ข่าว

ถกคาร์บอมบ์กลางเมืองย้ำปัญหาไฟใต้

ถกคาร์บอมบ์กลางเมืองย้ำปัญหาไฟใต้

02 เม.ย. 2555

ถกคาร์บอมบ์กลางเมือง ย้ำปัญหาไฟใต้ นักวิชาการด้านความมั่นคงไม่ต้องการให้เหมาเข่ง ติงหน่วยงานรัฐไม่มีการเชื่อมโยงข้อมูลกัน นายกส.ธุรกิจการท่องเที่ยวมองไม่กระทบท่องเทียวมากนักเหตุจุดเกิดเหตุห่างจากใจกลางเมือง ขณะที่ผู้ปฎิบัติการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต

              2เม.ย.2555 รายการ"คม ชัด ลึก" ทางเนชั่นทีวี ตอน คาร์บอมบ์กลางเมือง ย้ำปัญหาไฟใต้ โดยมีผู้เข้าร่วมรายการประกอบด้วย พ.อ.ดร.ธีรนันท์ นันทขว้าง นักวิชาการด้านความมั่นคง , นายศิษฎิวัชร ชีวรัตนพร นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) , นายรอมฎอน ปันจอร์  ผู้ปฎิบัติการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้

             พ.อ.ดร.ธีรนันท์  กล่าวว่า  จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตนอายากจะชี้ให้ถึงเหตุการณ์ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่เจ้าหน้าที่ได้เข้าจับกุมยึดระเบิดขนาด 60 กก. ได้ ซึ่งจุดนี้ก็น่าจะเป็นสิ่งที่บอกเหตุว่าหลังจากนี้ไปน่าจะมีอะไรเกิดขึ้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้ง 3 จังหวัดในครั้งนี้ ตนไม่อยากจะให้มีการเหมาเข่งว่าเป็นเรื่องเดียวกันทั้งหมด เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในภาคใต้ จะมีลักษณะเหตุการณ์แบบวันต่อวัน ซึ่งหากเรามองดีๆ ว่า พื้นที่ที่เกิดเหตุมากที่สุด คือ พื้นที่จังหวัดนราธิวาส จังหวัดยะลาจะนานๆ    ครั้ง ขณะที่จังหวัดปัตตานีจะมีเกิดบ้างปะปราย

             ส่วน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลานั้น หากเรามาดูวงรอบจะเกิดเหตุจะมีระยะที่ยาว เรื่องนี้ถึงแม้ว่าเราจะรู้ว่ากลุ่มไหน เป็นใครบ้าง แต่เราไม่ใครรู้หรอกว่าเขาจะทำกันเมื่อไหร่ เนื่องจากคนหนึ่งคอยระวัง คนหนึ่งคอยจ้องจะทำ ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ก็อาจจะหลุดรอดไปได้ แต่สิ่งที่ตนมีความแปลกใจเกี่ยวกับรถที่นำมาก่อเหตุในครั้งนี้ เป็นรถที่เคยก่อเหตุมาแล้ว แต่ทำไมไม่มีการระมัดระวัง ตรงนี้ตนเห็นว่าข้อมูลบางอย่างที่หนาวยงานรัฐมีไม่มีการผลักไปในพื้นที่อื่นๆ ให้มีการเพิ่มการระมัดระวังในการตรวจตราให้มากขึ้น

             "เรื่องนี้หากเรามีการประสานข้อมูล เชื่อมโยงข้อมูลกัน ก็จะเกิดการเพิ่มการระมัดระวังมากขึ้น เพราะหากรถคันดังกล่าว ถึงแม้ว่าจะมีการเปลี่ยนทะเบียนก็ตาม การตรวจตราก็จะเน้นให้มีการตรวจรถรุ่นนี้ให้เป็นพิเศษได้ ดังนั้นจากเหตุที่เกิดขึ้นนี้ทำให้เห็นว่าเราไม่มีการนำข้อมูลที่มีอยู่นำไปใช้ประโยชน์สูงสุด จึงทำให้เกิดข้อมูล ช่องว่างเกิดขึ้น "  พ.อ.ดร.ธีรนันท์    


             เมื่อถามว่า รถคันที่ก่อเหตุในครั้งนี้่ เป็นรถที่เคยของปลัดอบต.ที่ถูกฆ่าชิงรถไป ที่จังหวัดนราธิวาส ตั้งแต่ปี 2554 แต่รถรถคันนี้ถูกมาใช้ที่จังหวัดสงขลา  พ.อ.ดร.ธีรนันท์  กล่าวว่า รถคันนี้ความจริงแล้วได้มีการนำมาใช้ก่อนหน้านี้ ซึ่งคดีนี้เป็นเหตุที่กำลังพิสูจน์ทางหลักฐานกันอยู่ แต่เท่าที่ทราบรถคันนี้ จะมีรถอีกคันเป็นปิกอัพที่เป็นรถคู่กัน ได้ไปก่อเหตุร่วมกันที่ อ.รามัญ จ.ยะลา โดยรถปิกอัพได้ขนผู้ก่อการร้ายปลอมตัวเป็นตำรวจออกไปยิงอส. และใช้รถซีวิค คันนี้เป็นรถนำ เมื่อนำไปก่อเหตุรามัญแล้ว ก็นำออกมาแยกกันออกมาก่อเป็นคาร์บอมบ์ทั้งคู่

