
เจาะตลาด'เวียดนามตอนเหนือ'
เศรษฐกิจ : เจาะตลาด "เวียดนามตอนเหนือ" ... ลู่ทางสินค้าอุปโภคบริโภค-การท่องเที่ยวรุ่ง : โดย ... อนัญชนา สาระคู
ภายใต้นโยบายการให้ความสำคัญกับตลาดอาเซียน หรืออาเซียนเฟิร์สต เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) เต็มรูปแบบในปี 2558 นั้น การขยายตลาดส่งออกใหม่ๆ จึงเป็นเรื่องสำคัญ และเวียดนามตอนเหนือก็เป็นเป้าหมายหนึ่ง ที่ล่าสุดกรมส่งเสริมการส่งออกได้นำกลุ่มผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคจากประเทศไทยไปมองหาลู่ทางทางการตลาดใหม่ๆ ที่นครไฮฟอง เมืองท่าและเมืองเศรษฐกิจสำคัญอันดับ 3 รองจากนครโฮจิมินห์ และกรุงฮานอย
หนุนสินค้าไทยเจาะตลาด“เออีซี”
นายภูมิ สาระผล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงการนำทัพกลุ่มผู้ประกอบการกว่า 100 ราย ไปเปิดตลาดที่นครไฮฟองเมื่อเร็วๆ นี้ ว่าเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการของไทย และเป็นเวทีให้ผู้ประกอบการรายใหม่ๆ ของไทยได้มีโอกาสทดสอบ ศึกษาและสำรวจตลาด ตลอดจนพฤติกรรมของผู้บริโภค รวมถึงยังเป็นการพัฒนาศักยภาพในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยก่อนเข้าสู่เออีซีอย่างเต็มรูปแบบ
โดยนครไฮฟอง ถือเป็นเมืองที่มีศักยภาพสูง เศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็วและมีความพร้อมในด้านสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะท่าเรือไฮฟอง ซึ่งเป็นท่าเรือนานาชาติขนาดใหญ่ ที่จะเป็นประตูนำไปสู่การส่งออกสินค้าที่มีประสิทธิภาพของไทยต่อไปได้ โดยสินค้าของไทยที่มีศักยภาพได้แก่สินค้าอุปโภคบริโภค เสื้อผ้า อาหาร และเครื่องมือทำการเกษตร เป็นต้น
นอกจากนี้ ประชากรในเมืองไฮฟองมีเกือบ 2 ล้านคน และมีประชากรแฝงเข้ามาทำงานค้าขาย ประกอบธุรกิจอีกเกือบเท่าตัว ประชากรที่มีกำลังซื้อมีจำนวนมากและนิยมสินค้าไทย โดยให้ความสำคัญกับเครื่องคุณภาพเป็นหลัก ดังนั้น ผู้ประกอบการเองก็ต้องรักษาคุณภาพของสินค้าตนเองเอาไว้ด้วย
“ต่อไปข้างหน้าการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ผู้ประกอบการไทยต้องปรับองค์กรการบริหารงาน เตรียมความพร้อมด้านภาษา และจดสิทธิบัตรสินค้าเพื่อสามารถขยายตลาดไปสู่อาเซียนที่มีประชากรรวมกันเกือบ 600 ล้านคน และหลังจากงานครั้งนี้แล้วทางกรมส่งเสริมการส่งออกจะทำการประเมินผล เพื่อปรับปรุงรวมทั้งขยายตลาดไปยังจุดอื่นๆ ในอาเซียนได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป” นายภูมิกล่าว
ในด้านความนิยมต่อสินค้าไทยนั้น ได้รับการยืนยันจากผู้บริโภคชาวเวียดนามที่กล่าวว่าคนเวียดนามส่วนใหญ่นิยมใช้สินค้าไทย เพราะชอบในเรื่องคุณภาพสินค้าที่ดีกว่า ซึ่งตนเองชอบและบอกต่อให้พ่อแม่ รวมทั้งญาติพี่น้องในครอบครัวซื้อใช้สินค้าไทยเหมือนกัน เช่นสบู่ ผงซักฟอก นอกจากนี้ ยังนิยมซื้อสินค้าไทยในงานแสดงสินค้ามากกว่า เพราะมีราคาย่อมเยากว่าการจำหน่ายตามร้านค้าทั่วไป และสินค้าไทยตามร้านค้าทั่วไปก็ยังหาซื้อยากอยู่
“ส่วนตัวเองรู้สึกชอบสินค้าไทยมาก อยากให้มีการจัดงานแสดงสินค้าบ่อยครั้งกว่านี้จากเดิมจัดที่ฮานอยปีละ 2 ครั้งเท่านั้น และยังคิดกับน้องสาวเลยว่าอยากเปิดร้านขายของไทยที่เวียดนาม แต่ยังไม่รู้ว่าจะหาลู่ทางอย่างไร”
