
'เกม' ปรองดอง 'เสี่ยง' ทั้งที่มีบทเรียน
'เกม' ปรองดอง ไม่ว่าจะลงเอยอย่างไร สิ่งที่เสี่ยงที่สุด ก็ยังคงเป็นความขัดแย้งแตกแยกที่แฝงเร้น และเป็นระเบิดเวลาลูกใหม่ที่น่ากลัวกว่าทุกลูกที่ผ่านมา เพราะทุกอย่างสุกงอม
หลังจากที่ประชุมรัฐสภามีมติเห็นชอบ ด้วยคะแนน 346 ต่อ 17 งดออกเสียง 7 เสียง ให้สภาผู้แทนราษฎร พิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ ตามที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานกรรมาธิการฯ และคณะเสนอ ซึ่งคาดว่าจะนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ ในวันที่ 4 เมษายนนี้
ประเด็นที่น่าวิเคราะห์ หนีไม่พ้น ความพยายามที่จะคืนความยุติธรรมให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่อ้างอยู่ตลอดเวลา ทั้งต่อสื่อมวลชนไทย และต่างประเทศว่า เขาไม่มีความผิด ปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะถูกกลั่นแกล้งทางการเมือง โดยผลจากการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 นำโดย 'บิ๊กบัง' พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ.ขณะนั้น ในฐานะหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข หรือ คปค. (ก่อนเปลี่ยนชื่อมาเป็นคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช.) และหัวหน้าพรรคมาตุภูมิ ประธาน กมธ.ปรองดอง ในปัจจุบันนั่นเอง
ทั้งนี้ รวมถึง คตส. ก็คือ ผลผลิตจาก การรัฐประหาร ที่ได้รับแต่งตั้งให้เข้ามารวบรวมข้อมูลดำเนินคดีกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งตามกฎหมายถือว่ามีฐานะเทียบเท่า ป.ป.ช. (คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) ทีเดียว
ที่สำคัญ อำนาจของ คปค. จนกระทั่งมาเป็น คมช. ได้รับการรองรับโดยรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550เรียบร้อย
นี่คือปมของฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ ที่มีแกนนำ นปช. (แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ) และมวลชนคนเสื้อแดง เป็นแนวร่วม เรียกร้องมาตั้งแต่ปี 2553 แล้วว่าถ้าหากจะให้ 'ปรองดอง' ได้จริง ก็จะต้องดำเนินการแก้ไขในสิ่งเหล่านี้เสียก่อน
จนนำมาสู่การผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 และล้างผลของการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ให้มีความสอดรับกันในช่วงที่พรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง และมีรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อยู่นี่เอง
ทั้งยังน่าวิเคราะห์ด้วยเช่นกันว่า ทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 และการดำเนินการตาม กมธ.ปรองดอง ก็คือการล้างผลของการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 อย่างไม่ต้องสงสัย เพียงแต่ถูกแยกระหว่างประเด็นไหนที่แก้ในระดับรัฐธรรมนูญ ประเด็นไหนที่แก้ในระดับการออกกฎหมาย เพื่อหลีกเลี่ยงกระแสต่อต้าน และแรงเสียดทานทางการเมืองที่มากน้อยต่างกันเท่านั้นเอง
เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงไม่แปลกที่พรรคฝ่ายค้านอย่างประชาธิปัตย์ จะต้องคัดค้านและต่อต้าน ทั้งกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และ 'เกม' ปรองดอง ของ กมธ.ปรองดอง อย่างหัวชนฝา เพราะทั้งสองทางย่อมนำไปสู่การเอื้อประโยชน์ต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างไม่ต้องสงสัย
ด้าน พล.อ.สนธิ นอกจากจะต้องอธิบายต่อสภาฯ ซึ่งมีฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับรายงานของ กมธ.ปรองดองแล้ว กับกองทัพน้องๆ ผบ.เหล่าทัพ ก็ถูกตั้งคำถามเช่นกัน โดยเจ้าตัวกล่าวว่า หากติดตามอ่านคำสัมภาษณ์ของผู้นำทหาร เขาดีใจที่มีการสร้างความปรองดอง ส่วนเรื่องที่ตนเข้าไปเป็นกรรมาธิการปรองดอง ได้คุยกันและประสานร่วมกันหมดแล้ว ทั้งนี้ ใน กมธ.ปรองดอง มีตัวแทนของกองทัพบกมาร่วมด้วย
ถามว่า รายงานของ กมธ.ปรองดอง หากถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์การเมืองและเป็นจุดที่สร้างความขัดแย้งอีกรอบ จะรับผิดชอบอย่างไร พล.อ.สนธิ กล่าวว่า "มันจะเกี่ยวกันได้อย่างไร เพราะรายงานเป็นงานทางวิชาการ ผมไม่ได้ทำคนเดียว มีพรรคประชาธิปัตย์และทุกพรรคมาช่วยกันทำ เรื่องของความรับผิดชอบเป็นเรื่องสภาฯ ที่ต้องค้นหาวิธี ส่วนวิธีใดที่ทำให้เกิดความขัดแย้ง ผมไม่เห็นด้วย"
เหนืออื่นใด ประเด็นที่น่าวิเคราะห์อย่างยิ่งก็คือ ความพยายาม 'ปรองดอง' ผ่านกลไกรัฐสภาครั้งนี้ เกิดขึ้นในท่ามกลางความขัดแย้งแตกแยกของ 'สองขั้ว' ยังคงมีอยู่อย่างสูง ยังมีคนที่คัดค้านและต่อต้านการนิรโทษกรรม พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่น้อยไปกว่าคนที่เห็นด้วย
เพียงแต่ฝ่ายที่มีอำนาจ และโอกาส มีเสียงและกระแสกลบอีกฝ่าย จนดูเหมือนขาดพลังที่จะโต้แย้งคัดค้านเท่านั้น แต่ก็ใช่ว่าจะยอมรับ หรือไม่ต่อต้านการปรองดองที่ดูเหมือน 'ชอบธรรม' กับผู้ชนะมากกว่า
สุดท้าย ไม่ว่าจะลงเอยอย่างไร สิ่งที่เสี่ยงที่สุด ก็ยังคงเป็นความขัดแย้งแตกแยกที่แฝงเร้น และเป็นระเบิดเวลาลูกใหม่ที่น่ากลัวกว่าทุกลูกที่ผ่านมา เพราะทุกอย่างสุกงอมที่สุดแล้ว!?



