัติก็ได้ ไม่ปฏิบัติก็ได้ ก็แล้วแต่

ทำไมต้องรีบ

             ไม่ได้รีบเลย ดีแล้วที่ถามแบบนี้มา พวกเราบางทีก็ไปฟังคนที่ให้ข่าว ทำไมต้องรีบ ทำไมต้องเร่ง รวบรัด ถามหน่อยว่า สภาตั้งแต่สมัยที่แล้วเป็นคนแต่งตั้งกรรมาธิการชุดนี้ขึ้นมา ในครั้งนั้นให้เวลา 30 วัน เมื่อกรรมาธิการเขาเริ่มประชุมนัดแรกก็ตกลงกันว่า เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม เพื่อให้เกิดภาพที่ดี ไม่ควรจะใช้มติของกรรมาธิการ เพราะถ้าเราใช้มติของกรรมาธิการ ความเป็นรัฐบาลต้องมีเสียงข้างมาก ถ้าให้โหวตกันเสียงของรัฐบาลก็ชนะอยู่ดี ก็ให้มีสถาบันทางวิชาการสักแห่งหนึ่งได้ไหม ไปวิจัย ไปทำผลงานมาชิ้นหนึ่งว่า แนวทางในการที่จะสร้างความปรองดองมันมีแนวทางไหน สาเหตุอะไรที่จะทำให้ความคิดเห็นที่แตกต่างกันมีผลลุกลามจนเกิดความแตกแยก

             พูดกันไปพูดกันมาก็มาตกผลึกที่สถาบันพระปกเกล้า เมื่อสถาบันพระปกเกล้าเขารับที่จะดำเนินการตามนี้ เขาก็ได้บอกกับทางกรรมาธิการว่า เวลาที่มีอยู่ 30 วันตามที่ทางกรรมาธิการรับมาจากสภานั้นเขาทำไม่ทันหรอก ถ้าจะให้เขาทำเขาขอเวลาสัก 120 วัน กรรมาธิการก็บอกว่าจะทำอย่างไร เราได้รับเวลามาแค่ 30 วันเอง สถาบันพระปกเกล้าก็ยืนยันมาว่าต้องเวลาประมาณนั้น ก็เป็นเหตุให้กรรมาธิการไปขอขยายเวลาจากสภามาอีก 90 วัน ซึ่งเดิมได้มา 30 วันแล้วก็รวมเป็น 120 วัน พอใกล้จะครบ 120 วันทางสถาบันพระปกเกล้าบอกว่าได้ทำร่างมาเสร็จเรียบร้อยจากการที่เขาได้ไปสัมภาษณ์ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องบ้าง ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องบ้าง ผู้ที่ได้รับผลกระทบบ้าง อะไรก็แล้วแต่ เขาก็เอามารายงาน

             ในที่ประชุมนั้นผมนั่งอยู่ด้วย มีกรรมาธิการส่วนใหญ่ชื่นชมสถาบันพระปกเกล้าว่า ทำงานทุ่มเทเหลือเกิน ทำละเอียดดี แต่มีบางคนก็เพิ่มเติมข้อเสนอะแนะว่า ตรงนี้ทำไมยังไม่ครบถ้วน ไปเติมตรงนี้หน่อยได้ไหม ก็ไปเติมกันมา คณะของสถาบันพระปกเกล้าก็มานั่งเตรียม มาติ๊กกันเลยนะ แล้วก็บอกว่าขอกลับไปเพิ่มเติมในสิ่งที่กรรมาธิการได้ตั้งข้อสังเกตไว้ เขาก็หายกลับไป 7-8 วัน แล้วก็กลับมาทำให้ หลายสิ่งหลายอย่างที่กรรมาธิการได้นำเสนอไว้ เขาได้กลับมาพร้อมกับสิ่งที่ได้แก้ไขให้สมบูรณ์แล้ว กรรมาธิการก็บอกว่าเวลามันจะกระชั้น 120 วัน ขอนิดหนึ่งได้ไหม ขอขยายเวลาจากสภาอีก 30 วัน ถามว่า 150 วัน ครึ่งปีนะ รวบรัดไหม

คำว่ารวบรัดไม่ได้หมายถึงเวลาที่ทำ แต่ควรที่จะสอบถามให้ครอบคลุมเสียก่อนหรือไม่ก่อนที่จะนำเข้ามา

             ส่วนของสถาบันพระปกเกล้านี่เขาจบแล้ว สิ่งที่เขานำเสนอมันจบแล้วเขาจึงได้ไปเปิดเวทีสาธารณะให้คนได้ซักถาม แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาเปิดโอกาสให้คนได้มาเสนอแนะอะไรอีกแล้ว คุณจะเสนอแนะอะไรคุณต้องไปเสนอกรรมาธิการ เขาเปิดโอกาสให้คนที่สงสัยได้มาซักถามว่ากระบวนการทำงานวิจัยชิ้นนี้เขามีกระบวนการทำอะไรบ้างในจำนวน 120 วัน ส่วนที่มีคนพูดว่าเร่งรัด รวบรัดนั้นไม่ใช่ บางคนบอกว่าสิ่งที่สถาบันพระปกเกล้าควรทำคือการไปเสวนา อันนั้นไม่ได้อยู่ในส่วนที่สถาบันพระปกเกล้าต้องทำ เขาเป็นคนเสนอกรรมาธิการ แล้วกรรมาธิการก็รวบรวมวิธีการมา จากนั้นก็เสนอต่อสภา

