ข่าว

'มาร์ค'เห็นด้วย'ปู'ลงใต้ดูคาร์บอมบ์เอง

'มาร์ค'เห็นด้วย'ปู'ลงใต้ดูคาร์บอมบ์เอง

02 เม.ย. 2555

"มาร์ค" เห็นด้วย "ปู" ลงใต้ดูคาร์บอมบ์เอง แนะ "บิ๊กอ็อด" ระวังคำพูด หวั่นกลายเป็นการตอบโต้ ย้ำเป็นปัญหาภายในประเทศ ซัดรัฐหมกมุ่นแต่เรื่องแก้รธน.-ปรองดอง มากกว่าปัญหาค่าครองชีพ

          วันที่ 2 เม.ย.55  นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวถึง กรณีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ ลงพื้นที่ภาคใต้เพื่อตรวจสอบความคืบหน้าภายหลังเกิดเหตุการณ์คาร์บอมบ์ที่ โรงแรมลีการ์เดนส์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลาว่า เป็นเรื่องที่ดี ถือเป็นการไปให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่ทำงานและประชาชนที่บาดเจ็บและคนที่ได้รับผลกระทบ ส่วนที่อ้างเหตุผลไม่ได้ไปทุกจุดเนื่องจากเกรงใจเจ้าหน้าที่มาดูแลนายกฯเป็นพิเศษ นั้นมองว่า อยู่ในวิสัยที่จะทีจะจัดระบบได้ซึ่งอาจนำเจ้าหน้าที่ส่วนกลางไปเพิ่มก็ได้  ส่วนการเปลี่ยนใจลงพื้นที่ด่วนเป็นเพราะแรงกดดันจากที่ตนลงพื้นที่ไปก่อนหรือไม่ตนไม่ทราบต้องไปตามนายกฯว่าเปลี่ยนใจเพราะอะไร อย่างไรก็ตามเมื่อลงพื้นที่ไปแล้วอย่างน้อยก็น่าจะไปเยี่ยมประชาชนและพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะในระดับหลักๆที่จะให้นโยบายที่เป็นเอกภาพได้             
 
          ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รองนายกฯด้านความมั่นคงออกมายอมรับว่า การก่อเหตุในครั้งนี้อาจเกิดจากความไม่พอใจในเรื่องการเจรจากับกลุ่มหนึ่งโดยอีกกลุ่มหนึ่งไม่ได้เจรจาด้วย นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนย้ำตลอดว่า การแก้ปัญหาต้องอาศัยความละเอียดอ่อนเข้าใจถึงสถานการณ์การจะตัดสินใจทำอะไรหรือพูดอะไรให้สัมภาษณ์ย่างไรต้องมีความระมัดระวัง หลายเรื่องที่ผ่านมาไม่ควรพูด อยากให้รัฐบาลทบทวนโยบายโดยเฉพาะจุดที่คิดว่ามีปัญหาทั้งหมด  เมื่อรองนายกฯออกมายอมรับว่ามีบางจุดที่ต้องไปทบทวนก็ควรทำ ที่สำคัญ นายกฯ รองนายกฯและรัฐมนตรีที่ทำเรื่องนี้ควรติดตามอย่างต่อเนื่องและจริงจัง
 
          เมื่อถามว่า ขณะนี้สถานการณ์ยังไม่จางแต่ พล.อ.ยุทธศักดิ์  ออกมาบอกว่าสถานการณ์จะดีขึ้นภายใน 3 เดือน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขอให้ระมัดระวังคำพูด  ขณะนี้เห็นได้ชัดแล้วว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเหตุใหญ่สุด โดยเฉพาะเกิดในใจกลางเมืองหาดใหญ่ ซึ่งน่าเป็นห่วง ดังนั้นจะนิ่งนอนใจไม่ได้  และอย่าไปทำอะไรที่จะไปตอบโต้ เพราะจะเข้าสู่วงจรของความรุ่นแรง ในทางตรงข้ามรัฐบาลต้องตั้งหลักให้ดี  และควรทบทวนนโยบาย
 
