ข่าว

คอป.แนะปรองดองต้องไม่รวบรัด

คอป.แนะปรองดองต้องไม่รวบรัด

02 เม.ย. 2555

คอป.ส่งรายงานฉบับ 3 ถึง "ยิ่งลักษณ์" ตอกย้ำความขัดแย้งยังคงอยู่ เรียกร้องทุกฝ่ายประคับประคองสถานการณ์ ย้ำ "เวลาและความอดทน" เป็นเงื่อนไขสำคัญของการปรองดอง การเร่งรีบและรวบรัดยิ่งทำให้เกิดความหวาดระแวง แนะรัฐเยียวยาในมิติการขอโทษ ไม่ส่งเสริมให้เกิดความโลภ

              2เม.ย.2555 นายคณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ได้เสนอรายงานความคืบหน้าการตรวจสอบฉบับที่ 3 ส่งถึงนายกรัฐมนตรี โดยข้อเสนอแนะของ คอป. ฉบับที่ 3 เป็นการเน้นย้ำและติดตามการดำเนินการตามข้อเสนอแนะที่ผ่านมาในประเด็นสำคัญต่าง ๆ  โดยระบุว่าจาก รายงานฉบับที่ 2 ซึ่งคอป.เคยเรียกร้องไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องในความขัดแย้งและผู้ที่มีส่วนในการสร้างความปรองดองในชาติทุกฝ่าย ให้ใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่งยวดในการกระทำการใดๆ ซึ่งอาจเป็นการกระทบกระเทือนต่อบรรยากาศในการปรองดองของชาติ

             คอป.เห็นว่า ในขณะนี้ ปัญหาความขัดแย้งยังคงดำเนินอยู่และบรรยากาศของความปรองดองยังไม่เกิดขึ้นในสังคมไทย  จึงขอเน้นย้ำให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งรัฐบาล นายกรัฐมนตรี ผู้นำฝ่ายค้าน พรรคการเมือง กลุ่มการเมือง ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกำกับและควบคุมการใช้อำนาจรัฐ สื่อมวลชน กลุ่มบุคคล และองค์กรต่าง ๆ ร่วมกันประคับประคองสถานการณ์ ความขัดแย้ง และให้ความสำคัญต่อการสร้างบรรยากาศของความปรองดองในชาติ โดยยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้ง มีความอดทนอดกลั้น รับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างจากทุกฝ่าย  และไม่กระทำการใดที่อาจสร้างความขัดแย้งครั้งใหม่ให้เกิดขึ้น
 
              รายงานฉบับที่ 3 ระบุด้วยว่า กระบวนการปรองดองเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยเวลา ความอดทน และการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่ายและทุกภาคส่วนในประเทศ เครื่องมือและกลไกต่าง ๆ ในการสร้างความปรองดอง เช่น การเปิดเผยความจริงและรากเหง้าของปัญหาความขัดแย้ง การเยียวยาฟื้นฟูผู้ที่ได้รับผลกระทบ การอำนวยความยุติธรรมแก่เหยื่อ การฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดซึ่งต้องเป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ การเจรจาไกล่เกลี่ย และการจัดทำเวทีประชาเสวนาเพื่อนำไปสู่ความเข้าใจร่วมกันในสังคม โดยการสนับสนุนของรัฐ ล้วนแต่ต้องอาศัย “เวลา”  ซึ่งถือเป็นเงื่อนไขที่สำคัญอย่างยิ่งของการปรองดอง
 
              ด้วยเหตุนี้ คอป. จึงเห็นว่าการดำเนินการใดๆ ของผู้ที่เกี่ยวข้องโดยพยายามที่จะรวบรัดหรือเร่งรัดกระบวนการปรองดองนั้นเป็นการกระทำที่ไม่เอื้อต่อบรรยากาศของการปรองดอง ทำให้สังคมเกิดความหวาดระแวงและไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน และถือเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต่อความพร้อมในการเจรจาร่วมกันเพื่อหาทางออกไปสู่ความเข้าใจที่ดีของคนในสังคมและการปรองดองในชาติต่อไป ดังนั้นการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการปรองดองจึงต้องเป็นไปอย่างระมัดระวัง รอบคอบ โปร่งใส และตั้งอยู่บนหลักประชาธิปไตยโดยการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย
 