             ถ้าสภาบอกว่าสิ่งนี้โอเคแล้ว ส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็อาจจะรับไปดำเนินการโดยสั่งให้จังหวัดหรือกระทรวงทำการเสวนา ซี่งไม่ใช่หน้าที่ของสถาบันพระปกเกล้าหรือกรรมาธิการ สรุปให้ชัดๆ ว่า เขาไปทำวิจัยเพื่อหาวิธีการจากการที่ออกไปสัมภาษณ์ตามกระบวนการของหลักการวิจัย เขาไม่ได้มีหน้าที่ทำให้เกิดการปรองดอง หลังจากที่มีการวิจัยแล้วผู้ใดที่มีส่วนเกี่ยวข้องก็รับไปดำเนินการต่อ

มั่นใจหรือไม่ว่าแนวทางที่เลือกจะไม่นำไปสู่ความขัดแย้งอีกครั้ง

             ก็เป็นสิ่งที่ผู้ที่รับไปดำเนินการจะพิจารณาเองว่าทำแบบไหน ทำอะไรในกรรมาธิการเองถึงได้ไม่ให้มีการโหวต ซึ่งผู้ที่เสนอสิ่งต่างๆ เหล่านี้ คือ กรรมาธิการของพรรคประชาธิปัตย์เองว่าให้ถามความเห็นไว้แต่อย่าโหวต

กรณีของคตส.
 
             ประเด็นมันอยู่ที่ว่า ทุกคนให้ความเห็นว่า คตส.ที่ตั้งขึ้นมานั้น มันเป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นมาเพื่อที่จะไล่ตามทำลายล้างคน ตั้งมาโดยไม่ถูกต้อง อะไรก็แล้วแต่ หลังจากนั้นก็มีการเอาผลของคตส.ไปดำเนินคดี หลายคนก็บอกว่าถ้าคดีของคตส.คดีไหนสิ้นสุดไปแล้วควรจะทำอย่างไรต่อ และคดีไหนที่ยังไม่สิ้นสุดควรจะทำอย่างไรต่อ ซึ่งเป็นความเห็น ก็แล้วแต่ผู้ที่เกี่ยวข้องจะรับไปดำเนินการ คืออะไรที่มันพ้นหน้าที่แล้วก็ให้มันจบไป อย่ามาคารังคาซังอยู่
 
มีการตั้งข้อสังเกตว่าสอดรับกับกฎหมายปรองดองที่รัฐบาลกำลังจะออกหรือไม่

             ไม่เกี่ยวเลย ในส่วนนี้รัฐบาลยังไม่ได้ดำเนินการอะไรเลย มีเพียงบางท่านในรัฐบาลออกไปพูด ซึ่งก็เป็นความเห็นของท่านที่เห็นอย่างนั้น ก็เป็นเรื่องของเขา แต่ในส่วนนี้มันจบตรงนี้ ใครจะหยิบยกไปทำอะไรอีกก็ว่ากันไป
 
แปลว่ามันสอดรับกันโดยบังเอิญ
       
             ไม่เกี่ยวเลย ใครจะเห็นว่าสอดรับก็ว่ากันไป แต่ในส่วนของกรรมาธิการนั้นทำแค่นี้ ผมในฐานะที่เป็นหนึ่งในกรรมาธิการก็ทำแค่นี้ ก็จบ หลังจากที่กรรมาธิการได้เสนอรายงานต่อสภาเสร็จเรียบร้อยแล้วก็จะส่งไปให้รัฐบาลพิจารณา จะดำเนินการอย่างไรก็ว่าไปในส่วนของผู้ที่เกี่ยวข้อง อย่าเอามาโยงกัน ตัวสถาบันพระปกเกล้าเองก็ต้องมั่นใจว่า ที่ผ่านมาทำถูกต้องตามกระบวนการตามหลักวิชาการของการทำวิจัย อย่าได้ไปคำนึงถึงผล ผลที่ออกมาแล้วไม่ถูกใจใคร หรือใครไปวิ่งเต้นให้ถอนออกมานั้นมันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ถ้ามั่นใจในกระบวนการการทำว่าทำถูกต้องก็ยืนไป แต่ถ้าไม่มั่นใจว่าที่ทำมานั้นถูกต้องหรือไม่จะถอยออกมาก็เป็นเรื่องที่เขาจะดำเนินการ แต่ว่าสิ่งที่เป็นเปเปอร์ที่ส่งให้กับกรรมาธิการนั้นเขาเห็นแล้ว และเขาก็เห็นว่าสิ่งนี้จะเป็นแนวทางได้เขาก็สามารถจะเอาสิ่งนี้ไปเสนอได้ ก็แล้วแต่ว่าจะถอนหรือไม่