             เมื่อถามว่า สิ่งที่บอกมานี้หมายความว่าที่ผ่านมาหน่วยงานราชการแต่ละจังหวัดไม่มีการประสานข้อมูลใช่หรือไม่  พ.อ.ดร.ธีรนันท์  กล่าวว่า ไม่ใช่ สิ่งที่ตนได้บอกมานี้ หมายถึงเราไม่ได้ใช้ข้อมูลที่มีให้เกิดประโยชน์ให้สูงสุด อย่างไรก็ตามเราต้องยอมรับในจุดหนึ่งว่าข้อมูลที่มีอยู่ในพื้นที่นั้นมีข้อมูลอยู่จำนวนมาก เปรียบเสมือนเราว่าอยู่ในมหาสมุทรข้อมูล ซึ่งปัญหาตรงนี้เราจะทำได้อย่างไรที่จะใช้ข้อมูลที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ให้มากที่สุด ซึ่งเรื่องนี้ก็ถือว่าไม่ได้เป็นเรื่องง่ายเหมือนกัน เนื่องจากเราไม่มีกลไกที่จะดังใช้ข้อมูลที่มีอยู่ให้ออกมาให้หมดได้ ดังนั้นตนเห็นหลังจากที่เกิดเหตุในครั้งนี้แล้ว เราจะทำอย่างไรที่จะเอาเหตุการณ์และข้อมูลที่มีทั้งหมด มาเป็นบทเรียน มาเป็นข้อมูลที่มาใช้ให้เป็นประโยชน์สูงสุด

             นายศิษฎิวัชร กล่าวว่า  ตนขอแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ที่ทำให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิต และทรัพย์สิน ในสามจังหวัดที่เกิดเหตุขึ้น ซึ่งในแง่ของความเสียหายในภาพรวมของการท่องเที่ยวทั้งประเทศ เหตุการณ์ในครั้งนี้ถือว่าไม่มีผลกระทบอะไรมากนัก เนื่องจากจุดที่เกิดเหตุนั้นห่างจากศูนย์กลางการท่องเที่ยวของประเทศ แต่การท่องเที่ยวในพื้นที่ในภาคใต้ โดยเฉพาะบริเวณที่เกิดเหตุใน 3 จังหวัด ตนยอมรับว่าเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงความเสียหายในเรื่องนี้ได้ โดยเฉพาะพื้นที่อ.หาดใหญ่ จะได้รับความเสียหายอย่างแน่นอน ซึ่งแน่ๆก็ในช่วงเทศกลาสงกรานต์ที่จะมาถึงนี้

             จากเหตุที่เกิดขึ้นในอ.หาดใหญ่ครั้งนี้ ภาคการท่องเที่ยวเรามีความเป็นห่วงว่าจะลามไปที่จุดอื่นๆ อีกหรือไม่ ดังนั้นหากมีความเป็นไปได้ก็อยากจะให้หน่วยงานภาครัฐพยายามเกาะติดปัญหานี้ให้ได้ และจับให้อยู่ และจะทำอน่างไรที่จะไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้เขึ้นอีก และจะต้องเร่งฟื้นฟูจิตใจ และเรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุนให้กลับมาให้ได้ เพื่อที่เราจะรักษาฐานการท่องเที่ยวเอาไว้ 

             " ที่ผ่านมาภาคการท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคใต้ เราต่างภาวนาให้เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนไม่ให้ลุกลามเข้ามาในพื้นที่ชั้นใน เพราะเราประเมินกันแล้วว่าหากความรุนแรงลุกลามเข้ามาในพื้นที่ชั้นในได้ ความเสียหายในแง่ต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องการท่องเที่ยวจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ดังนั้นหน่วยงานรับจะต้องควบคุมไม่มีเหตุการณ์เช่นนี้ในแหล่งท่องเที่ยวในจุดอื่นๆ ให้ได้ " นายศิษฎิวัชร กล่าว