              รายงานฉบับที่ 3 ยังตอกย้ำถึงข้อเสนอที่ไม่ให้ใช้เครื่องพันธนาการหรือการตีตรวนกับผู้ต้องหาหรือจำเลยของกรมราชทัณฑ์ ซึ่งขาดความเหมาะสมและความถูกต้องตามหลักเกณฑ์อันเป็นสากล โดยการตอบรับต่อข้อเสนอดังกล่าวไม่เป็นที่น่าพอใจนัก รวมถึงข้อเสนอให้ปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยระหว่างการพิจารณาคดี ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ต้องหาและจำเลย 

              อนึ่ง คอป. ใคร่ขอย้ำว่า การที่กระทรวงยุติธรรมได้นำเอาเงินของ กองทุนยุติธรรม เข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องการปล่อยชั่วคราว เป็นเรื่องที่ผิดพลาดในหลักการเป็นอย่างยิ่ง เพราะเรื่องการปล่อยชั่วคราว เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรมโดยตรงที่จะต้องทำความเข้าใจ และปฏิบัติให้ถูกต้อง หลักกฎหมายไม่ได้เรียกร้องหลักประกันในการปล่อยชั่วคราว ดังนั้น การที่องค์กรในกระบวนการยุติธรรมเรียกหลักประกันในทางปฏิบัติอยู่ตลอดมาเกือบจะทุกกรณีนั้น จึงเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องและเหมาะสม
 
              คอป. จึงใคร่ขอเรียนว่าความพยายามในการสกัดกั้นการทำมาหากินของ “นายประกันอาชีพ” และ “บริษัทประกันภัย”นั้น เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายทางการเมืองและทุกองค์กรในกระบวนการยุติธรรมของประเทศ ต้องให้ความสำคัญ อย่างน้อยฝ่ายบริหารควรทำความเข้าใจกับองค์กรในกระบวนการยุติธรรม ทางฝ่ายเจ้าพนักงาน อันได้แก่ พนักงานสอบสวน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายตำรวจหรือพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ รวมตลอดถึงพนักงานอัยการ ให้ศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับการปล่อยชั่วคราวกันใหม่ ส่วนองค์กรศาลนั้น คอป. เห็นว่าหากมีทางใดที่ทุกฝ่าย สามารถทำให้ความเข้าใจหลักกฎหมายที่ถูกต้องเกิดขึ้นได้ด้วยก็เป็นการสมควรที่จะต้องกระทำ เพราะจะทำให้รัฐสามารถนำเงิน “กองทุนยุติธรรม” ของกระทรวงยุติธรรมไปใช้ในทางที่ถูกต้องและเหมาะสมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
 
              สุดท้ายในรายงานความคืบหน้าของ คอป. ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมของประเทศเป็นอย่างมาก โดยเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2554 คอป. ได้เสนอแนะให้มีการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับความผิดฐาน หมิ่นพระบรมเดชานุภาพไปแล้ว  คอป. จึงหวังว่ารัฐบาลและรัฐสภาจักได้ร่วมกันแสดงความกล้าหาญในทางการเมืองเพื่อขจัดเงื่อนไขปัญหาของสังคม อันจะเป็นแนวทางในการสร้างความปรองดองและสันติของคนในชาติต่อไป   ในเรื่องเกี่ยวกับการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบนั้น การประชาสงเคราะห์ คือการดูแลประชาชนของรัฐในประเทศไทยที่มีมาโดยตลอด กล่าวคือเมื่อประชาชนมีความเดือดร้อนไม่ว่าจะเกิดจากภัยใด ๆ รัฐก็จะใช้ “มิติการสงเคราะห์” เข้าขจัดความเดือดร้อนนั้นซึ่งถือว่าเป็นหน้าที่หลักของรัฐ
 