แปลว่ามีการวิ่งเต้นจริง
      
             เท่าที่ฟังดู ก็มีคนมาบอกว่าบีบกันน่าดู แล้วมันไปเกี่ยวอะไรกับสภาสถาบันพระปกเกล้าล่ะ นี่มันงานวิจัย

หากสถาบันพระปกเกล้าจะยืนยันตามเดิมก็คงไม่มีการประชุมว่าจะถอนหรือไม่
            
             มีคนไปเสนอในฐานะที่เป็นกรรมการในสภาของสถาบันพระปกเกล้า เป็นใครก็ไปตามไล่ดู ผมเชื่อว่าไม่เกินความสามารถของพวกเราหรอก มีคนที่เป็นกรรมการไปเขียนจดหมายเสนอในที่ประชุม ก็เลยเป็นประเด็น จริงๆ แค่ผลการวิจัยมันไม่จำเป็นต้องไปถึงสภาสถาบันพระปกเกล้าหรอก

มองว่าผลการวิจัยกรณีของ คตส.สุ่มเสี่ยงที่จะทำให้เกิดความขัดแย้งหรือไม่ เช่น ยกเลิกคดีของ คตส.
 
             ก็มีหลายวิธีนี่ ก็แล้วแต่จะหยิบไป ก็ไปพิจารณาดำเนินการกันได้

ได้รับสัญญาณอะไรมาหรือไม่
 
             ไม่มี มีแต่สัญญาณที่จับจากความรู้สึกของประชาชนได้คือ อยากจะให้จบไปเสียที เขาเบื่อเต็มทีแล้ว คืออะไรก็แล้วแต่ที่เป็นแนวทางสร้างความปรองดองได้ ให้ไปช่วยกันคิด ช่วยกันทำ แล้วถ้ามันจบได้ก็ดี ในคณะกรรมาธิการเขาไม่ได้ฝากไว้ที่สถาบันพระปกเกล้าอย่างเดียวนะ เขาเชิญนายกสมาคมธนาคารไทย นายกสมาคมโรงแรม สภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้า สภาความมั่นคง ทุกคนพูดตรงกันหมดว่า สิ่งที่เป็นวิกฤตของประเทศไทยเวลานี้คือเรื่องเกิดความแตกแยกในประเทศ ตรงนี้กระทบทั้งเศรษฐกิจและอะไรทั้งหมด สิ่งที่เกิดขึ้นจากวิกฤตในประเทศตรงนี้เป็นสิ่งที่เขาไม่สามารถจะรับกับความสูญเสียตรงนี้ได้

             คนที่ได้ประโยชน์จากความขัดแย้งก็พยายามที่จะให้เกิดความขัดแย้ง เพราะเขาจะได้ประโยชน์จากความขัดแย้ง ประเทศไหนที่เป็นผู้ค้าอาวุธ ก็ต้องพยายามสร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้นเพื่อตนเองจะได้ประโยชน์จากการค้าอาวุธ นี่คือตัวอย่าง ก็ต้องย้อนกลับไปดูว่า คนที่อยากจะให้เกิดความสงบสุข ปรองดอง เขาก็พยายามจะให้เกิดความสงบสุข ปรองดอง แต่คนไหนที่ได้ประโยชน์จากการไม่เกิดความปรองดองหรือความขัดแย้ง ก็พยายามที่จะไม่ให้เกิดความปรองดอง

มีข้อสังเกตว่า รายงานของคอป.ไม่ได้รับการตอบรับทันทีเหมือนกับรายงานของสถาบันพระปกเกล้า
  
             เขาเชิญคอป.มา แต่คอป.ไม่มานะ ยืนยันดังๆ เลยว่าเขาไม่มา เชิญไปแล้ว ส่งงานวิจัยให้มา เพราะฉะนั้นต้องให้ความเป็นธรรมด้วยกับคนที่มา แล้วก็ต้องให้รู้ด้วยว่าใครไม่มา ไม่ใช่ว่าพอไม่มาแล้วกลายเป็นว่าทำไมไม่เอาเขามา เขาเชิญมาแล้วแต่ไม่มา

แนวทางไม่ตรงกันหรือไม่
 
             ไม่ใช่ว่าแนวทางไม่ตรงกัน เขาเกรงว่าเขาทำหน้าที่ของเขาไว้อย่างหนึ่ง ก็กลัวว่าเอาสิ่งที่เขาได้ดำเนินการมาแล้วอาจจะเลือกทำหรือไม่เลือกทำ ก็แล้วแต่เขาจะพิจารณาดู

