ข่าว

ชี้ธุรกิจปี 51ยังดีต้องเสียภาษีตามจริง

ชี้ธุรกิจปี 51ยังดีต้องเสียภาษีตามจริง

13 พ.ค. 2552

กรมสรรพากรชี้รายได้ธุรกิจปี 51 ยังไม่กระทบ เรียกทุกเขตในกทม.มอบนโยบายเก็บภาษีนิติบุคคลตามจริง ตั้งเป้ารีดภาษีเท่าปีก่อน เชื่อการค้ำประกันช่วยเอสเอ็มอีให้จ่ายภาษีได้ 2 แสนราย ย้ำต้องยื่นแบบภายในเดือนพฤษภาคมนี้

 นายวินัย วิทวัสการเวช อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวถึงแนวทางให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่ขาดสภาพคล่องในการยื่นชำระภาษีประจำปี 2551 ผ่านกลไกลการค้ำประกันของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ว่า ผู้ที่ประสงค์จะกู้เงินเพื่อชำระภาษีดังกล่าวต้องไม่ค้างชำระภาษีเงินได้กับกรมสรรพากร และให้ไปติดต่อกับธนาคารพาณิชย์ หรือสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่เป็นลูกค้าอยู่ เพื่อขอกู้เงินจากนั้นจึงมาติดต่อขอยื่นแบบสำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาที่นิติบุคคลมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ เพื่อขอรับหลักฐานการตรวจสอบหนี้อากรคงค้างไปยื่นต่อสถาบันการเงินหกลังจากได้รับอนุมัติสินเชื่อแล้วให้นำเช็คมาชำระภาษีต่อไป โดยผู้ประกอบการต้องยื่นแบบฯ ภายในเดือนพฤษภาคมนี้

 ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวน่าจะช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีกว่า 2 แสนราย หรือคิดเป็นเงินชำระภาษีกว่า 3 หมื่นล้านบาท ในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันบางรายอาจประสบปัญหาสภาพคล่อง จะได้ไม่ต้องมีหนี้คงค้างกับกรมซึ่งจะต้องมีภาระเบี้ยปรับเงินเพิ่มด้วย

 นอกจากนี้ กรมยังเรียกประชุมสรรพากรพื้นที่ในเขต กทม. เพื่อมอบนโยบายให้ดำเนินการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลตามความเป็นจริง โดยเห็นว่าเป็นเงินได้ที่เกิดขึ้นในปี 2551 ซึ่งยังไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจรายได้จึงไม่น่าจะลดลงมากนัก และจากการติดตามตัวเลขรายได้พบว่านิติบุคคลบางกลุ่มมียอดขายที่สูงกว่าปี 2550 จึงเชื่อว่าภาษีเงินได้นิติบุคคลในปีนี้น่าจะได้ใกล้เคียงกับปีก่อนและเป็นไปตามเป้าหมาย 4.5 แสนล้านบาทจากจำนวนนิติบุคคลในระบบภาษีกว่า 4 แสนราย

 ส่วนการคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้น ขณะนี้กรมดำเนินการคืนเงินภาษีไปแล้ว 70% หรือประมาณ 1.7 ล้านราย ยังเหลืออีกเพียง 7 แสนกว่ารายเท่านั้นคาดว่าจะคืนได้หมดภายในเดือนมิถุนายนนี้ โดยที่ล่าช้าส่วนใหญ่มีการกรอกข้อมูลการยื่นแบบไม่ถูกต้อง จึงต้องมีการตรวจสอบและขอเอกสารเพิ่มเติมทำให้คืนเงินภาษีได้ล่าช้า