              อย่างไรก็ตาม ในการพัฒนาประชาธิปไตยนั้นบางครั้งอาจนำไปสู่ความไม่สงบและกลายเป็นความรุนแรงขึ้นได้ เมื่อเกิดความเสียหายจากความรุนแรงขึ้นก็เป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องดูแลและเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาประชาธิปไตยนั้น อีกทั้ง รัฐต้องจัดการกับความไม่สงบและความรุนแรงที่เกิดขึ้น โดยต้องให้หลักประกันความปลอดภัยแก่ประชาชนในการจัดการกับความไม่สงบนั้นด้วย การที่รัฐไม่สามารถให้หลักประกันความปลอดภัยแก่ประชาชนตามภารกิจของรัฐได้ จนทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบจากความรุนแรงที่เกิดขึ้นนั้น รัฐย่อมมีหน้าที่ดูแลและเยียวยาประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงนั้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
 
              นอกจากนี้ การดูแลและเยียวยาประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจะต้องไม่เป็นการกระทำที่เป็นการลดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคล กล่าวคือ ต้องเป็นการกระทำใน “มิติการขอโทษ” โดยไม่เป็นการดูแลและเยียวยาที่กระทำไปในทางที่อาจส่งเสริมให้บุคคลเกิดความโลภอันเป็นกิเลสของมนุษย์ การเยียวยาด้วยเงินจำนวนมากในครั้งเดียวเป็นการที่รัฐผลักภาระให้ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบต้องดูแลตนเองและจัดการกับเงินจำนวนนั้นอย่างไม่มีความยั่งยืน การดูแลและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบเป็นรายเดือนจึงเป็นตัวอย่างหนึ่งของการเยียวยาที่เคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และเป็นการเยียวยาที่มีความยั่งยืน ทั้งจะเป็นการขจัดกิเลสของผู้ที่มีความคิดที่จะเสี่ยงกับความปลอดภัยของตนเองอันส่อไปในทางการ แสวงหาประโยชน์ในทางที่มิชอบอีกด้วย อีกทั้งยังเป็นการก่อให้เกิดความเข้าใจของคนในสังคมและมี มุมมองต่อการเยียวยาที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของการนำไปสู่ความปรองดองมากกว่าเป็นการสร้างเงื่อนไขความขัดแย้งในความเห็นต่อการเยียวยาด้วยปริมาณเงินจำนวนที่สูงในครั้งเดียว
 
              สุดท้าย คอป. เห็นต่อไปว่าเงินที่ใช้ในการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เป็นการเยียวยาเป็นรายเดือนดังกล่าวชอบที่จะปรากฏในงบตามพระราชบัญญัติงบประมาณประจำปีของรัฐ ทั้งนี้เพื่อว่าในทุกปีงบประมาณ รัฐบาลที่บริหารประเทศที่เสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณประจำปีและรัฐสภาที่พิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณประจำปีจักได้ร่วมกันรำลึกและตระหนักในการขอโทษต่อประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงเพื่อนำไปสู่การให้อภัยอย่างแท้จริง ทั้งจะเป็นการร่วมกันรำลึกและตระหนักรู้ในการเยียวยาที่มีความยั่งยืนที่เคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์


"สามารถ"ระบุร่างรธน.เข้าวาระ2วันที่ 10-11 เม.ย.นี้
               
             นายสามารถ  แก้วมีชัย  ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.)พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่...) พ.ศ.. คาดว่าการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะทำให้แล้วเสร็จแล้วภายในสัปดาห์นี้ โดยในสัปดาห์นี้จะมีการประชุม 3 วัน คือตั้งแต่วันที่ 3-5 เม.ย. ทั้งนี้หากแล้วเสร็จได้ จะนำเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมร่วมรัฐสภา ในวาระ 2 เบื้องต้นคาดว่าจะเป็นวันที่ 10-11 เม.ย. นี้ และใช้เวลาพิจารณา 2 วันน่าจะเพียงพอ จากนั้นเมื่อพิจารณาแล้วเสร็จจะต้องทิ้งไว้ 15 วัน เพื่อลงมติวาระ 3 ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นวันที่ 26 เม.ย. นี้