ถ้ายื่นไม่ทันสมัยนี้จะส่งผลอะไรหรือไม่
 
             ก็ไม่ได้ส่งผลอะไร แต่อย่างที่พูด ตัวแทนสมาคมต่างๆ ที่พูดถึงเมื่อสักครู่นี้เขาบอกว่า ถ้าหากว่ามันทำให้ประเทศไทยกลับไปสงบสุขได้เหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจด้านใดมันก็มีความสุข แล้วก็มีผลประกอบการที่ดี เพราะฉะนั้นถ้ามีแนวทางที่ทำให้เกิดความสงบสุขได้เร็วเท่าไหร่ มันก็จะทำให้เกิดความสะดวกสบายใจของประชาชนเท่านั้น ซึ่งผมก็ไม่ได้บอกว่าวิธีนี้จะเป็นยาสามัญประจำบ้านที่สำเร็จรูปที่ว่าผ่านตัวนี้ไปแล้วจะทำให้เกิดความสงบสุข แต่อะไรก็แล้วแต่ที่เป็นวิธีการที่จะทำให้เกิดความสงบสุขเร็วขึ้นเท่าไหร่ก็จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมเร็วขึ้นเท่านั้น

เมื่อเรื่องปรองดองเข้าสู่สภา จะออกมาในรูปแบบไหน
   
             ข้อเสนอของสถาบันพระปกเกล้าที่เสนอมา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็รับไปดำเนินการ เพียงแต่ไม่ใช่หน้าที่ของกรรมาธิการหรือสถาบันพระปกเกล้า เมื่อสถาบันพระปกเกล้าบอกว่า ควรทำเสวนาก็มอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไป ถ้าสภาบอกมีหน่วยงานที่จะดำเนินการก็ให้กรรมาธิการชุดหนึ่งไปดำเนินการ จะเป็นกรรมาธิการกิจการสภาฯ หรือกรรมาธิการอะไรก็แล้วแต่ก็รับไป หรือสภาบอกว่าหมดหน้าที่สภาแล้ว ส่งให้รัฐบาลไปดูข้อเสนอของสถาบันพระปกเกล้า ในส่วนนี้ถ้ารัฐบาลบอกให้ทุกจังหวัด โดยผู้ว่าฯ ทุกจังหวัดเป็นเจ้าภาพ อำเภอเป็นเจ้าภาพ ตำบลเป็นเจ้าภาพลงไปพูดคุยทำความเข้าใจ ก็มีองค์กรต่างๆ ที่จะดำเนินการ มติสภาส่วนใหญ่รับไหมล่ะ ถ้าเห็นว่าดีก็ส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการ แต่เขาจะไปดำเนินการแค่ไหนมันก็เกินกำลังจากที่เราแล้ว

หลายเสียงเป็นห่วงว่าสถาบันพระปกเกล้าจะตกเป็นเครื่องมือหรือไม่
 
             สิ่งที่สถาบันพระปกเกล้าพูดมานั้น ผมคิดว่าเขาเกรงว่าจะมีการหยิบบางประเด็นออกมาใช้ ออกมาพูด ตรงนี้คือปัญหา สิ่งที่สถาบันพระปกเกล้าทำมานั้น ไม่ว่าจะเป็นสื่อมวลชนหรือนักการเมืองหรือใครก็แล้วแต่ขอให้อ่านให้หมด บางทีไปพูดเฉพาะสิ่งที่ตัวเองเสียประโยชน์เพื่อที่จะมาชี้แนะต่อสังคม มนุษย์มีทั้งดี มีทั้งเสีย มีทั้งบวก มีทั้งลบ แต่นั่นรวมอยู่ในมุนษย์ ในสิ่งที่เป็นความเป็นจริงของเหตุการณ์ต่างๆ มันก็มีทั้งเริ่มต้นจากกระบวนการไม่เข้าใจของบ้านเมือง ของคนในสังคม เขาก็เขียนไว้พอสมควร แต่บางทีเราไม่ได้ไปหยิบเรื่องต่างๆ เหล่านั้นมา ไปหยิบผลของการที่เขาเกรงจะอย่างนั้นอย่างนี้มา ฉันจะเสียประโยชน์หรือเปล่าถ้าเขาจะทำอย่างนั้น ใครจะได้ประโยชน์ถ้าไปทำอย่างนี้ คือไปคิดซะอย่างนั้นไม่เคยคิดว่าแล้วบ้านเมืองจะสงบอย่างไร หลายคนพูดเอาไว้เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นท่านประธานศาลรัฐธรรมนูญ ท่านก็บอกว่า เห็นพฤติกรรมแล้วมันคงปรองดองกันยากเพราะไม่มีการลดราวาศอก นั่นหมายความว่าประเด็นของการที่เกิดความเสียหายกับบุคคลถ้าไม่มีอะไรที่เป็นเครื่องยุติมันจบไม่ได้

