ข่าว

เปิด6จุด'สงกรานต์'กทม.คนแน่น‏

เปิด6จุด'สงกรานต์'กทม.คนแน่น‏

03 เม.ย. 2555

เปิด 6 จุดคนกรุงแห่เล่นสงกรานต์ ปี 55 คาดคนแน่น 'ลานเซ็นทรัลเวิลด์' 13-15 เม.ย. งานอัศจรรย์กลางกรุง 'นครบาล' จับมือ กทม. หน่วยงานรัฐ ร่วมรณรงค์ลดอุบัติเหตุ พร้อมตือน'เล่นสงกรานต์ปลอดภัย'แจงโทษอันตรายหากทำผิดกฎหมาย คุมเข้มช่วงเทศกาลป้องกันเหตุร้าย

                 3 เม.ย.55 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เทศกาลสงกรานต์ปี 2555 นี้คาดว่า จะมีประชาชนที่ไม่ได้เดินทางไปท่องเที่ยวต่างจังหวัดและกลับภูมิลำเนาเดินทางมาเที่ยวงานเทศกาลรื่นเริงในพื้นที่ กทม.หนาแน่น 6 จุดด้วยกันคือ จุดที่ 1 "ลานเซ็นทรัลเวิลด์ " วันที่ 13-15 เม.ย. งานอัศจรรย์กลางกรุง

                จุดที่ 2 ถนนข้าวสารเป็นที่รวมของชาวต่างชาติ จุดที่ 3 ถนนสีลมซึ่งปีที่แล้วมีการเต้นโคโยตี้โชว์โป๊เปลือยเปิดเต้า จุดที่ 4 งานเทศกาลมหาสงกรานต์ที่ลานคนเมือง วันที่ 12-15 เม.ย. ศาลาว่าการกทม. จัดเป็นบรรยากาศงานวัด และกิจกรรมรดน้ำดำหัว การแสดงศิลปวัฒนธรรม การละเล่นแบบไทย การแต่งกายด้วยผ้าไทย การทำบุญก่อเจดีย์ทราย เป็นต้น จุดที่ 5 ย่านวงเวียนใหญ่จัดให้มีพิธีรดน้ำดำหัวและสรงน้ำพระ

                จุดที่ 6 สวนสันติชัยปราการ เชิงสะพานพระราม 8 โดยจุดที่คาดว่าจะมีประชาชนมาเที่ยวชมงานมากที่สุดคือลานหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์วันที่ 13-15 เม.ย.ตั้งแต่เวลา 12.00-22.00น. มีกิจกรรมมากมายเครื่องเล่น ชิงช้าสวรรค์ ม้าหมุน สอยดาว ซุ้มอาหาร คอนเสิร์ตจากวงดนตรีชื่อดัง และพื้นที่เล่นน้ำสงกรานต์ รวมถึงปาร์ตี้โฟมคาดว่าจะมีวัยรุ่นและเยาวชนเดินทางมาเป็นจำนวนมาก

                สำหรับมาตรการรักษาความปลอดภัยในช่วงเทศกาลสงกรานต์นั้น กองบัญชาการตำรวจนครบาล ได้ระดมกำลังตำรวจ 191 ตำรวจท้องที่ ตำรวจสายตรวจ เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนทั้งในและนอกเครื่องแบบ ร่วมกับเจ้าหน้าที่เทศกิจส่วนกลางและเทศกิจเขตรักษาความปลอดภัยตามจุดต่างๆ ที่มีประชาชนไปเล่นน้ำสงกรานต์เป็นจำนวนมากและขอให้ประชาชนร่วมกันสอดส่องดูแลความปลอดภัย และแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่สุภาพ ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และใช้อุปกรณ์ฉีดน้ำที่มีแรงดันสูง ทั้งนี้ หากเหตุร้าย เหตุด่วนสามารถโทรแจ้งได้ที่เบอร์โทร. 191