             นายศิษฎิวัชร กล่าวว่า หลังจากที่เกิดเหตุการณ์ในครั้งนี้เกิดขึ้นแล้ว ตนมีความมั่นใจว่าทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเพิ่มความระมัดระวังเหตุการณ์ดังกล่าวให้มากขึ้น รวมทั้งโรงแรม และห้างสรรสินค้าต่างๆ ในพื้นที่ดังกล่าวจะต้องมีการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดมากขึ้น หลังจากนี้รัฐบาลจะต้องเร่งหาวิธีที่จะสร้างความเชื่อให้กลับคืนมาให้ได้ และคนหาดใหญ่จะต้องสู้ และต้องสร้างความเชื่อมั่นของตนเองให้กลับคืน ซึ่งหากทุกฝ่ายร่วมช่วยกัน ตนมีความเชื่อว่าภาคการท่องเที่ยวในช่วงเทสกาลสงกรานต์อาจจะไม่มีเสียหายมากก็ได้  

             นายรอมฎอน กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในที่อ.หาดใหญ่ ในครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งที่ใหญ่มาก และอาจจะเรียกได้ว่าใหญ่ที่สุดกว่าทุกครั้ง ซึ่งความใหญ่ดังกล่าวเป็นในแง่ของความสูญเสียทั้งทรัพย์สิน และชีวิตประชาชน แพ็คเกตการก่อเหตุครั้งนี้น่าจะมีนัยยะทางการเมือง ที่อาจจะต้องการสื่อสารอะไรบ้าง แต่ไม่รู้จะทำด้วยวิธีใด ทางกลุ่มผู้ที่เคลื่อนไหวจึงเลือกใช้ความรุนแรงเป็นการสื่อสาร และที่ผ่านมาหน่วยงานราชการรู้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ก่อการทั้งหมดแล้ว เพียงแต่จะดำเนินการจับกุมเมื่อไหร่ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมองว่าคนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มก่อการที่ทำให้ประเทศชาติเกิดความเสียหาย แล้วเอาคนพวกนี้มาดำเนินคดีด้วยการจับกุม หรือใช้วิธีการตามล่าตัว แต่ในทางกลับกันหากเรามองเจตนาของผู้ที่ก่อการว่าน่าจะมีประเด็นเรื่องการเมืองบางประการ วิธีการดำเนินการก็จะมีความแตกต่างกัน ซึ่งหากจะเป็นวิธีการที่ไม่ใช้ความรุนแรง หรือที่เรียกว่ากระบวนการสันติวิธี เพราะตนเห็นว่าเมื่อหน่วยงาราชการบอกว่ามีความรู้จักกลุ่มผู้ก่อการหลายๆ กลุ่ม หลายๆ คนเป็นอย่างดี ดังเช่นที่ผบ.ทบ.กล่าว ก็จะเกิดคำถามเกิดขึ้นมาว่าแล้วทำไมที่ผ่านมาทางหน่วยงานราชการไม่มีการดำเนินการจับกุม

             "สิ่งที่ผมอยากจะตั้งคำถามว่า เมื่อหน่วยงานราชการบอกว่ารู้จักกลุ่มผู้ก่อการดังกล่าวนั้น หน่วยงานราชการดังกล่าวนั้น มีความรู้จักอย่างไร รู้จักแบบไหน รู้จักพฤติกรรมการก่อเหตุของเขาหรือเปล่า ซึ่งแน่นอนสิ่งที่ผู้ที่ก่อการดังกล่าวใช้ถือว่าเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย และสิ่งที่ผบ.ทบ.ระบุก็มีความชัดเจนว่าจะไม่มีการเจรจา และจะต้องดำเนินการ ซึ่งเรื่องนี้ในแง่ของกฎหมายก็มีการระบุไว้อย่างชัดเจนว่ารัฐสามารถทำอะไรได้ ไม่สามารถทำอะไรได้ ซึ่งผมเห็นว่าปัญหาไฟใต้ที่เกิดขึ้น ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ ที่หน่วยงานภาครัฐ และคนๆไทยทั้งประเทศจะต้องมาช่วยกันหาแนวทางในการแก้ไขปัญหา โดยในบางครั้งอาจจะไม่จำเป็นที่จะต้องไปสอดคล้องกับกฎหมายอาญาที่เรามี เพราะสถานการณ์ที่เกิดขึ้่นในเวลานี้ถือว่าเป็นสถานการณ์พิเศษ ในบางครั้งอาจจะต้องใช้กฎหมายพิเศษนอกเหนือจากกฎหมายอาญาปกติ ดังนั้นปัญหาที่มีความพิอเศษเฉพาะตัวอย่าง ก็น่าจะมีวิธีการหาทางออกร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานรัฐ ภาคประชาสังคม หรือกลุ่มที่เลคื่อนไหวเรียกร้องเอกราชของปัตตานี และผู้ที่ส่วนได้ส่วนเสีย มาช่วยกันหาทางออกด้วยวิธีอื่นๆ ซึ่งเราจะมีทางอย่างนี้หรือไม่ " นายรอมฎอน กล่าว