             ผมยกตัวอย่าง สมมุติว่าพวกเราไปขับรถชนคนขาหัก จะจบอย่างไร หมายความว่าคนที่ถูกขับรถชนขาหักหรือญาติของคนที่ถูกขับรถชนขาหักต้องมาขับรถชนเราให้ขาหักด้วยหรือเปล่า ถึงจะจบ แต่มันมีกระบวนการนี่ว่า เอาไปรักษาพยาบาลนะ มีเงินทำขวัญนะ โดนลงโทษก็ว่าไป แต่หากไม่มีการลดราวาศอก คนของฉันตายฉันต้องเอาเธอให้ตายด้วย พ่อฉันตายฉันต้องทำให้พ่อเธอตายด้วย แบบนี้มันปรองดองไหม สามัญสำนึกแบบนี้ถ้าเข้าใจกันก็โอเค ถ้าเราไปละเมิดใครเขาให้เขาต้องเสียหายทำอย่างไร ต้องรอให้เขามาแก้แค้นไหม แล้วพอถูกแก้แค้นเสร็จญาติเราทนไม่ได้ต้องกลับไปแก้แค้นเขาอีก มันไม่จบ

แต่การให้อภัยกัน เช่น นิรโทษกัน ยกเลิกกันไปมีการมองว่าคนที่พูดได้ประโยชน์
 
             ไม่ใช่ คนที่เกรงว่าจะเสียประโยชน์ต่างๆ วันนี้ออกมาพูด ลองไปดู วันนี้ต้องถามว่าใครที่ได้ประโยชน์จากการที่ประเทศไม่ปรองดอง ใครได้ประโยชน์จากการที่ประเทศมีการแตกแยก ใครที่ไม่เคยเสียประโยชน์อะไรเลยจากการที่ประเทศมีปัญหากันอยู่

มีหลายคนมองว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นคนที่จะได้ประโยชน์จากการปรองดองครั้งนี้
 
             เรากำลังไปคิดว่าเขาจะได้ประโยชน์ แต่ทุกคนไม่เคยคิดว่าที่ผ่านมาเขาเสียประโยชน์ เขาถูกปฏิวัติ เขาถูกอะไรก็แล้วแต่ เราเกรงว่าเขาจะได้คืน เราเกรงว่าเขาจะได้กลับมา มันคนละเรื่อง แต่คนที่ไม่เคยเสียอะไรเลย ได้มาตลอด วันนี้ออกมาพูด กลัวว่าจะไม่ได้ต่อไปใช่ไหม

กระบวนการยุติธรรมจะไม่เป็นไปตามหลักการหรือไม่หากมีการยกเลิกคดีต่างๆ
 
             ส่วนต่างๆ ผมคิดว่ายังไม่ไปถึงตรงนั้นหรอก อย่าไปกังวลมากไปเลย มันมีคนรับผิดชอบอยู่ วันนี้ขอให้คนที่เขารับผิดชอบเฉพาะส่วนได้ทำหน้าที่ของเขาให้จบไป สถาบันพระปกเกล้าเขาได้ทำหน้าที่ของเขาตามหลักวิชาการ เขาก็ทำจบของเขาแล้ว กรรมาธิการเมื่อมีการประชุมกันจบแล้ว โดยหลักการก็ต้องเอารายงานนั้นไปเสนอต่อสภา ก็ขอให้กรรมาธิการเขาทำหน้าที่ของเขาให้จบ หลังจากนั้นคนที่จะรับช่วงต่อไปเขาก็ต้องรับผิดชอบเรื่องของเขาต่อไป

มองว่าถ้ามีการยกเลิกผลของคตส.หรือนิรโทษกรรมจะเกิดความขัดแย้งมากน้อยแค่ไหน
 
             ผมไม่ได้คิดไปถึงขนาดนั้น นี่เป็นงานวิจัย นี่เป็นข้อเสนอแนะ มันก็อาจจะมีบางส่วนที่ไม่พอใจ คน 65 ล้านคนไม่มีทางที่จะเห็นตรงกันหรอกในขณะที่บ้านเมืองยังมีปัญหาอยู่ ขนาดบ้านเมืองปกติยังมีปัญหาเลย ในสภาแค่ 500 คนยังไม่เห็นตรงกัน ในกรรมาธิการ 45 คนยังไม่เห็นตรงกันเลย ก็อย่าไปหวังว่าจะให้คนทั้งประเทศเห็นตรงกัน แต่อะไรที่มันพอที่จะไปด้วยกันได้และทำให้มันจบลงได้มันก็ควรที่จะเป็นแนวทางที่เป็นการสร้างความสงบสุขให้กับบ้านเมือง คือถ้าหากเสนออะไรแล้วบ้านเมืองลุกเป็นไฟใครจะไปเสนอ ต่างคนต่างก็ประเมินสถานการณ์กันว่ามันน่าจะเป็นแนวทางที่ดีเราถึงได้ทำ
 