"นครบาล" จับมือ กทม. หน่วยงานรัฐ ร่วมรณรงค์ลดอุบัติเหตุ "สงกรานต์กรุงเทพฯ" 7 วันอันตราย

               ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพื่อความปลอดภัยบนท้องถนนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ว่า กองบัญชาการตำรวจนครบาลร่วมกับกทม.สำนักงานเขต 50 แห่ง สำนักงานการจราจรและขนส่ง จัดตั้งศูนย์ประสานการปฏิบัติงานป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงสงกรานต์ขึ้นมาดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนช่วง 7 วันอันตราย วันที่ 11-17 เม.ย.นี้

              ทั้งนี้ เพื่อลดอุบัติเหตุจากการขับขี่รถยนต์และรถจักรยานยนต์เน้นการป้องกันและแก้ไขไม่ให้เกิดอุบัติเหตุในช่วงเวลาดังกล่าว โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรจะติดป้ายประชาสัมพันธ์เตือนผู้ขับขี่ไม่ให้ขับรถเร็วเกินกำหนด เมาสุราแล้วขับ และการขับรถตัดหน้าในระยะกระชั้นชิด เป็นต้น พร้อมจัดกิจกรรมรณรงค์สร้างจิตสำนึกและพฤติกรรมการใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัยในช่วงเทศกาลสำคัญๆโดยการแจกแผ่นพับเอกสารการใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัยและสติ๊กเกอร์ตามชุมชน

             อีกทั้ง บริเวณสี่แยก บริเวณทางขึ้นทางด่วน จัดโครงการ"เมาไม่ขับ กลับแท็กซี่" โดยร่วมมือกับศูนย์แท็กซี่และมูลนิธิป่อเต็กตึ้ง ตรวจสอบและจัดซ่อมไฟฟ้าแสงสว่าง เครื่องหมายจราจร อุปกรณ์สัญญาณไฟจราจร และกล้อง CCTV บนถนนสายหลักและสายรอง รวมทั้งบริเวณทางแยกให้อยู่ในสภาพใช้งานได้ดี อีกทั้งประสานผู้รับจ้างตรวจสอบความเรียบร้อยของสถานีรถไฟฟ้า BTS สถานี MRT

             ท่าเทียบเรือ และป้ายหยุดรถประจำทาง ติดป้ายเตือนระวังเกิดอุบัติเหตุบริเวณจุดที่เกิดอุบัติเหตุและเสียชีวิตในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา เตรียมพร้อมทีมแพทย์และพยาบาล เทศกิจ อปพร. และรถกู้ภัยประจำจุดเสี่ยงและสี่แยกสำคัญ ตั้งจุดตรวจร่วม จุดสกัดประจำชุมชน และจัดหน่วยปฏิบัติการพิเศษ รวมถึงทีมสนับสนุนเครื่องจักรกลหนัก เช่น รถไฟฟ้าส่องสว่าง รถยก รถลากจูง พร้อมหน่วยเคลื่อนที่เร็วในการซ่อมบำรุงรถยนต์และเคลื่อนย้ายรถยนต์ ให้ความช่วยเหลือประชาชน ตลอด 24 ชั่วโมง

             โดยมีการตั้งจุดบริการประชาชน 3 จุด 3 เส้นทางขาเข้าและขาออกต่างจังหวัดวันที่ 10-12 เม.ย. และวันที่ 17 เม.ย. เวลา 16.30-19.30 น. เส้นทางสายตะวันออกหน้าสำนักงานเขตบางนา ถ.บางนา-ตราด เส้นทางสายตะวันตกบริเวณหน้าองค์พระ ถนนพุทธมณฑลสาย 4 (ขาออก) และเส้นทางสายเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือหน้าปั๊ม ปตท. ติดกับสโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีรังสิต (ขาออก) ซึ่งเป็นช่วงเวลาและเส้นทางที่ประชาชนมักจะเดินทางออกต่างจังหวัดหนาแน่น