ชี้สินค้าอุปโภคบริโภคมีโอกาสสูง
สำหรับการจัดงานแสดงสินค้าไทย ณ นครไฮฟอง ซึ่งเป็นการจัดงานครั้งแรกในเมืองดังกล่าวนั้น น.ส.บุษบา บุตรรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (สคต.) ณ กรุงฮานอย กล่าวว่า จากการศึกษาการขยายตลาดเวียดนามภาคเหนือตอนบนนั้น เมืองที่มีศักยภาพมากที่สุดคือ ไฮฟอง เพราะเป็นศูนย์กลางการค้า การลงทุน โลจิสติกส์ และการท่องเที่ยว และนอกจากไฮฟองจะมีท่าเรือทางทะเลที่สำคัญแล้ว ไฮฟองยังมีท่าเรือทางแม่น้ำ สำหรับการกระจายสินค้าผ่านแม่น้ำสายสำคัญๆ ไปยังจังหวัดต่างๆ ซึ่งเวียดนามนิยมใช้เส้นทางคมนาคมทางน้ำมาก เนื่องจากทางบกยังไม่สะดวกนัก
ทั้งนี้ เมื่อปลายปีที่ผ่านมา เวียดนามประสบปัญหาทางเศรษฐกิจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของค่าเงินด่อง และมีอัตราเงินเฟ้อสูงมากถึง 18% ทำให้เศรษฐกิจไตรมาสแรกของปี 2555 ชะลอตัวลง แต่ทางรัฐบาลเวียดนามเองกำลังเร่งระดมแก้ไขปัญหา ตลอดจนฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ ปัญหาแรกคือเงินเฟ้อ และเมื่อเร็วๆ นี้มีการปล่อยให้ขึ้นราคาน้ำมันและราคาสินค้ากำลังทยอยขึ้นราคา
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าเวียดนามในอาเซียนมีศักยภาพสูงมาก ทำให้เชื่อว่าจะสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว ส่วนกำลังซื้อได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจของบประเทศแน่นอน เพราะสินค้ากำลังทยอยขึ้นราคา แต่เชื่อว่าจะมีเสถียรภาพมากขึ้นเมื่อมีการปรับระบบการทำงาน โดยไตรมาส 2 จะค่อยๆ ดีขึ้น
“ตลาดเวียดนาม เราถือเป็นตลาดใหม่ เป็นตลาดเพื่อนบ้านที่กรม มีนโยบายให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก โดยปีนี้กรมตั้งเป้าการส่งออกไปยังเวียดนามเติบโต 15% ขณะที่เรามีคู่แข่งค่อนข้างมากทั้งจากสมาชิกอาเซียนด้วยกัน และจากประเทศอื่นๆ เช่น จีน ซึ่งเวียดนามนำเข้าสินค้าจากจีนสูงมาก ดังนั้น กลยุทธ์ของเราคือการรักษาตลาดเดิมๆ ไว้ ขณะเดียวกันก็ต้องรุกไปข้างหน้าเพื่อช่วงชิงตลาดบางส่วนในสินค้าของไทยที่มีศักยภาพให้มากขึ้น”
ส่วนสินค้าหลักๆ ของไทยที่ส่งออกไปยังเวียดนามคือ สินค้าอุตสาหกรรม เนื่องจากเวียดนามนำเข้าสินค้าวัตถุดิบ และกึ่งวัตถุดิบมาผลิตเพื่อส่งออก และตราบใดที่การส่งออกของเวียดนามยังไปได้ดี เขาก็ยังต้องการวัตถุดิบในส่วนนี้อยู่ ส่วนที่เรามองตลาดส่วนใหญ่ของเวียดนามที่มีประชากรกว่า 87 ล้านคน สินค้าอุปโภคบริโภคจึงเป็นที่ต้องการมาก ไม่ว่าการส่งออกจะเป็นอย่างไร แต่ความต้องการบริโภคก็ยังมีอยู่ ขณะที่ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคของไทยยังเข้ามาน้อยมากจึงอยากให้ความสำคัญกับสินค้าส่วนนี้เป็นหลักด้วย
ด้านการลงทุน ที่ผ่านมาผู้ประกอบการไทยเข้ามาลงทุนในเวียดนามแล้วกว่า 200 ราย ส่วนใหญ่เป็นโครงการใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็นเครือซีพี บริษัทปูนซิเมนต์ไทย กระทิงแดง ตลอดจนผลิตภัณฑ์พลาสติกจากศรีไทยซูเปอร์แวร์
อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่ผู้ประกอบการไทยประสบก็คือ การเข้ามาเจาะตลาดทางภาคใต้ แต่กระจายขึ้นไปไม่ถึงภาคเหนือ จึงต้องศึกษาภูมิศาสตร์ของประเทศเวียดนามด้วยว่ามีขนาดยาว การคมนาคมยังไม่สะดวกเท่าที่ควร เช่น การเดินทางโดยทางบกจากนครโฮจิมินห์ทางภาคใต้ ขึ้นมาเมืองหลวง ณ กรุงฮานอย ใช้เวลานานถึง 36 ชั่วโมง ทำให้การขนส่งยาก และมีต้นทุนที่สูงขึ้น ขณะที่ทางภาคเหนือ ภาคกลางจะมีท่าเรือ ทำให้การขนส่ง การคมนาคมมีความสะดวกกว่า เป็นการทุ่นในเรื่องระบบโลจิสติกส์ได้
นอกจากนี้ เวียดนาม ยังจะเป็นประตูการส่งออกไปยังประเทศอื่นๆ ได้อีกด้วย ขณะนี้กำลังมีการสำรวจเส้นทางจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ผ่านประเทศลาว กัมพูชา และเวียดนาม ไปจุดหมายปลายทางที่ประเทศจีน ซึ่งหากเส้นทางสายนี้มีความพร้อม ก็จะลดค่าใช้จ่ายในเรื่องการขนส่งได้มาก และเมื่อเปิดตลาดเออีซี เกิดการกระจายตัวของสินค้าได้อย่างเสรี ก็จะทำให้สินค้าส่งออกของไทยสามารถพ่วงไปยังประเทศอื่นๆ ได้
ผอ.สคต. ณ กรุงฮานอย กล่าวแนะนำผู้ประกอบการไทยด้วยว่า ก่อนการคิดจะลงทุนจำเป็นต้องศึกษาพื้นที่ก่อน ตลอดจนการค้า การลงทุน และความแตกต่างของวัฒนธรรม กฎระเบียบและขั้นตอนต่างๆ ตลอดจนประเด็นอ่อนไหวที่จะต้องใช้ความระมัดระวังด้วย อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ส่วนตัวจะเป็นตัวโยงใยไปสู่ความสัมพันธ์ด้านอื่นๆ ต่อไป ขณะที่ผู้ผลิตสินค้าไทยควรรักษาคุณภาพสินค้าของตนไว้อย่างเหนียวแน่น
แนะอุตฯท่องเที่ยวลงทุนเวียดนาม
ด้านนายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึงตลาดเวียดนามว่า มีประชากรเกือบ 90 ล้านคน และมีกำลังซื้อจำนวนมาก จึงถือเป็นตลาดที่ใหญ่พอสมควร สินค้าของไทยที่จะสามารถจำหน่ายได้จะต้องเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ แตกต่างจากสินค้าที่เป็นแมสและผลิตภายในประเทศเวียดนาม เช่น สินค้าอุปโภคบริโภค กลุ่มเสื้อผ้าก็จะต้องเป็นประเภทสปอร์ตแวร์ และชุดชั้นในสตรี เป็นต้น นอกจากนี้ กลุ่มอาหารทะเล ที่เวียดนามมีการผลิตมาก แต่หากเข้าไปแข่งขันในด้านมาตรฐานสินค้ายังถือว่าสามารถทำได้ ขณะเดียวกันกลุ่มอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เป็นอีกกลุ่มที่น่าลงทุน เพราะยังไม่ค่อยมีการลงทุนในด้านนี้ในเวียดนามมากนัก
“ข้อดีของเวียดนามคือเป็นรัฐบาลเดียว สามารถขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ได้เต็มที่ ด้านประชาชนก็เป็นคนที่มีความอดทน มีปริมาณแรงงานจำนวนมากและเพียงพอ ซึ่งต่างจากประเทศไทยที่อุตสาหกรรมไทยกำลังขาดแคลนแรงงาน ส่วนแรงงานก็มีต้นทุนที่ถูกกว่าไทย อย่างไรก็ตาม การที่ผู้ประกอบการไทยยังกล้าๆ กลัวๆ ไม่เข้าไปลงทุนก็เจาะตลาดในเวียดนามมากนัก เป็นเพราะปัญหาทางภาษา จึงอยากเสนอให้ภาครัฐของไทยช่วยแปลกฎระเบียบต่างๆ ของเวียดนามให้เป็นภาษาไทย เพื่อให้นักธุรกิจไทยศึกษาและรับทราบข้อมูล”
อย่างไรก็ตาม หากมองในแง่คู่แข่ง เวียดนามถือเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของไทย และพบว่าสินค้าหลายประเภท เช่น ข้าว สิ่งทอเครื่องนุ่มห่ม กาแฟ ถือว่าแซงหน้าไทยไปแล้ว รวมถึงอาหารทะเลแปรรูปที่เวียดนามมีวัตถุดิบอยู่ปริมาณมาก
----------
(หมายเหตุ : เศรษฐกิจ : เจาะตลาด "เวียดนามตอนเหนือ" ... ลู่ทางสินค้าอุปโภคบริโภค-การท่องเที่ยวรุ่ง : โดย ... อนัญชนา สาระคู)
----------