แสดงว่าเชื่อว่าบรรยากาศโดยรวมเอื้อต่อการปรองดอง
 
             ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่เขาเบื่อกับการแตกแยกมาพอสมควรแล้ว อาจมีบางคนที่รู้สึกว่าเขาได้ประโยชน์จากการที่มีความแตกแยกอยู่ เขาเลยพยายามสร้างกระแสให้เกิดอะไรก็แล้วแต่ เพื่อให้เหตุการณ์เหล่านี้คงอยู่ ดังนั้นจะรอให้คนเห็นตรงกันทั้ง 65 ล้านคน เป็นไปไม่ได้

ข้อเสนอของสถาบันพระปกเกล้าและคอป.ระบุตรงกันว่าการสร้างความปรองดองไม่ควรรีบร้อน
 
             เป็นเวลาที่ผู้ปฏิบัติทำ ไม่ใช่เป็นเวลาที่มาถ่วงไว้ในกรรมาธิการฯ เพราะเขาให้เวลามา 30 วัน ทางกรรมาธิการ ก็ขอเพิ่มอีก 90 วัน และขอไปอีก 30 วัน จะมาขอเวลาไปเรื่อยๆ เพื่อมาถ่วงตรงนี้ มันไม่ใช่ เขาเสนอให้จบก็จบ แล้วเขาจะได้ไปทำงานอย่างอื่นกัน

วางกำหนดการไว้หลังจากที่สภาฯ รับแล้วจะนำไปสู่การออกกฎหมายใดหรือไม่
 
             อันนั้นไม่เกี่ยวกับเราแล้ว เป็นเรื่องของคนอื่น ไม่เกี่ยวกับเรา ตรงนี้หมดหน้าที่ จบแล้ว

แสดงว่าการทำหน้าที่ของกรรมาธิการจบเท่านี้ ใครจะเอาไปทำอะไร จะรอบคอบหรือไม่ก็ไม่เกี่ยวกัน

             ก็เป็นเรื่องของผู้ที่เกี่ยวข้อง เขาก็ทำกันแค่นี้ ผมก็ทำในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของกรรมาธิการ จบแล้วก็เปลี่ยนไปเป็นกรรมาธิการชุดอื่น หรือเบื่อแล้วไม่อยากไปเป็นชุดไหนก็เป็นผู้แทนอย่างเดียว

คนอาจจะมองว่ากรรมาธิการหรือสภาฯ ปัดความรับผิดชอบ
 
             ไม่ใช่ เขามอบหน้าที่มาให้แค่นี้ นี่เป็นสภานิติบัญญัติ ไม่ใช่ฝ่ายบริหาร ผมจะไปสั่งใครได้ ตำรวจสักคนหนึ่งยังไปคุยกับเขาไม่ได้ ทหารสักคนก็ไม่รู้จัก ไม่เกี่ยว อย่างโยงมา
    
เข้าทางใครหรือไม่ก็ไม่ใช่เรื่องของเรา
   
             ไม่ใช่เรื่องของเรา เราขอทำในส่วนที่ได้รับมอบหมายมาให้จบ เขาให้เรามาเป็นผู้สื่อข่าว เราก็มาทำหน้าที่ หากเขาบอกว่า ทำไมคุณไม่รับผิดชอบต่อสังคม ทำไมไม่สร้างความปรองดอง คุณไปทำอะไรได้ คุณก็รายงานได้เฉพาะในส่วนที่คุณเป็นนักข่าว ในใจจะไปทางไหนบ้าง ด้วยความเป็นมนุษย์ เป็นคนไทย เอียงข้างไหนบ้าง ไม่มีทางเป็นกลางหรอก ก็รู้อยู่ แต่เราทำได้เท่าที่เราทำ

แม้ว่าสถาบันพระปกเกล้าถอนรายงานแต่ไม่มีผลทางกฎหมาย
    
             ไม่มีผล เขาขอให้สถาบันพระปกเกล้าทำวิจัยรายงานมา ซึ่งสิ่งที่ขอให้ทำเขาไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วไม่รู้ว่าจะออกมาแบบไหน ไม่อยากทำเอง เมื่อคุณทำและเสนอมาแล้ว คุณจะถอนไปอย่างไร แต่คนมันรู้ไปหมดแล้ว

อาจถอนเพราะหวังผลเชิงสัญลักษณ์ว่า ต่อไปใครจะนำผลวิจัยไปอ้างเพื่อการยอมรับไม่ได้
 
             ผมคิดว่าจะไม่เกิด แต่เมื่อถามไปลึกๆ ว่าเขาจะถอน และจะเป็นเช่นไรต่อนั้น แต่นี่เป็นความเห็นที่กรรมาธิการฯ เสนอมา

ไม่มีผลต่อความชอบธรรม
 
             คนที่นำไปปฏิบัติจะเลือกไปทำหรือไม่ยังไม่มีใครรู้ แต่ปัญหาคือว่าสถาบันพระปกเกล้า เขาทำตามหลักการหรือไม่ หากเขาทำตามหลักการก็จบ เพราะไม่มีผลว่า ผมทำแล้วคุณต้องนำไปปฏิบัติ ผมทำแล้วคุณต้องไม่นำไปปฏิบัติ ไม่มี
 