          อย่างไรก็ตามเมื่อถามต่อว่า ความรุนแรงที่กระจายเข้าไปในพื้นที่เศรษฐกิจจะกลายเป็นการยกระดับปัญหาไปสู่ในเวทีนานาชาติได้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เหตุที่หาดใหญ่เคยเกิดเมื่อปี 2549 ซึ่งไม่รุนแรงเท่าครั้งนี้ การจะออกมาบอกว่าเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดเลยคงไม่ได้ แต่การใช้คาร์บอมบ์สองจุดในเมืองใหญ่พร้อมกันตรงนี้น่าเป็นห่วง ทั้งหมดอยู่ที่การตั้งหลักในเรื่องของนโยบาย รวมไปถึงแนวทางของการชี้แจงต่อประชาคมโลกด้วย ทั้งนี้เราต้องยืนยันต่อไปว่า เป็นปัญหาภายในประเทศ เพราะถ้าไม่ยืนยันก็จะเกิดความแทรกซ้อนขึ้นมาอีก
 
          เมื่อถามย้ำว่า เป็นเพราะรัฐบาลประเมินสถานการณ์ต่ำไปหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าลำดับความสำคัญผิด เพราะมัวแต่ไปหมกหมุ่นอยู่กับหลายเรื่องที่ไม่ควรไปใช้เวลาตรงนั้น ควรมาดูแลปัญหาประชาชนมากกว่า  เช่น  การไปเร่งรัดแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เสร็จวาระ  2  ก่อนเทศกาลสงกรานต์ หรือเร่งรัดนำรายงานปรองดองต้องเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมสภาฯให้ได้ในวันที่ 4  เม.ย.


"มาร์ค" ชี้รัฐไม่ได้ทำปรองดอง แต่ใช้เสียงข้างมากล้างผิด

 
          นายอภิสิทธิ์  กล่าวถึงการที่รัฐบาลเร่งรัดแผนทางการเมืองอ้างสร้างความปรองดอง ว่า ที่ทำอยู่ในขณะนี้ไม่ใช่การปรองดอง แต่เป็นการใช้เสียงข้างมากลากไป ที่เป้าหมายการล้างความผิดให้คนบางกลุ่มเท่านั้น นอกจากนี้คนที่ทำวิจัยเรื่องของการปรองดองเองก็เริ่มมองเห็นว่าไม่ได้มีการนำเจตนารมณ์ของการปรองดองไปสานต่ออย่างแท้จริง 
 
          เมื่อถามว่า น.ส.ถวิลวดี บุรีกุล ผอ.สำนักวิจัยและพัฒนาสถาบันพระปกเกล้า และหนึ่งในคณะผู้ทำวิจัย ได้ออกมาเรียกร้องให้ถอนผลวิจัยออก นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า  ตนเสนอมาโดยตลอดว่า หากนำไปใช้ในทางที่ผิดทางสถาบันและผู้วิจัยต้องปกป้องตัวเองด้วยการถอนผลวิจัยออกมา ซึ่งหากเรื่องดังกล่าวนำไปสู่ความขัดแย้ง รัฐบาลต้องรับผิดชอบ ขอฝากไปยังประธานสภาผู้แทนราษฏรว่า ต้องเป็นกลางในฐานะที่เป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติที่ดึ้อดึงบรรจุวาระเรื่องปรองดองเข้าสู่ที่ประชุมในวันที่ 4 เม.ย. ซึ่งในการประชุมสภาสถาบันพระปกเกล้าวันที่ 3 เม.ย.นี้ก็คิดว่า ประธานสภาฯต้องฟังผลประชุมของกรรมการสภาสถาบันพระปกเกล้า ถ้าหากประธานไม่ฟังกรรมการก็จะทำให้เกิดปัญหาได้ เพราะสถาบันก็จะได้รับผลกระทบด้วย ส่วนตนจะเสนอแนะอะไรบ้างนั้นคงจะต้องรอฟังกรรมการคนอื่นๆประกอบด้วย เพราะเกรงว่าจะถูกกล่าวหาได้ว่ามีแต่ฝ่ายการเมือง อย่างไรก็ตามตนคิดว่า ควรจะได้ตระหนักถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นและผลกระทบที่กำลังตามมา  ทั้งนี้ทุกคนควรจะหลีกเลี่ยงและไม่ควรสร้างเงื่อนไขความขัดแย้งที่จะเกิดในวันที่ 4 ม.ย.