              รายงานข่าวจากคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล)  เปิดเผยว่า ถึงแม้ว่าประธาน กมธ.แก้ไขรัฐธรรมนูญ คาดว่าจะใช้เวลาพิจารณาวาระ 2 เพียงแค่ 2 วันก็น่าจะเพียงพอ แต่ในเบื้องต้นวิปรัฐบาลได้วางกรอบเวลาการพิจารณาวาระ2 เผื่อเอาไว้ 3 วันแล้ว คือระหว่างวันที่ 10-12 เม.ย.นี้ เพราะมี ส.ส.  ส.ว.แปรญัตติเอาไว้172 คน หากสมาชิกของอภิปรายมาก  ก็จะมีการตัดจำนวนผู้อภิปรายในส่วนของส.ส.ซีกรัฐบาลไป เพื่อให้สามารถโหวตวาระ 3 อย่างช้าที่สุดได้ทันในวันศุกร์ที่ 27 เม.ย.นี้


"อุดมเดช"ถามถอนผลวิจัยปรองดอง"ไม่ถูกต้อง"หรือ"ไม่ถูกใจ"

              นายอุดมเดช รัตนเสถียร ประธานคณะทำงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาลป กล่าวถึงกรณีที่คณะผู้วิจัยของสถาบันพระปกเกล้าบางคนต้องการให้ถอนรายงานวิจัยการสร้างความปรองดองแห่งชาติว่า   โดยหลักการต้องถามว่าการวิจัยของสถาบันพระปกเกล้าได้วิจัยด้วยวิธีการอย่างไร และดำเนินการตามหลักวิชาการหรือไม่ ซึ่งหากทำอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการแล้ว ก็อย่าไปหวั่นไหว ผลวิจัยออกมาอย่างไรก็ควรดำเนินการตามนั้น ส่วนคนที่มีความเห็นให้ถอนนั้น คงต้องถามว่าให้ถอนเพราะผลที่ออกมาไม่ถูกใจหรือไม่ถูกต้อง ซึ่งหากไม่ถูกต้องกระบวนการก็จะย้อนกลับไปที่สถาบันพระปกเกล้าอยู่ดี แต่หากให้ถอนเพราะไม่ถูกใจ ตนก็ไม่แน่ใจว่าสถาบันพระปกเกล้าอยากอยู่ในสถานะแบบนั้นหรือ  สำหกรับกระบวนการของสภาก็คงต้องดำเนินการต่อไป เพราะตอนนี้ถือว่าเข้าสู่ระเบียบวาระการพิจารณาของสภาแล้ว

 

 เลขาฯกมธ.ปรองดองมั่นใจพระปกเกล้าไม่ถอนผลการวิจัย


               นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะเลขานุการกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ (กมธ.ปรองดอง) สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่าที่ประชุมกรรมการสภาสถาบันพระปกเกล้า จะไม่ถอนรายงานการวิจัยแนวทางการสร้างความปรองดองออกไปจากรายงานสรุป ของกมธ.ปรองดอง อย่างแน่นอน เพราะการทำงานของคณะผู้วิจัยนั้นเป็นอิสระทางวิชาการ

               “ผมมั่นใจในจริยธรรมของคณะวิจัยสถาบันพระปกเกล้า 100 เปอร์เซ็นต์ ว่าจะไม่ถอนผลการวิจัย แต่หากจะถอนจริงมีเงื่อนไขเดียวคือ ขอกลับไปแก้ไขข้อบกพร่องเท่านั้น” นายชวลิต กล่าว