เบื้องต้นได้ถามสถาบันพระปกเกล้าเรื่องหลักการทำวิจัยหรือไม่
 หลักการเขาถูกต้อง คนระดับนั้นมา ไม่ต้องมานั่งถามแล้ว ดร.นะ รองศาสตราจารย์ นะ จะมานั่งทำอะไรเรื่อยเฉื่อยได้อย่างไร

ประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทำไมต้องเร่งให้แล้วเสร็จในสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ
 
             ใจผมนะ เมื่อรัฐสภา มีมติ 399 เสียงให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพียงมาตราเดียวคือ มาตรา 291 เพื่อให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) เป็นผู้ไปร่างรัฐธรรมนูญ ขณะนี้กรรมาธิการฯ ที่ถูกตั้งขึ้นมาได้ใช้เวลาไปเดือนเศษแล้ว กับมาตราเดียว ดังนั้นรัฐสภาที่ถือว่าเป็นตัวแทนของประชาชน มีมติให้ร่างรัฐธรรมนูญ โดย สสร. แล้วก็ควรให้เวลากับ สสร. มากๆ เพราะเขาจะไปทำงาน ร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ควรจะมาเสียเวลายื้อมาตราเดียวนี้ เท่านั้น มันไม่ควร อะไรที่จะเดินหน้าได้ ก็ควรเดินหน้าดำเนินการต่อไป ตามมติเสียงส่วนใหญ่ในรัฐสภา อย่ามาใช้วิธีการใดๆ มาดึงไว้ในชั้นกรรมาธิการฯ เลย

             กระบวนการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มีวาระ 1 วาระ 2 วาระ 3 ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนของกรรมาธิการฯ เมื่อเสนอเข้าสู่รัฐสภาในวาระ 2 แล้ว เขาก็ทิ้งไว้อีก 15 วันหากเราจะใช้เวลาตรงนี้อีกสักระยะ แล้วเข้าสู่วาระที่ 2 แล้วรออีก 15 วันในวาระ 3 ตรงนี้ หากรัฐสภาปิดสมัยประชุมไปเรียบร้อยแล้ว ก็จะยุ่งกับกระบวนการขอเปิดประชุม อีก ยุ่งพอสมควร แค่หนึ่งมาตรา ปล่อยไปเถอะ ให้เขาไปเลือกสสร.แล้ว ใช้เวลาในการสรรหาสสร. ให้รอบคอบให้มากหน่อย เมื่อได้สสร. แล้วจะใช้เวลาเพิ่มเติม จากที่ในร่างเดิม 180 วัน เป็น 200 วัน 220 วัน หรือ 240 วัน ให้ไปเลย อย่ามาถ่วงมาดึงไว้ตรงนี้ มันไม่เป็นประโยชน์

การขอขยายเวลาปิดสมัยประชุมสภาฯ นิติบัญญัติก็เพื่อการนี้
 
             จริงๆ ไม่ใช่เรื่องรัฐธรรมนูญโดยตรงหรอก จริงๆ ในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีกฎหมายของประชาชนอยู่ 4-5 ฉบับที่เขามาตาม ด้วยความที่รัฐบาลให้เกียรติ กฎหมายของภาคประชาชนที่ไปล่ารายชื่อมา 10,000 รายชื่อ ตรงนั้นต้องใช้เวลาเยอะ ถ้าเป็นอย่างนั้น เราก็รับรองเขาไว้ว่าไม่ต้องไปเริ่มต้นกระบวนการใหม่ เมื่อรับรองแล้วเขาก็มาตามทวงถาม เช่น ร่าง พรบ.วิชาชีพการสาธารณสุข เราก็ไปตามดูว่ามันติดขัดอยู่ที่กฤษฎีกาไม่มากนัก หากติดตามผ่านกฤษฎีกาแล้ว ให้กระทรวงรับรองได้อย่างน้อยก็เอาเข้าได้ มีร่างพรบ.เกี่ยวกับองค์กรอิสระ คุ้มครองผู้บริโภค ผ่านความเห็นชอบของกรรมาธิการฯ ในวุฒิสภามาแล้ว มีแก้ไขบางส่วน จากการที่สภาผู้แทนราษฎรผ่านไป ก็ต้องเรียกประชุม มาพิจารณาในส่วนที่ถูกแก้ไข ว่าสภาฯ เห็นชอบหรือไม่ จากนั้นต้องตั้งกรรมาธิการร่วมกันอีก

มีร่างของภาคประชาชน ที่เกี่ยวกับกระทรวงแรงงาน เรื่องของ พรบ.ประกันสังคม ทีนี้บางฉบับเราใช้เวลาอีกไม่มาก หากว่าสภาฯ เปิดอีกสักนิดก็สามารถนำเข้าสู่การพิจารณาได้ แต่ไม่ใช่ทุกฉบับ

