ข่าว

'ดีเอสไอ-คลัง'เผยเส้นทางทุจริตยา

'ดีเอสไอ-คลัง'เผยเส้นทางทุจริตยา

02 เม.ย. 2555

'ดีเอสไอ' จับมือ 'กระทรวงการคลัง' แถลงเปิดเส้นทางทุจริตเบิกจ่ายยา ลั่นดำเนินคดีอาญา-วินัย กับขรก.ชอปปิ้งยาถึงขั้นถอนสิทธิ พร้อมคุมเข้มบุคลากรทางการแพทย์ 'ยิงยา' เพื่อหวังคอมมิชชั่น

          นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พร้อมด้วย น.ส.สุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง ร่วมกันแถลงข่าวการตรวจสอบการใช้สิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการและครอบครัว ตั้งแต่ปี 2554 ถึงปัจจุบัน โดยนายธาริต กล่าวว่า จากข้อมูลของกรมบัญชีกลางพบว่าปัจจัยที่ทำให้ค่ารักษาพยาบาลเพิ่มสูงขึ้นมีที่มาจาก 1. กลุ่มข้าราชการสูงอายุเพิ่มมากขึ้น 2. ราคายาสูงขึ้น 3. ยาที่เป็นต้นแบบมีราคาสูงขึ้น 4. มีปัญหาโรงเรื้อรังสูง และ 5. ทุจริต ทั้งนี้จากการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการในระบบสาธารณสุขระหว่างกรมบัญชีกลางกับดีเอสไอ พบความผิดปกติดังนี้ 1. หลักฐานทางการเงินที่โรงพยาบาลขอเบิกกรมบัญชีกลางไม่ตรงกับข้อมูลค่ารักษาที่ส่งเบิกในระบบจ่ายตรง 2. ลายมือชื่อแพทย์ในเวชระเบียนไม่ตรงกับลายมือชื่อแพทย์ในใบสั่งยา 3. ตามหลักฐานเวชระเบียนพบว่ามีข้อมูลเข้ารับการรักษา จำนวน 6 ครั้ง แต่ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาจริงเพียง 2 ครั้ง 4. การสั่งจ่ายยาเพื่อการรักษาไม่สัมพันธ์กับอาการป่วยของผู้ป่วย แพทย์สั่งจ่ายยาให้กับญาติผู้ป่วยที่ไม่มีสิทธิสวัสดิการ 5. มีการสั่งจ่ายยาในปริมาณมากเกินกว่าที่ผู้ป่วยจะใช้ได้หมด

          นายธาริต กล่าวต่อว่า สำหรับรูปแบบการทำผิดแยกได้เป็น 3 ประเภทคือ 1. การสวมสิทธิ์ ผู้ป่วยหรือไม่มีอาการป่วย ซึ่งไม่มีสิทธิ์ตามสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการและครอบครัวเข้าสวมสิทธิ์รักษาพยาบาลของบุคคลที่มีสิทธิ์ ซึ่งดีเอสไออยู่ระหว่างการสอบสวนเพื่อหาตัวบุคคลที่สวมสิทธิ์ผู้อื่น 2. การยิงยา พบว่ามีเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจสั่งจ่ายยา มีการสั่งจ่ายยาที่ไม่จำเป็นและเหมาะสมสัมพันธ์กับอาการเจ็บป่วยของผู้ป่วย หรือจ่ายยาในลักษณะสิ้นเปลืองโดยไม่จำเป็น เน้นการจ่ายยานอกบัญชีหลักซึ่งมีราคาแพง โดยมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับบริษัทผู้ผลิตยาหรือตัวแทนจำหน่ายยาในลักษณะของผลประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ เช่น เงินตอบแทน ของกำนัล คอมมิชชั่น ตั๋วเครื่องบินให้เดินทางไปต่างประเทศ กรณีนี้ทำให้รัฐสูญเสียงบประมาณจำนวนมาก และจากการตรวจสอบของดีเอสไอ พบบุคคลากรทางการแพทย์ที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับการปฏิบัติหน้าที่ในลักษณะยิงยา จำนวนหลายครั้งเกินปกติจากบริษัทยาที่มียอดการสั่งจ่ายสูง โดยพบว่าแพทย์ผู้นั้นได้รับผลประโยชน์จากบริษัทยาโดยได้รับสิทธิในการเดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งกรณีนี้ดีเอสไอได้ส่งสำนวนให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการต่อไป  

          อธิบดีดีเอสไอ กล่าวอีกว่า 3. การชอปปิ้งยา คือผู้มีสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการและครอบครัวจะเบิกค่ารักษาพยาบาล ในลักษณะเดินสายขอตรวจรักษาตามโรงพยาบาลต่างๆในช่วงวันเดียวกัน หรือระยะเวลาใกล้เคียงกัน และมักเดินทางไปพบแพทย์เกินกำหนดนัด เป็นเหตุให้ได้รับยาจำนวนมากยิ่งขึ้น มีการดำเนินการลักษณะเป็นขบวนการ มีความเชื่อมโยงระหว่างผู้ป่วย  บุคคลากรทางการแพทย์ ร้านขายยา บริษัทยา โดยปริมาณยาที่ได้รับไปหากบริโภคยาที่ได้รับไปทั้งหมดจะมีผลให้เป็นอันตรายแก่ร่างกายมากกว่าจะมีผลในการรักษาพยาบาล และมีการนำไปจำหน่ายในร้านขายยาหรือส่งมอบให้บุคคลอื่นต่อ โดยดีเอสไอกำลังรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อเสนอเป็นคดีพิเศษเนื่องจากไม่ใช่คดีเกี่ยวเนื่องกับการลักลอบนำยาแก้หวัดสูตรผสมซูโอเอเฟรดีนออกจากระบบ

          ด้าน น.ส.สุภา กล่าวว่า จากการแก้ไขปัญหาดังกล่าวทำให้สถิติค่ารักษาพยาบาลสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ในปี 2554 ลดลงจากเดิม 62,200 ล้านบาท เป็น 61,500 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้าว่าในปี 2555 นี้จะลดลงให้ได้อีก 5,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม เพื่อให้สามารถควบคุมการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลได้มากขึ้น โดยจะเข้มงวดหากพบข้าราชการมีพฤติกรรมช๊อปปิ้งยาจะถูกเรียกเงินคืน ลงโทษทางวินัย และดำเนินคดีอาญา ส่วนบุคคลในครอบครัวจะถูกเรียกเงินคืน ดำเนินคดีอาญา และถอนสิทธิการรักษาพยาบาล ทั้งนี้ ภายในเดือน พ.ค.นี้ กระทรวงการคลังจะออกหนังสือเวียนถึงผู้ได้รับสิทธิการรักษาพยาบาลให้ทราบว่าหากมีการกระทำความผิดจะถูกเพิกถอนสิทธิรักษาให้กลับไปใช้สิทธิตามหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าแทน นอกจากนี้ยังจะมีการออกระเบียบใหม่กำหนดให้ผู้ป่วยรักษาพยาบาล 1 โรงพยาบาล ต่อ 1 โรค โดยอยู่ระหว่างรอการทำระบบของโรงพยาบาล

          "กระทรวงการคลังได้เสนอนายกรัฐมนตรีเพื่อให้มีการกำหนดรหัสยา ให้ยาชนิดเดียวกันใช้รหัสเดียวกันในทุกโรงพยาบาล เพื่อความสะดวกในการควบคุมและสั่งจ่ายยา และสามารถนำมาประเมินให้เห็นภาพสถิติการใช้ยาทั้งระบบได้"