"ตำรวจ" เตือน "เล่นสงกรานต์ปลอดภัย" แจงโทษอันตรายหากทำผิดกฎหมาย

               ตำรวจนครบาลแจ้งประชาสัมพันธ์ถึงพี่น้องประชาชนเด็กและเยาวชนถึงวิธีปฏิบัติในการเล่นสงกรานต์อย่างไรให้ปลอดภัยและถูกต้องตามกฎหมาย สืบเนื่องจากเทศกาลสงกรานต์เป็นประเพณีตามวัฒธรรมที่สืบทอดกันมาหลายช่วงอายุคน แต่ด้วยวิวัฒนาการอันล้ำยุค จึงทำให้การเล่นน้ำสงกรานต์เปลี่ยนแปลงไปในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะเครื่องไม้เครื่องมือในการเล่นน้ำก็มีการพัฒนาขึ้นมาก ซึ่งทำให้บางคนรู้เท่าไม่ถึงการอุปกรณ์เล่นน้ำบางชนิดเป็นอันตรายทำให้พิกลพิการได้

               สำหรับอุปกรณ์เล่นน้ำคือ “ปืนฉีดน้ำ” ที่นับวันจะพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ จนกระทั้งปัจจุบันมีการผลิตปืนฉีดน้ำขนาดใหญ่มีแรงอัดสูง รวมทั้งยังมีอานุภาพร้ายแรง เพราะเป็นปืนฉีดน้ำที่นำเข้าจากต่างประเทศผู้ที่นำไปเล่นอาจทำให้เกิดอันตรายแก่ร่างกายพิกลพิการตาบอดหูหนวก โดยเฉพาะผู้ขับขี่รถจยย.จะเกิดอุบัติเหตุมากที่สุด

              จากผลสรุปช่วงสงกรานต์เมื่อปี่ที่ผ่านมามีการจับกุมผู้นำเข้าปืนฉีดน้ำชนิดนี้จำนวนมาก รวมทั้งความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 4,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งในจำนวนนี้ก็มีไม่น้อยที่ถูกตำรวจดำเนินคดีในข้อหาหนักขึ้น

               ส่วนมาตราการควบคุมในเรื่องนี้เพื่อไม่ให้เกิดเหตุอันอาจเกิดขึ้นแก่ประชาชนนั้นการเล่นสงกรานต์จะต้องไม่ใช้อุปกรณ์ในลักษณะที่เป็นอันตราย เช่นปืนฉีดน้ำที่กระบอกสูบทำด้วยท่อพีวีซี หรือวัสดุพลาสติกอื่น โดยจะไม่ถือเป็นของเล่นที่จะนำไปพิจารณาอนุญาติให้ผลิตนำเข้า หรือจำหน่าย เนื่องจากนำไปเล่นแล้วจะก่อให้เกิดอันตรายแก่ประชาชนได้ หากฝ่าฝืนพบเห็นผู้เล่นน้ำสงกรานต์ที่ใช้กระบอกฉีดน้ำดังกล่าวก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิต-ทรัพย์สินจะถูกดำเนินคดีทางอาญาฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 4 พันบาท และหากเป็นกรณีที่กระทำโดยประมาทให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายจะต้องรับโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน ปรับไม่เกิน 1 พันบาท รวมทั้งการเล่นปะแป้งในลักษณะลวนลามเด็กผู้หญิงจะเข้าข่ายอนาจารมีความผิดมีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท


 นครบาลคุมเข้มช่วงเทศกาลป้องกันเหตุร้าย


                 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ท.วินัย ทองสอง ผบช.น.ได้ออกมาตรการดูแลความสงบเรียบร้อยรักษาความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินพี่น้องประชาชนช่วงเทศกาลสงกรานต์พร้อมจัดกำลังตำรวจจราจรอำนวยความสะดวกการเดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวต่างจังหวัดของประชาชนเน้นช่วงรอยต่อ กทม.- ปริมณฑล พร้อมสั่งตั้งจุดตรวจเข้มยานพาหนะ บุคคลต้องสงสัย วัตถุต้องสงสัยต่างๆ ในพื้นที่ กทม.และด่านตรวจวัดแอลกอฮอร์ผู้ขับขี่ และสอดส่องดูแลประชาชนที่เล่นสงกรานต์ให้อยู่ในกรอบของกฎหมาย พร้อมประกาศเตือนห้ามเล่นปืนฉีดน้ำแรงดันสูง ห้ามน้ำแข็งปาใส่กัน ห้ามทำลามกอนาจารหญิงสาว หากผู้ใดพบเห็นให้แจ้งตำรวจจับทันที

                 ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า พล.ต.ท.วินัย ทองสอง เตรียมเรียกประชุมนายตำรวจระดับ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น. ) ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1-9 ( ผบก.น.1-9 ) ,ผู้บังคับการตำรวจปฏิบัติการพิเศษ (ผบก. ตปพ ) ผู้บังคับการตำรวจจราจร ( ผบก. จร.),ผู้บังคับการอำนวยการตำรวจนครบาล ( ผบก.อก.) และผู้บังคับบัญชาที่เกี่ยวข้องในพื้นที่เตรียมความพร้อมดูแลความสงบเรียบร้อยรักษาความปลอดภัยพื้นที่ กทม.ช่วงเทศกาลสงกรานต์ซึ่งมีการจัดกิจกรรมต่างถึง 105 แห่งพร้อมทำความเข้าใจแผนปฏิบัติการระดมป้องกันปราบปรามอาชญากรรม โครงการฝากบ้านไว้กับตำรวจ และความพร้อมอำนวยความสะดวกด้านการจราจร ระบายรถตามเส้นทางต่างๆมุ่งหน้าออกต่างจังหวัด

                  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่จะถึงนี้ตั้งแต่ วันที่ 8 - 16 เมษายน กองบัญชาการตำรวจนครบาลจะระดมกำลังตำรวจทุกพื้นที่ในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมจัดกำลังเข้าไปดูแลสถานที่จัดงานทุกแห่งตลอดการจัดงาน เนื่องจากเป็นศูนย์รวมที่คาดว่าจะมีประชาชนไปเที่ยวงานจำนวนมากและต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะบริเวณถนนข้าวสาร ถนนพระอาทิตย์ ท้องสนามหลวง และสวนสาธารณะต่างๆ โดยตำรวจจะคุมเข้มห้ามมิให้เล่นปืนฉีดน้ำที่มีแรงดันสูง ห้ามใช้น้ำแข็งปาใส่กันพร้อมทั้งป้องกันไม่ให้เล่นสงกรานต์ลักษณะล่วงเกินสุภาพสตรี หากผู้ใดพบเห็นหรือถูกกระทำการดังกล่าวสามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมได้ทันที

                  นอกจากนี้ ยังต้องเฝ้าระวังบริเวณสถานนีขนส่งทุกแห่ง สถานีรถไฟ ท่าอากาศยาน เพื่อป้องกันผู้ไม่หวังดีก่อความวุ่นวาย อีกทั้งจัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรคอยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้รถใช้ถนนอย่างต่อเนื่องด้วยโดยกองบัญชาการตำรวจนครบาล จะใช้แผน “มกรา 52 “ เป็นแผนหลักในการปฏิบัติ พร้อมกำชับตำรวจท้องที่ประชาสัมพันธ์โครงการฝากบ้านไว้กับตำรวจในพื้นที่ให้ต่อเนื่อง โดยประชาชนที่จะเดินทางไปต่างจังหวัดก็สามารถติดต่อเข้าร่วมโครงการได้ในโรงพักใกล้บ้านท่านตลอดเวลาเพื่อจะได้จัดเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจตราดูแลได้อย่างทั่วถึง