 รอสมัยสามัญนิติบัญญัติหน้าก็ได้ไม่ใช่หรือ
     
              ก็เขามาเร่งไง คุณลองไปตอบคุณวิไลวรรณ แซ่เตีย (รองประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย) หน่อยสิ หรือลองไปตอบคุณรสนา (โตสิตระกูล ส.ว.กทม.) หลายๆ คนเขาตามอยู่ ลองไปตอบคุณไพศาล มาฉวด ดูสิ เขาก็มาตามมาเย้วๆ มาเนี่ย เมื่ออาทิตย์ที่แล้วก็มีเครือข่าย ภาคตะวันออก ภาคกลาง มาทวงอยู่ ดังนั้นบางทีคนที่เขารับผิดชอบ ก็พุ่งเป้ามาที่วิปรัฐบาล ว่าทำไมถึงไม่บรรจุ ...แต่จะให้วิปบรรจุได้อย่างไร เพราะร่างกฎหมายยังไม่มา แต่เราก็ไปดูให้

ประเด็นรัฐธรรมนูญที่ต้องทำให้แล้วเสร็จ เกี่ยวกับนโยบายรัฐบาลที่บอกว่าต้องให้ทันภายใน 1 ปี

             อยู่ในส่วนที่เขากำลังแก้ไข หากเขาแก้ไขเวลาที่กำหนดให้ สสร.ทำงานเป็น 180 วันก็อยู่ใน 180 วัน หากเขาแก้ไขเป็น 240 วันก็อยู่เวลาเท่านั้น แต่ไล่มาเนี่ยก็เป็นปีอยู่แล้ว ตั้งแต่เริ่มมา ล่อไปเดือนกว่าแล้ว กว่าจะผ่านวาระ 3 ต้องไปให้ กกต.เลือกตั้ง กกต. ได้เวลาอีก 75 วัน หรือ 90 วัน มีอีก 3 เดือน เมื่อนับรวมกับวันที่เริ่มแก้ไข ปาไป 5 เดือนแล้วนะ หากกรรมาธิการฯ ให้เวลา สสร. แก้ไขอีก 240 วัน คือ 8 เดือนก็เกินปีอยู่แล้ว

             ประเด็นที่จะเป็นเผือกร้อนสำหรับรัฐบาล เรื่องรัฐธรรมนูญ ได้เตรียมการไว้ขนาดไหน

             เราไม่เห็นว่าจะเป็นเผือกร้อนเลย ทำอะไรให้เป็นธรรมชาติเหอะ นอกจากคนที่จ้องจะหาเรื่องแล้ว เมื่อเราให้มีตัวแทนของประชาชนไปร่าง ทำไมมีปัญหา หรือว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญทุกครั้ง ต้องให้ทหารเอารถถังออกมา แล้วใช้ปืนจี้ ที่ผ่านมาพวกเราชอบอย่างนั้นใช่หรือไม่ เมื่อไรก็แล้วแต่ที่ประชาชนอยากทำกันเอง ทำไมได้ใช่หรือไม่ มันเป็นอย่างไร


อาจเป็นเพราะไปแตะมาตรา 309 หรือมีธงตั้งไว้
 
             วันนี้ยังไม่รู้เลยว่าใครจะมาเป็น สสร. เราลองสมัครไปสิ หากคนอย่างพวกเราเข้าไปอาจจะมีความรู้สึกว่าไม่อยากแก้มาตรานั้น มาตรานี้ หรือ อยากแก้มาตรานั้น มาตรานี้ เราก็ไม่ได้ไปเป็นเอง สสร. เป็นใครก็ไม่รู้ จินตนาการกันไปเอง กลัวไอ้โน่น กลัวไอ้นี่ ต้องทำอะไรก็ไม่ได้ วันนี้เอาหลักๆ ก่อนว่าให้ประชาชนเลือกตัวแทนของเขา มาเป็นคนทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญ จบละ...

มีคนบอกว่าหากคิดสัดส่วน สสร.จากพื้นที่เลือกตั้งส.ส. พรรครัฐบาลอาจได้เปรียบ
 
             ผมพูดหลายครั้งแล้วว่า คราวที่แล้วเป็นการเลือกตั้งแบบเขตเล็กๆ มีแต่ระบบพรรคการเมือง ถ้าหากว่าเราเลือกจังหวัดละคน สมมตินะว่าจังหวัดละคน ภาคใต้พรรคประชาธิปัตย์อาจจะได้เยอะ ส่วนภาคกลาง ภาคอีสาน อาจเป็นพรรคเพื่อไทยได้เยอะ แต่นี่มันจังหวัดละคน คราวที่แล้วสัดส่วนของประชากรทางอีสาน เยอะกว่า เช่น จังหวัดนครราชสีมา มีส.ส. 18 คน แต่คราวนี้1คน เท่ากับระนอง 1 คน อุบลราชธานี กี่